เปลี่ยน URL ของ Facebook ให้สั้นลงทำได้ทั้งส่วนตัวและเพจ (Page)
Submitted by pawoot on Mon, 30/08/2010 - 14:32หลายคนที่มี Facebook แล้วอยากจะมีชื่อ Facebook ของตัวเองที่จำง่ายๆ ที่สามารถทำได้ทั้ง หน้าส่วนตัว (Profile) หรือ หน้าเพจ (Pages) แต่วิธีการตั้งชื่อหน้าของตัวเองได้ คุณต้องมีคน ชอบ (like) หรือ อยู่ในเน็ตเวิรก์ของคุณ เกิน 100 คนขึ้นไปครับ ถึงจะได้ทำได้ครับ วิธีการง่ายๆ ทำตามวิธีนี้
- 2 comments
- Read more
- 485 reads
เทคนิคการวัดผลการทำการตลาดใน Facebook
Submitted by pawoot on Tue, 10/08/2010 - 01:36หลายคนที่เริ่มต้นทำการตลาดผ่าน Facebook คงอยากจะทราบว่าการตลาดที่เราทำผ่าน Facebook ได้ผลตอบรับเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งวิธีที่คุณควรจะทำคือการ "วัดผล (Tracking)" ซึ่งวันนี้ผมจะเล่าถึงเทคนิคการวัดผลการตลาดบน Facebook กันว่ามีวิธีและเทคนิคอะไรบ้าง ซึ่งการวัดผลใน Facebook ครั้งนี้ผมของเน้นไปที่ การวัดผลจากการสร้าง "หน้า (Page)" ใน Facebook กันนะครับ ซึ่งมันเหมาะสมกับการทำการตลาดมากกว่าการสร้าง "หน้าส่วนตัว (Profile)" ที่เหมาะสำหรับเรื่องส่วนตัวมากกว่า
1. Facebook Insight
นี้คือเครื่องมือที่ Facebook ให้มาพร้อมกับตัวของ "Page" ที่คุณสร้างขึ้นมาทันที เป็นเครื่องที่จะช่วยวิเคราะห์แนวโน้มและพฤติกรรมของคนที่ "ชอบ (Like)" หรือเข้ามาในหน้า "Page" ว่าเค้าเป็นใคร เข้ามาทำกิจกรรมอะไรบ้าง โดยสามารถเข้าเช็กข้อมูล Insight ได้ที่ http://www.facebook.com/insights ซึ่งเมื่อเข้ามาหน้านี้ก็จะเป็นหน้ารวมของ "Page" ท้ังหมดที่คุณได้สร้างไว้ และสามารถกดเข้าไปดูรายละเอียดความเคลื่อนไหวของกิจกรรมาต่างๆภายใน "Page" ของคุณได้ทันที โดย Facebook insights จะมีข้อมูลแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ ได้แก่
1.) ข้อมูลของผู้ใช้ (Users)
เราสามารถดูข้อมูลของผู้ใช้งาน (Active User) ที่เข้ามาใน "Page" ของคุณได้โดยแบ่งเป็นรายวัน และยังสามารถจำนวนคนที่ "ชอบ (Like)" ที่เพิ่มเข้ามาใหม่ (New Likes) ในแต่ละวัน รวมถึงยังดูได้ว่า มีกี่คนที่ "ยกเลิก (Remove Likes)" ในแต่ละวันได้เช่นกัน ส่วนนี้สามารถดูว่าหน้าของเราได้รับความนิยมมากได้ระดับไหน?
![]() |
- 5 comments
- Read more
- 2017 reads
Facebook strategy
Submitted by pawoot on Fri, 30/07/2010 - 08:01พอดีได้ไปร่วมงาน Web Wednesday งานรวมตัวของคนโฆษณาออนไลน์เมื่อวันพุธที่ 28 ที่ผ่านมาได้มีการรวบรวมประเด็นดีๆ จากเคสที่มาเล่าประสบการณ์และความสำเร็จให้ฟังในงานครับ
KBANK - http://www.facebook.com/KBankLive - 49,904 fans
แนวทางการทำ Social Network :
- หาแนวทางของตัวเองให้เจอ ที่ต้องไม่เหมือนใคร
- เข้าถึงลูกค้า เป็นเพื่อนลูกค้า พูดเรื่องที่เกี่ยวกับลูกค้า
- บอกโปรโมชั่น - เน้นตอบคำถามลูกค้า
- ทำกิจกรรมสม่ำเสมอ เช่น Tag รูป ง่ายๆ เน้นสร้างให้คนใน fanpage ให้รู้จักกัน
- ตั้งเป้าหมายว่าลูกค้า KBANK มีทั้งหมดกี่คน และตั้ง target x% ของลูกค้าทั้งหมด (เปิดแผยเป้าไม่ได้)
- มีการวางแผน ดำเนินตามแผน วัดผล และปรับปรุงอยู่เสมอ
===================================================================
DTAC - http://www.facebook.com/dtacinternet - 21,166 fans
Concept :
- Curator พูดภาษาคนธรรมดา
- Underdog สบายๆ เป็นคนธรรมดาติดดิน ไม่ใช่คนรวย
- Organic content พูดเรื่องธรรมดาทั่วไป
- Content Content Content
- เน้น Content อัพเดทบ่อย และเข้าถึงกลุ่มเพื่อน
Content :
- พูดในเรื่องที่คนธรรมดาพูด ไม่จำกัดหัวข้อ (เวลาเค้าคุยใน facebook เค้าจะคิดว่า Mr.D กำลังจีบผู้หญิงอยู่คนนึง แล้วจะหาคำพูดอะไรมาพูดกับผู้หญิงคนนั้น ให้เค้าสนใจและคุยกับเราทุกวัน)
- เป็นผู้ฟังที่ดี พูดคุยกับลูกค้า
- ไปนู่นไปนี่ กิจกรรมอะไรที่ไหน ไปไหนมาก็มาเล่าให้ฟัง อัพเดทนู่นนี่ เช่น งาน commart งานคอนเสิร์ต ฯลฯ
- คนใน dtac ช่วยขยาย link กันเอง เน้นให้พนักงานเข้ามาช่วยกัน like และ suggest friends
- กิจกรรมแจกของทุกเดือน ทำ tag เยอะๆ และพา fan ไปเจอกันในกิจกรรม offline ที่ DTAC ไป sponsor
Remark :
- ไม่ตอบคำถามเรื่องปัญหาใน Facebook แต่จะสร้างเว็บเฉพาะที่มีคนมาตอบตลอด เวลาคนถาม ให้ส่งคนไป link นั้น เพื่อใน facebook จะได้มีแต่ content ดีๆ และคนคุณภาพ ไม่มีพูดคุยปัญหา ตอนแรกๆ มีคนพูดปัญหาเยอะ พอแยกเว็บไป คนก็พูดเรื่องปัญหาใน facebook น้อยลง
- แต่ถ้ามีปัญหา ปัญหาจะถูกส่งให้คนที่เกี่ยวข้องทุกแผนกใน DTAC ให้ช่วยเข้ามาตอบ
- Add new comment
- 280 reads
เจาะใจลูกค้าให้สุดซึ้ง...ด้วยเว็บบอร์ดผสานโซเชียลมีเดีย
Submitted by pawoot on Mon, 19/07/2010 - 23:21หลักในการทำการเว็บไซต์ให้ประสบความสำเร็จ ให้มีคนเข้ามาที่เว็บไซต์เราเยอะ จริงๆ แล้วจะประกอบไปด้วย 6C ด้วยกัน แต่ C ที่ผมจะเน้นมากๆ และเป็นพื้นฐานของความสำเร็จคือ 1. C-Content หรือ ข้อมูลต่างๆ ในเว็บไซต์ ซึ่งหากเว็บเรามีข้อมูลเยอะมากพอ ก็จะเป็นตัวที่ดึงดูดให้คนเข้ามาอ่านและเนื้อหาในเว็บไซต์ของเรา จนถึงกับมีบางคนบอกว่า "Content is The King" เลยทีเดียว แต่จริงๆ แล้วอีก C นึงที่สำคัญคือ 2. C-Community หรือสังคม วันนี้ผมมีตัวอย่างของการสร้างสังคมออนไลน์ จากเว็บบอร์ดและต่อยอดไปยัง Social Network ได้อย่างน่าสนใจเลยทีเดียว ลองมาดูกันครับ
![]() หน้าเว็บของ MunkongGadget.com |
- 3 comments
- Read more
- 1274 reads
ทางออกประเทศไทยง่ายๆ เมื่อ “เราเอง” คิดบวกบวก (Double Positive Thinking)
Submitted by pawoot on Tue, 25/05/2010 - 15:58คุณเชื่อไหม! ว่าการข้อความ หรือข้อมูล ที่คนอื่นๆ ส่งต่อๆ กันมาในอินเทอร์เน็ต หรือ Social Network บางครั้งมันสามารถสร้างความแตกแยก ให้กับคนในประเทศได้ โดยที่เราไม่รู้ตัวเลย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อแดง เสื้อเหลือง คนนั้น คนนู้น คนนี้เล่าว่า หรือภาพเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทุกอย่าง ล้วนเกิดผลลัพย์ ตามมาโดยที่เราไม่รู้ตัวว่า เรากำลังปลูกฝั่ง หรือรับข้อมูลเหล่านั้น ซึ่งมันจะทำให้เกิดความแตกแยกระหว่างคนไทยด้วยกันเองไปโดยไม่รู้ตัว เราจะแก้ปัญหานี้อย่างไร?
ในสถานะการณ์เช่นนี้ ประเทศไทยไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว นอกจากการที่จะให้คนในชาติกลับมาเป็นปึกแผ่น และ "เลิกมองว่าคนนู้นคือเสื้อแดง เสื้อเหลือง เสื้อหลากสี หรือเสื้อสีอะไรก็ตาม" เราต้องพูดคำว่าเราคือ "คนไทย" ด้วยกัน ซึ่งการแสดงออกง่าย คือการลด ละ เลิก การเขียน หรือส่งต่อข้อมูลที่จะทำให้เกิดความแตกแยกระหว่างเรากับคนอื่นๆ ในสังคมไทยด้วยกัน เพราะบางครั้ง คำพูดบางคำ หรือภาพบางภาพ มันทำให้เกิดความแตกแยก และรวมถึงการสร้าง มุมมองที่ดี มุมมองที่บวกให้กับตัวเอง และกับคนรอบข้าง นี้คือที่มาของการจะทำให้ประเทศไทย สามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้
ตอนนี้ก็มีการรวมตัวกันของกลุ่มคน ที่กำลังพลักดันในให้คนไทยมาร่วมกัน "คิดบวกบวก" โดยมีการเริ่มรณรงค์ให้คนไทยทุกคนเริ่มหันมา "พูด-คิด-ทำ แต่เรื่องบวกบวก" และรวมตัวกันโดยใช้ชื่อว่า "พรรคพลังบวก" ต้องบอกก่อนว่านี้ไม่ใช่พรรคการเมืองนะครับ แต่เป็นการรวมตัวของคนที่คิดเรื่องบวกบวก โดยได้มีการสร้าง Facebook ขึ้นมาสำหรับคนที่สนใจจะเข้ามาร่วมสามารถเข้าร่วมได้ที่ http://www.facebook.com/PositiveParty และสามารถร่วมเข้าการคิดบวกบวกๆ ได้โดยการ เปลี่ยนภาพของคุณ หรืออาวาร์ต้า (Avartar) ในเว็บโซเชี่ยลเน็ตเวิรก์ของคุณ ให้มีเครื่องหมาย "บวก บวก" อยู่ในภาพของคุณ เพื่อเป็นการบอกกับตัวเองได้ และกับคนอื่นๆ ว่าเรามีแนวความคิด บวกบวก โดยคุณสามารถไปเข้าร่วมเปลี่ยนภาพของคุณได้ที่ http://bit.ly/thailand2plus และในการพูดหรือสื่อสาร คุณสามารถใส่แท็ก #Thailand++ เป็นการแจ้งให้คนอื่นทราบถึงว่า ข้อความนี้ เป็นข้อความที่ มีความเป็น "บวกบวก"
![]() |
โดยหลังจากเปิดกลุ่มนี้ขึ้นมาไม่นาน ก็มีคนในโลกออนไลน์ทั้งใน Facebook และ Twitter ต่างเข้าร่วมโครงการนี้กันอย่างมาก โดยตอนนี้ มีคนเปลี่ยนภาพอาวาร์ต้าของตัวเอง มากกว่า 3 พันคน และ มีผู้เข้าร่วมผ่าน Facebook เกือบ 900 คนแล้วภายในระยะเวลาไม่ถึง 2 วัน ถือว่าเป็นการเติบโตที่รวดเร็วมากๆ ในโลกออนไลน์ นี้คือรูปแบบของการเคลื่อนไหว และการสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ในโลกของ Social Network ที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วมากๆ
หากคุณได้มีโอกาสเข้ามาอยู่ในโลกของโซเชี่ยลเน็ตเวิรก์แล้ว ไม่ว่าจะเป็น Facebook หรือ Twitter แล้ว ผมจึงอยากเชิญชวนคุณ (นั้นแหละ) เข้ามาร่วมในโครงการดีๆ แบบนี้ และเริ่มต้นการสื่อสารในโลกของโซเชี่ยลเน็ตเวิรก์ ที่คุณใช้อยู่ในปัจจุบันอย่างสร้างสรรค์ "คิดบวกบวก" สร้างความเป็น "คนไทย" ร่วมกันผ่านสังคมออนไลน์ที่มีศักยภาพและสามารถเข้าถึงคนไทยได้เป็นจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น การเริ่มต้น การคิดบวกบวก มันเริ่มง่ายๆ จากตัวคุณเอง เอาละเรามาเริ่มต้นกันดีกว่าครับ.!
- Add new comment
- 834 reads
เพิ่มศักยภาพชีวิตและธุรกิจด้วย กล้องในมือถือ + Social Network Photo
Submitted by pawoot on Sun, 25/04/2010 - 21:33ผมเชื่อว่าหลายๆ คนตอนนี้ นิยมถ่ายรูปด้วยโทรศัพท์มือถือใช่ไหมครับ? แต่ถ่ายภาพแต่ละครั้งเสร็จ พอจะเอารูปออกมาแบ่งเพื่อนๆ ก็ต้องมาคอยส่งผ่าน bluetooth, E-mail หรือ ต้องมาเสียบกับคอมพิวเตอร์ เพื่อดึงภาพลงมาในคอมพิวเตอร์ แล้วส่งต่อหาเพื่อนๆ หรือต้องมาคอย upload เข้า Social Network ที่คุณใช้เป็นประจำอย่าง Facebook, Flickr ซึ่งบางทีมันก็ลำบาก ลำบนน่าดูเลยทีเดียว... มันจะดีไหมหนอ.. หากเราถ่ายภาพ หรือ วีดีโอ จากโทรศัพท์มือถือของเราปุ๊ป ก็สามารถอัพโหลดหรือส่งเข้าไปยังเว็บต่างๆ ที่เราใช้อยู่เป็นประจำ อย่างอัตโนมัติ คงจะดีไม่น้อย ...
ผมเองเป็นคนนึงที่ ชอบถ่ายภาพ จากกล้องโทรศัพท์มือถือ แล้วนานๆ ก็ค่อยเอาโทรศัพท์มาต่อกับคอมเพื่อนำภาพลงมาเก็บบนคอมพิวเตอร์เอาไว้ ซึ่งมันก็ดูลำบากลำบนเลยทีเดียว เพราะบางครั้งต้องคอยมาถอดเมมโมรี่ในโทรศัพท์มาเสียบกับคอม ต้องถอดแบ็ตมือถือมาก่อนอีก บางครั้งก็ต้องมาคอยหาตัวต่อ ตัวเสียบเมมโมรี่กับคอมพิวเตอร์ ลำบากลำบนน่าดู และเดียวนี้บริการ Social Network ดังๆ หลายๆ แห่งอย่าง Facebook.com, Twitter.com หรือ Flickr.com ก็มีบริการให้อัพโหลดรูปภาพเข้าไปโชว์เพื่อนๆ แต่เราจะทำยังไงละ ถึงสามารถนำภาพจากโทรศัพท์มือถือของเราส่งเข้าไปยัง Social Network ต่างๆ ทันทีเลย คงจะดีไม่น้อย วันนี้ผมมีวิธีครับ.!
![]() ภาพของการจัดการรูปภาพใน Social Network ต่างๆ |
- 2 comments
- Read more
- 1625 reads
จะใช้ Facebook หรือ Twitter ดีว้า?
Submitted by pawoot on Fri, 09/04/2010 - 19:15หลายๆ คนมักจะถามผมว่า ระหว่าง Facebook กับ Twitter เค้าควรจะใช้ Social Network ตัวไหนดี? ในการใช้เป็นเครื่องมือสื่อสาร หรือเข้าถึงกลุ่มเพื่อนๆ และสังคมใหม่ จากประสบการณ์ที่ผ่านมา จะเห็นว่าคนส่วนใหญ่ จะนิยมใช้ Facebook มากกว่า Twitter โดยตัวเลขปัจจุบัน มีคนไทยใช้ Facebook ประมาณ 2,597,440 คน (อ้างอิงจาก Facebook.com) และคนไทยใช้ Twitter ประมาณ 90,096 คน (อ้างอิงจาก www.lab.in.th/thaitrend ณ. วันที่ 9 เมษายน 2510) คำถามง่ายๆ ที่หลายๆ คนถามผมคือ แล้วไอ้เจ้า Facebook มันต่างจาก Twitter ยังไง (วะ)?
![]() |
- 6 comments
- Read more
- 2041 reads
เพิ่มพลังธุรกิจด้วยโซเชียลเน็ตเวริก์เกมส์ (Business & Social Network Games)
Submitted by pawoot on Tue, 16/03/2010 - 16:33หากถามคุณว่าอะไรคือสิ่งที่คนใช้ Social Network อย่าง Facebook นิยมใช้มากที่สุดในปัจจุบัน? ถ้าได้ถามคำถามนี้กลับหลายๆคน คำตอบที่ได้ก็จะเป็น "เอาไว้เล่นเกมส์กับเพื่อน" นี้คือความจริงครับ ที่คนส่วนใหญ่ นิยมใช้ Facebook เพื่อเล่นเกมส์ซะเป็นส่วนใหญ่ เรามาดูเหตุผล "ว่าทำไมคนส่วนใหญ่ถึงนิยมเล่นเกมส์ทาง Facebook?" และเราสามารถประยุกต์นำเกมส์บน Social Network มาใช้เพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจของเราอย่างไรได้บ้าง?
ปัจจุบัน Facebook กลายเป็นเว็บไซต์หรือแพลทฟอร์ม (Platform) ที่ค่ายเกมดังๆ ต่างเข้ามาพัฒนาเกมส์ ให้ผู้ใช้งานกลุ่มสังคมออนไลน์เล่นกัน เช่น บริษัท Zynga เจ้าของเกม Farmville (ปลูกผัก) , บริษัท Playfish เจ้าของเกม Restaurent City (ร้านขายอาหาร) ซึ่งผู้ผลิตเกมเจ้าใหญ่ๆเหล่านี้ก็โกยเงินจากผู้เล่นกันวันละเป็นล้านๆ จนรวยไม่รู้เรื่อง จากการขายไอเท่ม หรือของรางวัลต่างๆ ภายในเกมส์ ที่สามารถนำเงินจริงๆ ไปแลกซื้อของเหล่านี้มาได้ง่ายๆ ทำให้ตอนนี้หลายๆ บริษัท ต่างเริ่มให้ความสนใจกับการพัฒนาเกมส์ Facebook กันมากขึ้นเรื่อย
- Add new comment
- Read more
- 1023 reads
เทคนิคสำหรับมือใหม่นำ Social Network ไปใช้กับธุรกิจ
Submitted by pawoot on Mon, 15/02/2010 - 17:44ในปัจจุบันโซเชียลเน็ตเวิรก์ อย่างเช่น Facebook, Twitter เริ่มค่อยๆ เข้ามาบทบาทกับสังคมและธุรกิจมากขึ้นเรื่อยๆ เจ้าของธุรกิจ หรือนักธุรกิจหลายๆ เริ่มนั่งงงๆ อยู่ว่ามันจะเอามาใช้กับงานหรือธุรกิจเราได้ยังไง? หรือหลายคนหนักกว่านั้น ยังไม่รู้จัก? หรือยังไม่เคยใช้พวกนี้เลย ซึ่งแน่นอนหลายๆ คงต้องถามว่า "ใช้แล้วผมหรือธุรกิจได้อะไร จาก Social Network?" แหม.! เป็นคำถามที่ดีมากเลยครับ ที่ผมเชื่อว่าเป็นคำถามยอดฮิตของคนทำธุรกิจในตอนนี้ งั้นเรามาดูกัน
Social Network คืออะไรงะ? (เห็นคนพูดกันมานานแล้ว งง วุ้ย.!)
หลายๆคนคงรู้จัก Social Network เว็บไซต์กันอยู่แล้ว แต่ถ้าจะให้คำอธิบายง่ายๆ สั้นๆ ของ Social Network มันก็คือ เว็บไซต์หรือบริการทางอินเทอร์เน็ตที่ทำให้คุณสามารถเชื่อมต่อ หรือติดต่อพูดคุย (Communicate) กับเพื่อนเก่าๆ สมัยมัธยม, มหาวิทยาลัย หรือที่ทำงานเก่าๆ ได้ง่ายๆ และยังสามารถหาเพื่อนใหม่ๆ ได้อีกด้วย นอกจากนี้ คุณยังสามารถ เล่นเกมส์ (Games) หรือ ทำอะไรหลายๆ ที่คุณไม่เคยทำมาก่อนได้ เช่น ขโมยผักเพื่อน, เลี้ยงสัตว์กับเพื่อนๆ ของคุณได้ โดยกิจกรรมที่ทำ ทั้งหมดล้วนอยู่บนพื้นฐานของการ "ติดต่อสื่อสารกับเพื่อนของคุณเท่านั้น" หากจะยกตัวอย่าง Social Network มีหลายแห่งที่ดังๆ เช่น Linkedin.com หรือ Myspace.com แต่ตัวที่ดังๆ จริงๆ ในเมืองไทยตอนนี้หลักๆ คงได้แก่ Facebook.com และ Twitter.com ส่วนตัวอื่นๆ ก็เริ่มๆ เอาท์ๆ กันไปแล้วอย่างเช่น hi5.com เป็นต้น
เออ... แล้ว Social Network มันมาช่วยอะไรธุรกิจเราได้บ้าง(วะ)?
อ่านๆ ดูแล้วมันเป็นการเชื่อมโยงระหว่างเพื่อนกับเพื่อนหรือคนกับคน แล้วธุรกิจหรือการค้าจะเอาไปใช้อะไรได้บ้าง ตอนนี้นักการตลาดยุคใหม่ "เริ่มเปลี่ยนวิธีการสื่อสารกับลูกค้าตรงๆ เริ่มเปลี่ยนมาเป็นสื่อสารให้คนอื่นพูดถึงสินค้าแทน ในช่องทางโซเชี่ยลเน็ตเวิรก์แล้ว เพราะได้ผลมากกว่าการโฆษณาตรงๆ" ผมยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น "ระหว่างมีร้านมาโฆษณาบอกว่า โดนัทร้านเค้าอร่อย กับ เพื่อนสนิทของคุณบอกว่า โดนัทร้านนี้อร่อย คุณจะเชื่อใครมากกว่ากัน.!" แน่นอนครับ แทบทุกคนต้องบอกว่า "เชื่อเพื่อนบอกมากกว่าโฆษณาบอก" นี้คือหลักการง่ายของการตลาดผ่าน Social Network คือ "ให้คนอื่นพูดถึงสินค้าหรือบริการของคุณแทนคุณบอกเอง" แต่ต้องบอกในทางที่ดีนะครับ
วิธีการง่ายๆ ทำให้องค์กรคุณเป็นองค์กร Social Network
- สร้างตัวตนขององค์กรคุณใน Social Network
วิธีการนี้ง่ายมากๆ เพียงแค่เข้าไปสมัครใน Social Network แต่ละแห่งแล้วเริ่มนำข้อมูลสินค้า หรือบริการบอกให้ข้อมูลผ่านทางช่องทางนี้ แต่ต้องใช้ทักษะการบอกผ่านในช่องทางนี้ อย่างแยบยล และ "ควรจะสื่อสารสิ่งที่ลูกค้าอยากฟัง" ไม่ใช่เอาแต่พูดแต่เรื่องของสินค้าของคุณ "ควรจะพูดในมุมว่าสินค้าหรือบริการของคุณจะไปช่วยทำให้ชีวิตเค้าดีขึ้นอย่างไรได้" เช่นผมขาย "ไดร์เป่าผม แทนที่จะบอกว่าผมขายไดร์เป่าผม ก็เปลี่ยนวิธีสื่อสารใหม่ เช่น "เพิ่มความสวยให้แต่วันทำงาน ด้วยไดร์เป่าผมของคุณ" สิ่งที่คุณพูดออกไปก็จะมีคนใจมากกว่า
- หาคนรับผิดชอบให้ชัดเจน
การระบุคนหรือทีมที่ชัดเจนในการดูแล Social Network ขององค์กรก็จะเป็นสิ่งที่ดี เพราะจะสามารถโฟกัสในสิ่งที่ทำได้ โดยส่วนใหญ่ หน่วยงานที่รับผิดชอบด้านนี้ คือฝ่ายการตลาด เพราะสามารถใช้เป็นอีกช่องทางนึงในการสื่อสารได้อย่างเต็มที่พร้อมๆ บางองค์กรผู้บริหารระดับสูงก็เข้ามาใช้ Social Network นี้เอง อย่างเช่น คุณพาที สารสิน CEO ของนกแอร์ (http://twitter.com/patee122) เฮียฮ้อของ RS (http://twitter.com/HereHorRS) หาก CEO หรือผู้บริหารคนไหนสนใจจะเริ่มต้นทำ Social Network ลองอ่านที่ "6 เหตุผลที่ผู้บริหารควรเอาตัวเองเข้าไปกระแทก Social Network" หรือหากองค์กรของคุณไม่มีคนรับผิดชอบ ก็สามารถอาจจะให้บริษัทมืออาชีพที่ทำงานด้านนี้มาช่วยดูแลแทนก็ได้
- ให้คนในองค์กรมีส่วนร่วมในการสร้าง Social Network
ผมเชื่อว่าในองค์กรของคุณ อาจจะมีคนอยู่หลายคนเลยทีเดียวที่ใช้ Social Network อย่างเช่น Facebook หรือ Twitter แต่ส่วนใหญ่เราจะพบว่าคนส่วนใหญ่ที่ใช้ "มักใช้ในเรื่องส่วนตัว" แต่หากเราสามารถปรับและกระตุ้นให้คนในองค์กร มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ Social Network มาเพิ่มศักยภาพของแบรนด์หรือสินค้าขององค์กร ให้ผ่านไปยังเครือข่าย Social Network ของเพื่อนๆ เค้าออกไป ยกตัวอย่างง่ายๆ หากองค์กรคุณมีคน 20 คนที่ใช้ Social Network แต่ละคนมีเพื่อนอยู่ใน Network 100 คน และใน 100 คนก็บอกต่อไปหาเพื่อนอีก 100 คน ลองคิดดูง่ายๆ ว่า "หากทั้ง 20 คนในองค์กร ช่วยกันพูดถึง สินค้าและบริการของคุณออกไป วันละ 1 ครั้ง เราจะมีคนเห็นสินค้าหรือบริการของคุณผ่านออกไปมากถึง 2 แสนคน/วันเลยทีเดียว" และที่สำคัญข้อความเหล่านี้ จะน่าเชื่อถือมากกว่าข้อความปกติ เพราะถูกส่งผ่านไปยังในรูปแบบ "เพื่อนบอกเพื่อน"
ทั้งหมดนี้่เป็นเพียงขั้นตอนง่ายๆ ที่องค์กรของคุณ สามารถปรับตัวเองเข้าสู่โลกของ Social Network ได้ไม่ยากครับ อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ก็อย่าปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไป รีบสมัครเลยครับ ลองมาหาวิธีการนำ Social Network มาใช้ให้เกิดมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ให้กับองค์กรของคุณดีกว่า จะปล่อยให้พนักงานหรือคนในองค์กรของคุณปลูกผักหรือเปิดร้านขายอาหารไปวัน ๆใน Facebook ไปทำไม อ่านจบแล้วก็คิดวิธีการทำได้เลย... จะรออะไรอยู่ละ.!
- 2 comments
- 1817 reads
6 เหตุผลที่ผู้บริหารควรเอาตัวเองเข้าไปกระแทก Social Network
Submitted by Anonymous on Mon, 15/02/2010 - 17:28** บทความนี้เหมาะสำหรับมือใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บริหารที่ไม่รู้ค่อยรู้เรื่อง Internet และหากคุณเป็นลูกน้องต้องการอัพเดทกบาลหัวหน้าหรือผู้บริหารของคุณ ลอง Print หน้านี้ออกไปวางไว้บนโต๊ะให้เค้าอ่านสิครับ
อย่างที่ผมเคยเล่าให้ฟังถึง "เทคนิคสำหรับมือใหม่นำ Social Network ไปใช้กับธุรกิจ" ตอนนี้ก็เริ่มมีหลายๆ องค์กรเริ่มนำ Social Network เข้ามาใช้ในธุรกิจ หลายแห่งก็ยังไม่ได้ทำ แต่สำหรับผู้บริหารหรือหัวหน้าที่ยังไม่ได้เอาตัวเองเข้าไปใช้ Social Network หรือผมเรียกว่า "เอาตัวเองเข้าไปกระแทก" นั้น มาดูกันว่า ทำไมคุณถึงไม่ควรพลาดการใช้ Social Network ซึ่ง Social Network ในที่นี้ผมขอเน้นไปที่ Facebook.com และ Twitter.com นะครับ
1. ใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารรูปแบบใหม่ ที่เร็วและ แร๊ง..งง
ด้วยรูปแบบของการใช้ Social Network ที่ผู้บริหารสามารถควบคุมและดูแลได้ด้วยตัวเอง ทำให้สามารถส่งข้อความ ที่ตัวเองต้องการส่งได้เมื่อไรก็ได้ เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของเราได้ทันที และยังสามารถสื่อสารออกไปในวงกว้างได้อีกด้วย จึงถือว่าเป็นเครื่องมือที่มีศักยภาพมากในยุคของสื่ออินเทอร์เน็ตเช่นนี้
2. แนบชิดกับลูกค้า และคนในองค์กร
ผู้บริหารสามารถความเป็นกันเองกับ ลูกค้า หรือคนในองค์กรของคุณ ด้วยการใช้ Social Network โดยไม่จำเป็นต้องส่งเฉพาะเรื่องงานเข้าไปเท่านั้น การส่งเรื่องส่วนตัว หรือกิจกรรมต่างๆ ของตนในแต่ละวัน ก็จะทำให้ผู้รับข้อมูลรู้สึกเป็นกันเอง และรู้สึกใกล้ชิดกับผู้บริหารมากขึ้น ทำให้เกิดความสัมพันธ์อีกรูปแบบหนึ่งระหว่างคุณกับลูกค้าหรือแม้แต่กับคนในองค์กรของคุณ และนอกจากนี้ ยังเป็นเครื่องมือทำให้คุณรู้ว่า คนในองค์กรของคุณตอนนี้เค้าคิดหรือทำอะไรอยู่บ้าง ทำให้คุณสามารถเข้าใจคนในองค์กรของคุณได้ดีมากขึ้น นอกเหนือจากมุมมองด้านการงานเพียงอย่างเดียว
3. ลดการนินทาว่าร้ายจากคนในองค์กร
เมื่อคุณอยู่ในโลก Social Network เดียวกับคนในองค์กรของคุณ และทำให้คนในองค์กรคุณที่รู้ว่าคุณอยู่ในนี้เช่นเดียวกันจะ "มีการระมัดระวังการพูดจาหรือกล่าวร้ายต่อองค์หรือตัวคุณได้" เพราะมีหลายๆ ครั้งที่คนในองค์กรมักจะเขียนอะไรที่ไม่ดีต่อองค์กรที่ตนทำงานอยู่ หรือ ผู้บริหารที่ได้ทำงานด้วย เพราะส่วนใหญ่มักคิดว่า เขียนไปแล้ว ผู้บริหารหรือองค์กรจะไม่มีทางมาเจอข้อมูลเหล่านี้ และบางครั้งมักเกิดจากอารมณ์ชั่ววูบ ซึ่งการที่คุณอยู่ใน Social Network เดียวกับเค้า จะช่วยลดเหตุการณ์แบบนี้ลงไปได้มากๆ เลยทีเดียว
4. สร้างภาพลักษณ์ที่ดีกับองค์กร
ตอนนี้หากผู้บริหารมีการใช้ Social Network เป็นช่องทางในการสื่อสารอีกวิธีหนึ่ง สื่อหรือสังคมก็จะเริ่มให้ความสนใจกับ การพัฒนาของผู้บริหารที่มีการนำเทคโนโลยีรูปแบบใหม่มาใช้กับการสื่อสาร ทำให้ภาพลักษณ์ของผู้บริหารและองค์กรมีความทันสมัย และภาพลักษณ์ที่ดีมากยิ่งขึ้น
5. ช่องทางกระจายองค์ความรู้
ผู้บริหารหลายๆ คนมักเป็นคนเก่ง แต่มักไม่มีโอกาสในการถ่ายทอดความรู้ หรือเทคนิคอะไรดีๆ ดังนั้นการมี Social Network จะทำให้ผู้บริหารสามารถใช้เป็นช่องทางในการ กระจายความรู้ที่ตัวเองแก่คนทั่วไป และคนในองค์กรได้อีกด้วย เพียงทิปเล็กๆ น้อยๆ ที่คุณสื่อสารออกมา อาจจะะเป็นความรู้สิ่งใหม่สำหรับคนอื่นๆ ได้อย่างมากเลยทีเดียว
6. สร้างความได้เปรียบในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยีใหม่ๆ
หลากครั้งที่ผู้บริหารมักไม่เข้าใจ เรื่องของ Internet และเทคโนโลยีใหม่ๆ การเอาตัวเองเข้ามาอยู่ในโลกของ Social Network จะทำให้คุณได้เปิดโอกาสการเรียนรู้สิ่งใหม่ ที่จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วผ่าน Social Network และ Internet ซึ่งจะทำให้ผู้บริหารมีมุมมองที่กว้างไกลมากขึ้น เมื่อคุณสามารถเข้าใจเทคโนโลยี และรู้จัก รวมถึงการนำมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจของคุณได้
ทั้งหมดนี้สามารถทำได้ง่ายๆ เพียงแค่เข้าไปสมัครใช้บริการของ Social Network ต่างๆ อย่าง Facebook.com หรือ Twitter.com ส่วนตัวผมขอแนะนำ Twitter.com เพราะสามารถใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน และสามารถใช้ผ่านโทรศัพท์มือถือได้ทุกที่ ทุกเวลา สำหรับคนที่สนใจจะใช้ Twitter ลองอ่านที่นี่ครับ (http://www.pawoot.com/twitter) อ่านมาถึงตรงนี้ ก็อย่าลังเลครับ รีบเปิดแล้วเข้าไปสมัครเว็บ Twitter.com หรือ Facebook.com เลยครับ อย่าปล่อยให้โอกาสของการเปลี่ยนแปลงขององค์กรของคุณผ่านไปครับ....
หากมี twitter กันแล้ว ก็ add ผมมาได้เลยนะครับ http://www.twitter.com/pawoot
- Add new comment
- 2428 reads










Recent comments
1 hour 18 min ago
14 hours 14 min ago
19 hours 2 min ago
1 day 23 hours ago
1 day 23 hours ago
1 day 23 hours ago
1 day 23 hours ago
1 day 23 hours ago
1 day 23 hours ago
1 day 23 hours ago