twitter

เจาะใจลูกค้าให้สุดซึ้ง...ด้วยเว็บบอร์ดผสานโซเชียลมีเดีย

 หลักในการทำการเว็บไซต์ให้ประสบความสำเร็จ ให้มีคนเข้ามาที่เว็บไซต์เราเยอะ จริงๆ แล้วจะประกอบไปด้วย 6C ด้วยกัน แต่ C ที่ผมจะเน้นมากๆ และเป็นพื้นฐานของความสำเร็จคือ 1. C-Content หรือ ข้อมูลต่างๆ ในเว็บไซต์ ซึ่งหากเว็บเรามีข้อมูลเยอะมากพอ ก็จะเป็นตัวที่ดึงดูดให้คนเข้ามาอ่านและเนื้อหาในเว็บไซต์ของเรา จนถึงกับมีบางคนบอกว่า "Content is The King" เลยทีเดียว แต่จริงๆ แล้วอีก C นึงที่สำคัญคือ 2. C-Community หรือสังคม วันนี้ผมมีตัวอย่างของการสร้างสังคมออนไลน์ จากเว็บบอร์ดและต่อยอดไปยัง Social Network ได้อย่างน่าสนใจเลยทีเดียว ลองมาดูกันครับ


หน้าเว็บของ MunkongGadget.com

ทางออกประเทศไทยง่ายๆ เมื่อ “เราเอง” คิดบวกบวก (Double Positive Thinking)

 คุณเชื่อไหม! ว่าการข้อความ หรือข้อมูล ที่คนอื่นๆ ส่งต่อๆ กันมาในอินเทอร์เน็ต หรือ Social Network บางครั้งมันสามารถสร้างความแตกแยก ให้กับคนในประเทศได้ โดยที่เราไม่รู้ตัวเลย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อแดง เสื้อเหลือง คนนั้น คนนู้น คนนี้เล่าว่า หรือภาพเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทุกอย่าง ล้วนเกิดผลลัพย์ ตามมาโดยที่เราไม่รู้ตัวว่า เรากำลังปลูกฝั่ง หรือรับข้อมูลเหล่านั้น ซึ่งมันจะทำให้เกิดความแตกแยกระหว่างคนไทยด้วยกันเองไปโดยไม่รู้ตัว เราจะแก้ปัญหานี้อย่างไร?

 

ในสถานะการณ์เช่นนี้ ประเทศไทยไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว นอกจากการที่จะให้คนในชาติกลับมาเป็นปึกแผ่น และ "เลิกมองว่าคนนู้นคือเสื้อแดง เสื้อเหลือง เสื้อหลากสี หรือเสื้อสีอะไรก็ตาม" เราต้องพูดคำว่าเราคือ "คนไทย" ด้วยกัน ซึ่งการแสดงออกง่าย คือการลด ละ เลิก การเขียน หรือส่งต่อข้อมูลที่จะทำให้เกิดความแตกแยกระหว่างเรากับคนอื่นๆ ในสังคมไทยด้วยกัน เพราะบางครั้ง คำพูดบางคำ หรือภาพบางภาพ มันทำให้เกิดความแตกแยก และรวมถึงการสร้าง มุมมองที่ดี มุมมองที่บวกให้กับตัวเอง และกับคนรอบข้าง นี้คือที่มาของการจะทำให้ประเทศไทย สามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้

 

ตอนนี้ก็มีการรวมตัวกันของกลุ่มคน ที่กำลังพลักดันในให้คนไทยมาร่วมกัน "คิดบวกบวก" โดยมีการเริ่มรณรงค์ให้คนไทยทุกคนเริ่มหันมา "พูด-คิด-ทำ แต่เรื่องบวกบวก" และรวมตัวกันโดยใช้ชื่อว่า "พรรคพลังบวก" ต้องบอกก่อนว่านี้ไม่ใช่พรรคการเมืองนะครับ แต่เป็นการรวมตัวของคนที่คิดเรื่องบวกบวก โดยได้มีการสร้าง Facebook ขึ้นมาสำหรับคนที่สนใจจะเข้ามาร่วมสามารถเข้าร่วมได้ที่  http://www.facebook.com/PositiveParty และสามารถร่วมเข้าการคิดบวกบวกๆ ได้โดยการ เปลี่ยนภาพของคุณ หรืออาวาร์ต้า (Avartar) ในเว็บโซเชี่ยลเน็ตเวิรก์ของคุณ ให้มีเครื่องหมาย "บวก บวก" อยู่ในภาพของคุณ เพื่อเป็นการบอกกับตัวเองได้ และกับคนอื่นๆ ว่าเรามีแนวความคิด บวกบวก โดยคุณสามารถไปเข้าร่วมเปลี่ยนภาพของคุณได้ที่ http://bit.ly/thailand2plus และในการพูดหรือสื่อสาร คุณสามารถใส่แท็ก #Thailand++ เป็นการแจ้งให้คนอื่นทราบถึงว่า ข้อความนี้ เป็นข้อความที่ มีความเป็น "บวกบวก"

 

 

โดยหลังจากเปิดกลุ่มนี้ขึ้นมาไม่นาน ก็มีคนในโลกออนไลน์ทั้งใน Facebook และ Twitter ต่างเข้าร่วมโครงการนี้กันอย่างมาก โดยตอนนี้ มีคนเปลี่ยนภาพอาวาร์ต้าของตัวเอง มากกว่า 3 พันคน และ มีผู้เข้าร่วมผ่าน Facebook เกือบ 900 คนแล้วภายในระยะเวลาไม่ถึง 2 วัน ถือว่าเป็นการเติบโตที่รวดเร็วมากๆ ในโลกออนไลน์ นี้คือรูปแบบของการเคลื่อนไหว และการสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ในโลกของ Social Network ที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วมากๆ 

 

หากคุณได้มีโอกาสเข้ามาอยู่ในโลกของโซเชี่ยลเน็ตเวิรก์แล้ว ไม่ว่าจะเป็น Facebook หรือ Twitter แล้ว ผมจึงอยากเชิญชวนคุณ (นั้นแหละ) เข้ามาร่วมในโครงการดีๆ แบบนี้ และเริ่มต้นการสื่อสารในโลกของโซเชี่ยลเน็ตเวิรก์ ที่คุณใช้อยู่ในปัจจุบันอย่างสร้างสรรค์ "คิดบวกบวก" สร้างความเป็น "คนไทย" ร่วมกันผ่านสังคมออนไลน์ที่มีศักยภาพและสามารถเข้าถึงคนไทยได้เป็นจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น การเริ่มต้น การคิดบวกบวก มันเริ่มง่ายๆ จากตัวคุณเอง เอาละเรามาเริ่มต้นกันดีกว่าครับ.! 

 

Twitter อาวุธของนักข่าวสายพันธุ์ใหม่

เหตุการณ์เมษาเลือดที่ผ่านมา แทบจะบอกได้เลยว่า เป็นเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของวงการข่าวเมืองไทยเลยทีเดียว เพราะการรับรู้ข่าวสารจาก "สื่อเดิม" ดูจะเป็นช่องทางที่ "ช้าและไม่ทันใจ" ของกลุ่มคนที่รับข่าวสาร และในขณะเดียวกันก็กลายเป็นช่องทางใหม่ของ "สื่อและนักข่าว" ที่ใช้เป็นช่องทางการสื่อสาร "ทางตรง" ไปยังกลุ่มคนรับสื่อได้ทันที ผ่านทาง "สื่อใหม่ (New Media) อย่าง Social Network" โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริการอย่าง ทวิตเตอร์ (Twitter) ต้องถือว่าเป็นช่องทางที่ร้อนแรง และมีข้อมูลหลั่งไหลเข้ามา แบบวินาที ต่อวินาทีเลยทีเดียว

จากเหตุการณ์ในคืนวันเกิดเหตุการปะทะกันของ กลุ่ม นปช. และ เจ้าหน้าที่ทหาร หากเป็นเมื่อก่อน เราคงจะต้องรอนักข่าวถ่ายทอด หรือส่งข่าวเข้ามาในรายการข่าวทางทีวีหรือวิทยุ โดยส่วนใหญ่จะเป็นการสื่อสารทาง "เสียง" หรือ "ภาพ" ซะส่วนใหญ่ และการออกแต่ละครั้งก็ต้องรอ "จังหวะและโอกาสของรายการทีวี หรือวิทยุในช่วงนั้นๆ ด้วย" ซึ่งด้วยเหตุผลเหล่านี้ทำให้ ข่าวกว่าจะมาถึงผู้รับก็ดูจะช้าและใช้เวลาเลยทีเดียว

จะใช้ Facebook หรือ Twitter ดีว้า?

หลายๆ คนมักจะถามผมว่า ระหว่าง Facebook กับ Twitter เค้าควรจะใช้ Social Network ตัวไหนดี? ในการใช้เป็นเครื่องมือสื่อสาร หรือเข้าถึงกลุ่มเพื่อนๆ และสังคมใหม่ จากประสบการณ์ที่ผ่านมา จะเห็นว่าคนส่วนใหญ่ จะนิยมใช้ Facebook มากกว่า Twitter โดยตัวเลขปัจจุบัน มีคนไทยใช้ Facebook ประมาณ 2,597,440 คน (อ้างอิงจาก Facebook.com) และคนไทยใช้ Twitter ประมาณ 90,096 คน (อ้างอิงจาก www.lab.in.th/thaitrend ณ. วันที่ 9 เมษายน 2510) คำถามง่ายๆ ที่หลายๆ คนถามผมคือ แล้วไอ้เจ้า Facebook มันต่างจาก Twitter ยังไง (วะ)?

เจาะลึกคนไทยใช้ Twitter

ณ.ปัจจุบันยังไม่มีใครสามารถบอกได้ว่า "คนไทยใช้ Twitter มีทั้งหมดกี่คน?" แต่ตอนนี้เริ่มมีการลองสำรวจกันอย่างคร่าวกันอยู่ โดนเรียกว่า "Thailand Trending" หรืออันดับเด่นประเทศไทย จากการสำรวจจากการตรวจสอบการส่งข้อมูลของคนไทยผ่าน Twitter ที่มีการส่งข้อมูลหลายหมื่นแสนข้อความ ซึ่งการสำรวจข้อความเหล่านี้ ทำให้เราสามารถ ตรวจสอบ และสามารถรู้แนวโน้มอะไรได้หลายๆ อย่างการจากพูดคุยของคนไทยที่ใช้ Twitter โดยข้อมูลทั้งหมดนี้จะถูกนำมาวิเคราะห์ ตลอดวัน เดือน ปี ว่าแนวโน้มเป็นอย่างไรบ้าง?

แนวคิดโครงการเริ่มจากที่ทวิตเตอร์เปิดให้บริการ Local Trending ซึ่งแน่นอนว่า … ไม่มีภาษาไทย และปริมาณทวีตภาษาไทยไม่ได้เยอะมากจนถึงขั้นทำให้ติดอันดับ ข้อความอินเทรนด์ระดับโลก (Global Trending) ได้ง่ายนัก (แต่ประเทศเราก็เคยติดกับคำว่า #WeLoveKing เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2552 ที่ผ่านมานี้เอง) ดังนั้นก็ต้องมีการลงพัฒนาอะไรบางอย่างซักหน่อยเพื่อให้สามารถเข้าถึงข้อมูลของ Twitter โดยการใช้ระบบเชื่อมต่อ (API) ของ Twitter เองซึ่งหลังจากได้มีการจับข้อมูลและตรวจสอบ พบว่ามีข้อมูลหลายๆ อย่างน่าสนใจมาก เราลองมาดูกัน

 

วิเคราะห์พฤติกรรมคนไทยใช้ Twitter 

    เว็บไซต์ที่ผมพูดถึงที่ได้มีการทดลองเก็บข้อมูลของคนไทยที่ใช้ Twitter คือ http://www.lab.in.th/thaitrend ซึ่งจากการสำรวจพบว่า มีคนไทยที่ใช้ twitter ประมาณ  กว่า 73,387 คน (จากการเก็บข้อมูลตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2553 สำหรับตัวเลขล่าสุด ดูได้ที่เว็บไซต์) ดังน้ันแนวโน้มคนไทยที่ Twitter อาจจะใช้ตัวเลขนี้อ้างอิงได้ เพราะที่ผ่านมายังไม่เคยใครค้นคว้าอย่างจริงๆ จังอย่างเว็บไซต์นี้เลย 

และเรายังสามารถเห็นได้อีกด้วยว่า มีคนพูดถึงเรื่องอะไรเยอะสุดบ้างในแต่ละวัน อาทิตย์ และเดือน โดยระบบจะจับจาก แฮชแท็ก (Hash Tag) หรือข้อความที่มีเครื่องหมาย # นำหน้า เชนในช่วงนี้ แท็กคำว่า #WeLoveThai มีการพูดถึงอันดับ 1


ตัวเลขของคนไทยพูดถึง #WeLoveThai ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา
 

และนอกจากนี้ยังสามารถตรวจสอบได้อีกว่า ใครเป็นคนที่อ้างอิง (mention) หรือพูดถึงมากที่สุดในแต่ละวัน อาทิตย์ เดือน โดยในวันนี้ คุณสุทธิชัย หยุ่น (@Suthichai) ได้เป็นอันดับ 1 และส่วนสุดท้ายที่ระบบนี้สามารถตรวจได้คือ คำหรือวลี (vowel) ที่มีการพูดถึงมากที่สุดใน Twitter ของคนไทย ซึ่งอันดับ 1 วันนี้ได้แก่ "เสื้อแดง" และอันดับ 2 ได้แก่ "เหวง"


สถิติต่างของคนไทยที่ใช้ Twitter

นี้คือข้อมูลบางส่วนที่เราสามารถทราบได้ทันที จากคนไทยทั่วโลกที่ใช้ Twitter เพราะระบบนี้ได้ถูกออกแบบไว้ให้จับจากคนที่ส่งข้อความ "ภาษาไทย" เท่านั้นใน Twitter ระบบถึงจะทำการตรวจสอบและนำมาทำเป็นรายการให้ดู ซึ่งต้องบอกได้เลยว่า ข้อมูลเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงรายวัน และข้อมูลจะสอนคล้องกับพฤติกรรมของคนไทยในขณะนั้นๆ ว่าคนไทยส่วนใหญ่ "กำลังพูดถึงอะไร?" อะไรคือแนวโน้มเด่นของคนไทยในตอนนี้  

 

อ่านมาถึงตรงนี้เราได้อะไร? 

         การที่เราสามารถวิเคราะห์ การพุดคุยของคนไทยที่ใช้ Twitter ทำให้เราสามารถทราบถึงข้อมูลหลายๆ อย่างที่น่าสนใจ หากนำไปใช้กับการตลาด เราก็จะสามารถวิเคราะห์ได้ว่า สินค้าและบริการอะไร ที่กำลังอยู่ในเทรน (Trend) ที่หลายๆ คนพูดถึงกันอยู่ และยังสามารถศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคได้ไม่ยากเลย แต่จุดที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ บริการเหล่านี้เรามักจะเห็น ตามเว็บของต่างประเทศเต็มไปหมด แต่การที่เมืองไทยเริ่มมีบริการลักษณะแบบนี้เกิดขึ้น นั้นหมายถึงเป็นการเริ่มต้นการพัฒนาระบบเว็บไซต์ไทย ในการเข้าถึงและวิเคราะห์ข้อมุลของคนไทยด้วยกันเอง ในบริการของเว็บไซต์ต่างประเทศ ซึ่งตอนนี้หลายๆ เว็บไซต์ก็เริ่ม "เปิดช่องทาง" ในนักพัฒนาสามารถเข้าถึง และนำข้อมูลต่างๆ ไปใช้ได้ ซึ่งถือว่าเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นการเริ่มต้นที่ดี และน่าจะจุดประกายใหักับนักพัฒนาในเมืองไทยได้เกิดมุมมองใหม่ๆ ในการพัฒนาเว็บไซต์ในเมืองไทยให้ดียิ่งขึ้น....อ่านมาถึงตรงนี้ หากคุณสนใจ ก็ลองเข้าไปดูได้ครับตามเว็บที่ผมแนะนำมาเบื้องต้นครับ

 

มาทำ Twitter Wall กันเถอะ....

 หากคุณอยากจะรู้ว่า ตอนนี้มีใครในโลกนี้พุดถึง Tag หรือ Keywords ที่เกี่ยวกับ สินค้าหรือแบรนด์ของคุณใน Twitter วิธีการง่ายๆ ก็คือการใช้ Twitter Wall ซึ่งก็คือการฉายหรือแสดง ข้อความที่คน Tweet คำพูดที่คุณต้องการจากคนทั่วโลก  โดยวิธีการนี้มักนิยมในงานต่างๆ เช่นงานสัมมนา, งานที่คนเยอะๆ โดยจะมีการแสดงจอใหญ่ๆ อีกจอที่ขึ้น Twitter Wall ขึ้นมา เช่นผมจัดงานเกี่ยวกับ สัมมนาของ TARAD.com ผมก็อยากให้คนในงาน ที่มางาน หรือพูดถึงงานนี้ใส่ Tag #TARAD เข้าไป ดังน้นพอ ใครก็ตามในโลกนี้ พิมพ์คำว่า #TARAD ข้อความก็จะขึ้นในหน้าจอนี้ ซึ่งจะเป็นอีกวิธีที่คนในงาน สามารถสื่อสาร หรือพูดคุยในเรื่องเดียวกันได้ง่ายๆ โดยใช้ twitter เป็นเครื่อง และใช้ Tag หรือ Keyword เป็นตัวจับ ซึ่งวิธีการตอนนี้ก็มีง่ายๆ ครับ ลองไปใช้กันได้ฟรีๆ ได้เลยครับ เข้าไปใช้ได้กับเว็บต่างๆ เหล่านี้ได้เลย

 

เทคนิคสำหรับมือใหม่นำ Social Network ไปใช้กับธุรกิจ

  ในปัจจุบันโซเชียลเน็ตเวิรก์ อย่างเช่น Facebook, Twitter เริ่มค่อยๆ เข้ามาบทบาทกับสังคมและธุรกิจมากขึ้นเรื่อยๆ เจ้าของธุรกิจ หรือนักธุรกิจหลายๆ เริ่มนั่งงงๆ อยู่ว่ามันจะเอามาใช้กับงานหรือธุรกิจเราได้ยังไง? หรือหลายคนหนักกว่านั้น ยังไม่รู้จัก? หรือยังไม่เคยใช้พวกนี้เลย ซึ่งแน่นอนหลายๆ คงต้องถามว่า "ใช้แล้วผมหรือธุรกิจได้อะไร จาก Social Network?" แหม.! เป็นคำถามที่ดีมากเลยครับ ที่ผมเชื่อว่าเป็นคำถามยอดฮิตของคนทำธุรกิจในตอนนี้ งั้นเรามาดูกัน

 

Social Network คืออะไรงะ? (เห็นคนพูดกันมานานแล้ว งง วุ้ย.!)

        หลายๆคนคงรู้จัก Social Network เว็บไซต์กันอยู่แล้ว แต่ถ้าจะให้คำอธิบายง่ายๆ สั้นๆ ของ Social Network มันก็คือ เว็บไซต์หรือบริการทางอินเทอร์เน็ตที่ทำให้คุณสามารถเชื่อมต่อ หรือติดต่อพูดคุย (Communicate) กับเพื่อนเก่าๆ สมัยมัธยม, มหาวิทยาลัย หรือที่ทำงานเก่าๆ ได้ง่ายๆ และยังสามารถหาเพื่อนใหม่ๆ ได้อีกด้วย นอกจากนี้ คุณยังสามารถ เล่นเกมส์ (Games) หรือ ทำอะไรหลายๆ ที่คุณไม่เคยทำมาก่อนได้ เช่น ขโมยผักเพื่อน, เลี้ยงสัตว์กับเพื่อนๆ ของคุณได้ โดยกิจกรรมที่ทำ ทั้งหมดล้วนอยู่บนพื้นฐานของการ "ติดต่อสื่อสารกับเพื่อนของคุณเท่านั้น" หากจะยกตัวอย่าง Social Network มีหลายแห่งที่ดังๆ เช่น Linkedin.com หรือ Myspace.com แต่ตัวที่ดังๆ จริงๆ ในเมืองไทยตอนนี้หลักๆ คงได้แก่ Facebook.com และ Twitter.com ส่วนตัวอื่นๆ ก็เริ่มๆ เอาท์ๆ กันไปแล้วอย่างเช่น hi5.com เป็นต้น 

 

เออ... แล้ว Social Network มันมาช่วยอะไรธุรกิจเราได้บ้าง(วะ)?

     อ่านๆ ดูแล้วมันเป็นการเชื่อมโยงระหว่างเพื่อนกับเพื่อนหรือคนกับคน แล้วธุรกิจหรือการค้าจะเอาไปใช้อะไรได้บ้าง ตอนนี้นักการตลาดยุคใหม่ "เริ่มเปลี่ยนวิธีการสื่อสารกับลูกค้าตรงๆ เริ่มเปลี่ยนมาเป็นสื่อสารให้คนอื่นพูดถึงสินค้าแทน ในช่องทางโซเชี่ยลเน็ตเวิรก์แล้ว เพราะได้ผลมากกว่าการโฆษณาตรงๆ" ผมยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น "ระหว่างมีร้านมาโฆษณาบอกว่า โดนัทร้านเค้าอร่อย กับ เพื่อนสนิทของคุณบอกว่า โดนัทร้านนี้อร่อย คุณจะเชื่อใครมากกว่ากัน.!" แน่นอนครับ แทบทุกคนต้องบอกว่า "เชื่อเพื่อนบอกมากกว่าโฆษณาบอก" นี้คือหลักการง่ายของการตลาดผ่าน Social Network คือ "ให้คนอื่นพูดถึงสินค้าหรือบริการของคุณแทนคุณบอกเอง" แต่ต้องบอกในทางที่ดีนะครับ

 

วิธีการง่ายๆ ทำให้องค์กรคุณเป็นองค์กร Social Network

  1. สร้างตัวตนขององค์กรคุณใน Social Network 
    วิธีการนี้ง่ายมากๆ เพียงแค่เข้าไปสมัครใน Social Network แต่ละแห่งแล้วเริ่มนำข้อมูลสินค้า หรือบริการบอกให้ข้อมูลผ่านทางช่องทางนี้ แต่ต้องใช้ทักษะการบอกผ่านในช่องทางนี้ อย่างแยบยล และ "ควรจะสื่อสารสิ่งที่ลูกค้าอยากฟัง" ไม่ใช่เอาแต่พูดแต่เรื่องของสินค้าของคุณ "ควรจะพูดในมุมว่าสินค้าหรือบริการของคุณจะไปช่วยทำให้ชีวิตเค้าดีขึ้นอย่างไรได้" เช่นผมขาย "ไดร์เป่าผม แทนที่จะบอกว่าผมขายไดร์เป่าผม ก็เปลี่ยนวิธีสื่อสารใหม่ เช่น "เพิ่มความสวยให้แต่วันทำงาน ด้วยไดร์เป่าผมของคุณ" สิ่งที่คุณพูดออกไปก็จะมีคนใจมากกว่า


     

  2. หาคนรับผิดชอบให้ชัดเจน
    การระบุคนหรือทีมที่ชัดเจนในการดูแล Social Network ขององค์กรก็จะเป็นสิ่งที่ดี เพราะจะสามารถโฟกัสในสิ่งที่ทำได้ โดยส่วนใหญ่ หน่วยงานที่รับผิดชอบด้านนี้ คือฝ่ายการตลาด เพราะสามารถใช้เป็นอีกช่องทางนึงในการสื่อสารได้อย่างเต็มที่พร้อมๆ บางองค์กรผู้บริหารระดับสูงก็เข้ามาใช้ Social Network นี้เอง อย่างเช่น คุณพาที สารสิน CEO ของนกแอร์ (http://twitter.com/patee122) เฮียฮ้อของ RS (http://twitter.com/HereHorRS) หาก CEO หรือผู้บริหารคนไหนสนใจจะเริ่มต้นทำ Social Network ลองอ่านที่ "6 เหตุผลที่ผู้บริหารควรเอาตัวเองเข้าไปกระแทก Social Network" หรือหากองค์กรของคุณไม่มีคนรับผิดชอบ ก็สามารถอาจจะให้บริษัทมืออาชีพที่ทำงานด้านนี้มาช่วยดูแลแทนก็ได้ 


     

  3. ให้คนในองค์กรมีส่วนร่วมในการสร้าง Social Network
    ผมเชื่อว่าในองค์กรของคุณ อาจจะมีคนอยู่หลายคนเลยทีเดียวที่ใช้ Social Network อย่างเช่น Facebook หรือ Twitter แต่ส่วนใหญ่เราจะพบว่าคนส่วนใหญ่ที่ใช้ "มักใช้ในเรื่องส่วนตัว" แต่หากเราสามารถปรับและกระตุ้นให้คนในองค์กร มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ Social Network มาเพิ่มศักยภาพของแบรนด์หรือสินค้าขององค์กร ให้ผ่านไปยังเครือข่าย Social Network ของเพื่อนๆ เค้าออกไป ยกตัวอย่างง่ายๆ หากองค์กรคุณมีคน 20 คนที่ใช้ Social Network แต่ละคนมีเพื่อนอยู่ใน Network 100 คน และใน 100 คนก็บอกต่อไปหาเพื่อนอีก 100 คน ลองคิดดูง่ายๆ ว่า "หากทั้ง 20 คนในองค์กร ช่วยกันพูดถึง สินค้าและบริการของคุณออกไป วันละ 1 ครั้ง เราจะมีคนเห็นสินค้าหรือบริการของคุณผ่านออกไปมากถึง 2 แสนคน/วันเลยทีเดียว" และที่สำคัญข้อความเหล่านี้ จะน่าเชื่อถือมากกว่าข้อความปกติ เพราะถูกส่งผ่านไปยังในรูปแบบ "เพื่อนบอกเพื่อน"

 

ทั้งหมดนี้่เป็นเพียงขั้นตอนง่ายๆ ที่องค์กรของคุณ สามารถปรับตัวเองเข้าสู่โลกของ Social Network ได้ไม่ยากครับ อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ก็อย่าปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไป รีบสมัครเลยครับ ลองมาหาวิธีการนำ Social Network มาใช้ให้เกิดมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ให้กับองค์กรของคุณดีกว่า จะปล่อยให้พนักงานหรือคนในองค์กรของคุณปลูกผักหรือเปิดร้านขายอาหารไปวัน ๆใน Facebook ไปทำไม อ่านจบแล้วก็คิดวิธีการทำได้เลย... จะรออะไรอยู่ละ.!

 

 

6 เหตุผลที่ผู้บริหารควรเอาตัวเองเข้าไปกระแทก Social Network

** บทความนี้เหมาะสำหรับมือใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บริหารที่ไม่รู้ค่อยรู้เรื่อง Internet และหากคุณเป็นลูกน้องต้องการอัพเดทกบาลหัวหน้าหรือผู้บริหารของคุณ ลอง Print หน้านี้ออกไปวางไว้บนโต๊ะให้เค้าอ่านสิครับ

 

อย่างที่ผมเคยเล่าให้ฟังถึง "เทคนิคสำหรับมือใหม่นำ Social Network ไปใช้กับธุรกิจ" ตอนนี้ก็เริ่มมีหลายๆ องค์กรเริ่มนำ Social Network เข้ามาใช้ในธุรกิจ หลายแห่งก็ยังไม่ได้ทำ แต่สำหรับผู้บริหารหรือหัวหน้าที่ยังไม่ได้เอาตัวเองเข้าไปใช้ Social Network หรือผมเรียกว่า "เอาตัวเองเข้าไปกระแทก" นั้น มาดูกันว่า ทำไมคุณถึงไม่ควรพลาดการใช้ Social Network ซึ่ง Social Network ในที่นี้ผมขอเน้นไปที่ Facebook.com และ Twitter.com นะครับ

 

1. ใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารรูปแบบใหม่ ที่เร็วและ แร๊ง..งง 

ด้วยรูปแบบของการใช้ Social Network ที่ผู้บริหารสามารถควบคุมและดูแลได้ด้วยตัวเอง ทำให้สามารถส่งข้อความ ที่ตัวเองต้องการส่งได้เมื่อไรก็ได้ เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของเราได้ทันที และยังสามารถสื่อสารออกไปในวงกว้างได้อีกด้วย จึงถือว่าเป็นเครื่องมือที่มีศักยภาพมากในยุคของสื่ออินเทอร์เน็ตเช่นนี้

 

2. แนบชิดกับลูกค้า และคนในองค์กร

ผู้บริหารสามารถความเป็นกันเองกับ ลูกค้า หรือคนในองค์กรของคุณ ด้วยการใช้ Social Network โดยไม่จำเป็นต้องส่งเฉพาะเรื่องงานเข้าไปเท่านั้น การส่งเรื่องส่วนตัว หรือกิจกรรมต่างๆ ของตนในแต่ละวัน ก็จะทำให้ผู้รับข้อมูลรู้สึกเป็นกันเอง และรู้สึกใกล้ชิดกับผู้บริหารมากขึ้น ทำให้เกิดความสัมพันธ์อีกรูปแบบหนึ่งระหว่างคุณกับลูกค้าหรือแม้แต่กับคนในองค์กรของคุณ และนอกจากนี้ ยังเป็นเครื่องมือทำให้คุณรู้ว่า คนในองค์กรของคุณตอนนี้เค้าคิดหรือทำอะไรอยู่บ้าง ทำให้คุณสามารถเข้าใจคนในองค์กรของคุณได้ดีมากขึ้น นอกเหนือจากมุมมองด้านการงานเพียงอย่างเดียว 

 

3. ลดการนินทาว่าร้ายจากคนในองค์กร

เมื่อคุณอยู่ในโลก Social Network เดียวกับคนในองค์กรของคุณ และทำให้คนในองค์กรคุณที่รู้ว่าคุณอยู่ในนี้เช่นเดียวกันจะ "มีการระมัดระวังการพูดจาหรือกล่าวร้ายต่อองค์หรือตัวคุณได้" เพราะมีหลายๆ ครั้งที่คนในองค์กรมักจะเขียนอะไรที่ไม่ดีต่อองค์กรที่ตนทำงานอยู่ หรือ ผู้บริหารที่ได้ทำงานด้วย เพราะส่วนใหญ่มักคิดว่า เขียนไปแล้ว ผู้บริหารหรือองค์กรจะไม่มีทางมาเจอข้อมูลเหล่านี้ และบางครั้งมักเกิดจากอารมณ์ชั่ววูบ ซึ่งการที่คุณอยู่ใน Social Network เดียวกับเค้า จะช่วยลดเหตุการณ์แบบนี้ลงไปได้มากๆ เลยทีเดียว

 

4. สร้างภาพลักษณ์ที่ดีกับองค์กร

ตอนนี้หากผู้บริหารมีการใช้ Social Network เป็นช่องทางในการสื่อสารอีกวิธีหนึ่ง สื่อหรือสังคมก็จะเริ่มให้ความสนใจกับ การพัฒนาของผู้บริหารที่มีการนำเทคโนโลยีรูปแบบใหม่มาใช้กับการสื่อสาร ทำให้ภาพลักษณ์ของผู้บริหารและองค์กรมีความทันสมัย และภาพลักษณ์ที่ดีมากยิ่งขึ้น

 

5. ช่องทางกระจายองค์ความรู้

ผู้บริหารหลายๆ คนมักเป็นคนเก่ง แต่มักไม่มีโอกาสในการถ่ายทอดความรู้ หรือเทคนิคอะไรดีๆ ดังนั้นการมี Social Network จะทำให้ผู้บริหารสามารถใช้เป็นช่องทางในการ กระจายความรู้ที่ตัวเองแก่คนทั่วไป และคนในองค์กรได้อีกด้วย เพียงทิปเล็กๆ น้อยๆ ที่คุณสื่อสารออกมา อาจจะะเป็นความรู้สิ่งใหม่สำหรับคนอื่นๆ ได้อย่างมากเลยทีเดียว

 

6. สร้างความได้เปรียบในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยีใหม่ๆ

หลากครั้งที่ผู้บริหารมักไม่เข้าใจ เรื่องของ Internet และเทคโนโลยีใหม่ๆ การเอาตัวเองเข้ามาอยู่ในโลกของ Social Network จะทำให้คุณได้เปิดโอกาสการเรียนรู้สิ่งใหม่ ที่จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วผ่าน Social Network และ Internet  ซึ่งจะทำให้ผู้บริหารมีมุมมองที่กว้างไกลมากขึ้น เมื่อคุณสามารถเข้าใจเทคโนโลยี และรู้จัก รวมถึงการนำมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจของคุณได้

 

ทั้งหมดนี้สามารถทำได้ง่ายๆ เพียงแค่เข้าไปสมัครใช้บริการของ Social Network ต่างๆ อย่าง Facebook.com หรือ Twitter.com ส่วนตัวผมขอแนะนำ Twitter.com เพราะสามารถใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน และสามารถใช้ผ่านโทรศัพท์มือถือได้ทุกที่ ทุกเวลา สำหรับคนที่สนใจจะใช้ Twitter ลองอ่านที่นี่ครับ (http://www.pawoot.com/twitter) อ่านมาถึงตรงนี้ ก็อย่าลังเลครับ รีบเปิดแล้วเข้าไปสมัครเว็บ Twitter.com หรือ Facebook.com เลยครับ อย่าปล่อยให้โอกาสของการเปลี่ยนแปลงขององค์กรของคุณผ่านไปครับ....

หากมี twitter กันแล้ว ก็ add ผมมาได้เลยนะครับ http://www.twitter.com/pawoot 

 

วิเคราะห์อุตสาหกรรมเว็บไซต์ไทยปี 2009 แบบไม่เกรงใจใคร

ก่อนอื่น ขอบอก่อนครับว่าข้อความที่จะอ่านต่อจากนี้เป็น เกิดขึ้นตอนสติไม่ค่อยดีเท่าไร (มึนๆ นิดๆ) อาจจะมีภาษาอะไรไม่สุภาพบ้าง ก็ต้องขออภัยมา ณ. ที่นี่ด้วยครับ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในคือวันที่ 11 มกราคม 2010 เวลา เทียงคืนนิดๆ เป็นข้อความที่รวมมาจาก Twitter ของผม อาจจะไม่ค่อยต่อเนื่องเท่าไร แต่ก็น่าจะพอได้อะไรบ้างครับ

Pawoot P.

มันเริ่มจาก ฝรั่งเศสเล็งเก็บภาษี เว็บไซต์ยักษ์ใหญ่

    ขอวิเคราะห์ เหตุการณ์ "ฝรั่งเศสเล็งเก็บภาษี เว็บไซต์ยักษ์ใหญ่ Google, Yahoo, Facebook " ผมเองรู้สึกและกำลังจับตามองเรื่องนี้มานานแล้วละครับ อย่างเหตการณ์ในปัจจุบัน เว็บไซต์ยักษ์ใหญ่ในโลกหลายแห่ง กำลังสนุกสนานกับการสร้างรายได้อย่าง "มหาศาล" จากประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้อย่างมากมายในรูปแบบของ Long Tail คือหาโมเดลรายได้เก็บเงินนิดหน่อยๆ แต่เก็บจากคนทั่วโลก ก็สามารถทำให้เกิดรายได้มหาศาล โดยใช้โอกาสให้ผู้ซื้อทั่วโลกสามารถชำระเงินผ่านออนไลน์ ผ่านบัตรเครดิตชำระตรงไปที่ บริษัทเแต่ละแห่งในประเทศนั้นๆ ได้เลย (บริษัทบางแห่งอาจจะมีการวางแผนการรับเงินโดย เปิดบริษัทในประเทศบางประเทศที่มีสิทธิทางด้านภาษี ทำให้เค้าสามารถ ได้ผลประโยชน์ทางด้านภาษีมาก) ทั้งนี้เพื่อให้เกิดกำไรสูงสุด จึงทำให้ปัญหาบางอย่าง เพราะการ "จ่ายเงินตรงและออกไปยังประเทศของบริษัทเว็บไซต์ยักษ์ใหญ่ต่างๆ ผ่านทางอินเทอร์เน็ต"  ทำให้ เว็บไซต์ใหญ่ๆ ไม่ต้อง "เสียภาษี" ให้กับรัฐบาลของหลายๆ ประเทศทั่วโลก เพราะการชำระเงินผ่านสามารถส่งผ่านอินเทอร์เน็ต ข้ามไปยังประเทศของเค้าเลย ซึ่งจะเห็นได้ว่า หลายๆ ประเทศมีการจ่ายเงินผ่านออกช่องทางออนไลน์ ไปยังประเทศที่บริษัทเว็บไซต์ใหญ่ ๆอยู่ อาจจะมีมูลค่าหลายร้อยล้านบาทหรือพันล้านบาทต่อปีเลยทีเดียว นี้คือ "ความเสียเปรียบ ของประเทศที่เว็บไซต์ใหญ่ ๆหลายๆ แห่งไม่ได้มีบริษัทตั้งอยู่" เพราะ "การจ่ายเงินตรงออกไปยังประเทศที่บริษัททเว็บไซต์ใหญ่ๆ อยู่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือประโยชน์อะไรกับภาครัฐหรือประเทศที่เว็บไซต์นั้นไม่ได้ตั้งอยู่เลย" ประเทศเหล่านั้นไม่ได้แม้แต่เงินค่าภาษีการจ้างคน ภาษีธุรกิจ ซักบาท เพราะบริษัทเว็บไซต์ใหญ่ๆ จะจ้างคนประเทศนั้นๆ ไปรวมอยู่ประเทศอื่นๆ ใกล้เคียงเอาไว้รวมกัน เพื่อความสะดวกในการบริหารจัดการ และประหยัดค่าใช้จ่าย นีื้คือความได้ เปรียบของธุรกิจที่อยู่ในโลกออนไลน์ ที่สามารถ "กำหนดเส้นทางการเดินทางของเงินได้" ไม่ยาก โดยไม่ต้องเสียภาษีให้กับแต่ละประเทศ กลับมามองเมืองไทย ธุรกิจต่างๆ ของไทย "ใช้ความได้เปรียบด้านนี้ น้อยมากๆ" มีเพียงน้อยนิดของธุรกิจออนไลน์ที่ใช้ความได้เปรียบนี้ ส่วนใหญ่ เราจะเป็นผู้ "ซื้อ" มากกว่า ดังนั้นการผมเห็นข่าวของ รัฐบาลฝรั่งเศส จะออกมาเก็บภาษีกับเว็บใหญ่ๆ เช่น Google, Yahoo, Facebook ตามข่าวนี่ ผมเห็นด้วย 100%

 

วิธีการแก้ปัญหาของเรื่องนี้

       ทางออกของวิธีการเก็บภาษี นี้ไม่ยากครับ คือ การผลักดันให้เว็บใหญ่ๆ เปิดสาขาในประเทศที่ไปเปิดให้บริการ กำหนดให้เค้ามีการรับรายได้ผ่านสาขาในประเทศ เมื่อมีการกำหนดให้ มีการเกิดรับรายได้ผ่านสาขาในประเทศนั้นๆ ข้อดีคือ ประเทศนั้นๆ สามารถเก็บภาษีและสามารถช่วยเหลือสนับสนุนท้องถิ่นๆนั้นๆ ได้ แต่คำถามคือ เว็บใหญ่ๆ จะยอมหรือเปล่า?? คำตอบคือ "ยอม" หากภาครัฐ ออกกฏและเข้ามาดูตรงนี้อย่างชัดเจนอย่างที่ รัฐบาลฝรั่งเศสกำลังจะทำ (ขอให้ +1 สำหรับเค้า) หากเราไม่ทำวันนี้ ต่อๆไป เราจะเสียเปรียบและสูญเสียรายได้ปีนึงหลายพันล้านบาท จากการซื้อสินค้าหรือบริการผ่านทางออนไลน์ออกไปตรงๆ มีบริษัทเว็บไซต์ ตปท.หลายๆ บริษัทในปัจจุบันที่มีรายได้มหาศาลจากคนไทย แต่ไม่เคยเสียภาษีให้ประเทศไทยเลย เช่น Amazon, Ebay, Google, Yahoo การผลักดันให้บริษัทต่างๆ เหล่านั้นเข้ามา ตั้ง office ในไทยช่วยอะไรได้หลาย ๆ อย่าง เช่น การพัฒนาด้านคน, เทคโนโลยี, การได้ภาษีมาพัฒนาอุตสหกรรมด้านนี้ และอีกมาก ที่่ผ่านมา รัฐบาลจีนยังทำได้.. อย่าไปยอมเค้าสิ โดยวิธีการ Block ปิด หรือหันไปสนับสนุน local web แทนครับ แบบที่หลายปท.ทำ มีคำถามเกิดขึ้นกันว่า หากเราทำแบบนี้แล้ว จะทำให้ผู้บริโภคคือผู้รับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นหรือเปล่า? < ผมเชื่อว่ามันไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้มาก เพราะโครงสร้างด้านราคามันมี Global Standard และ rate คุมเอาไว้อยู่

 

มองด้านดีของเรื่องนี้.!

     แต่อย่ามองแต่ในด้านไม่ดีอย่างเดียวของปัญหานี้ เราก็ต้องมองอีกมุมด้วยว่า การจ่ายเงินออกไปเว็บไซต์ยักษ์ใหญ่ ของต่างประเทศโดยตรง บางครั้งก็นำมาซื้อรายได้ให้กับผู้ประกอบการในประเทศด้วยเหมือนกัน เช่น คนไทยที่ค้าขายใน Ebay อยู่ก็ได้รายเพิ่มมากขึ้น, คนที่ไปลงโฆษณาออนไลน์ในเว็บไซต์ต่างๆ ก็ได้คนเข้ามามากขึ้นเช่นกัน แต่สิ่งที่น่าสนใจ ผู้ประกอบการเหล่านี้ มักจะไม่มีการเสียภาษีให้กับภาครั ซึ่งหากมองมุมมองภาครัฐเราก็คงสูญเสียรายได้ไปบางส่วน ดังนั้นเราคงต้องมา เปรียบเทียบและวิเคราะห์ดูว่า สิ่งเราได้มา กับสิ่งเราเสียไป มันคุ้มกันหรือไม่ นี้คือสิ่งที่ น่าจะพลักดันให้ หน่วยงาน หรือองค์กรไหน หรือใครก็ได้ มาศึกษาและวิเคราะห์ตัวเลขดู น่าทำเน๊อะ

 

วิเคราะห์อุตสาหกรรมเว็บไซต์ไทยอย่างเปิดเผยดีกว่า

      แต่สิ่งทีน่าสนใจที่สุดคือ "การสนับสนุนให้เว็บไซต์ไทย เปิดหูเปิดตา ไปออกตลาดโลกบ้าง" อย่างมัวอยู่แต่ในกะลาแบบนี้ ขอโทษนะ หากจะพูดอะไรแรงๆ ออกไป แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ การรวมตัว พื้นฐานของ ธุรกิจเว็บไซต์ในเมืองไทยอ่อนแอมากๆ เรียกว่า "เหลวเป๋วได้เลย" สิ่งที่หลายๆ คนเคยบอกว่า "ภาษาไทย" จะเป็นตัวกั้นให้ ต่างชาติเข้ามาได้ยาก แต่วันนี้มันไม่ใช่แล้ว.

      ตัวอย่างเจ๋งๆ เช่น Facebook เคสการเข้ามาในเมืองไทยของ Facebook น่าสนใจมาก .. เค้าเข้ามาโดยอาศัย concept ของ "Social Contribution" คือ ให้คนท้องถิ่นช่วยกันแปล Facebook เป็น Version ภาษาท้องถิ่น.. แค่นี้ Facebook ก็สามารถพัฒนา Facebook Version ไทยออกมาได้ดีๆ แล้ว โดยอาศัยคนไทยด้วยกัน "ช่วยกันแปล" เจ๋งมาก +100 สำหรับ Facebook แต่ในมุมกลับกัน คนไทย มั่วแต่พัฒนาเว็บไซต์เพื่อ "ตอบสนองคนไทยอย่างเดียว" มันก็แค่ตลาดเล็กๆ เท่านั้น ผมอยากเปิดตาคนพัฒนาเว็บไซต์ไทย ว่าออกไปสู่ตลาดโลกเหอะ "เมืองไทย เล็กไปสำหรับคนทำเว็บเมืองไทย" มองอะไรกว้างๆ หน่อย... พี่น้อง..!

http://translate.camfrog.com/< ขอบคุณมากครับ นีืคืออีกตัวอย่าง ที่อาศัย "Social Contribution" ที่อาศํยคนในท้องถิ่นที่ช่วยกันของทาง Camfrog

อุตสาหกรรมเว็บไซต์ไทยอ่อนแอมากๆ

     ปัญหามันอยู่ตรง ที่ "ฐานของอุตสาหกรรมเว็บไซต์ไทย มันอ่อนแอมากๆ" - เราเป็นผู้เสพมากว่าผู้สร้าง.! เราต้องการ "ผุ้สร้างใหม่ๆ" มากกว่านี้ ท้าเลย.. หากคุณคิดอะไรเกี่ยวกับเว็บไซต์แบบดีๆ เหี้ยๆ ทำเลยครับ... คิดว่าไม่ไหวใช้วิธี "สร้างทีม" และปรึกษาคนเก่งๆ "ทำให้เป็นจริงๆ ให้ได้" คนไทยเก่งๆ เยอะนะ แบบว่า เยอะฉิบหายเลยละ แต่ส่วนใหญ่ "ไม่กล้า ไม่เอาจริง หรือเอาจริงแล้วชอบลุยเดียว" สรุปสุดท้ายก็คือ.. จอดสนิท ผมไม่โทษใครหรอกแต่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับอุตสหกรรมไทยตอนนี้คือ "เราต้องการตัวอย่างดีๆ ที่สำเร็จ ที่เป็นตัวอย่าให้คนอื่นๆ เดินตาม" หากเรามีกลุ่มคนกลุ่มนี้เยอะๆ ผมว่ามันคือการวางรากฐาน และสร้างตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จให้คนอื่นๆ ได้เห็น และสร้างมุมมองดีๆ ว่าเราเองก็ทำได้เช่นกัน

ทางออกของอุตสาหกรรมเว็บไทย

       ผมแนะนำเลยนะ สำหรับคนทำเว็บไซต์ ไอเดียดี + ทีมงานดี + Vision ดี + execution ดี ผมว่าคุณสำเร็จได้ไม่ยากเลยครับ ขาดอันไหน หาเติมเอาเลย ไม่ยากแล้วเดียวนี้ อยากให้ทุกคนที่ อ่านอยู่ หลับตา แล้วลองคิดเล่นๆ ว่า "กูอยากทำโปรเจ็กอะไร ให้คนทั่วโลก หรือคนทั่วเอเซียใช้ดีวะ?" ทำให้ตัวเองเห็นมุมมองนี้ก่อน คนทำเว็บไทย "ลองเลิกคิด ว่า กูจะทำเว็บให้คนไทยใช้สิ" เปิดมุมมองออกไปกว้างๆ หน่อยสิ.. เสียดาย เรายังขาดตัวอย่างเจ๋งๆ น่ะ ผมว่าเรามีคนทำเว็บ รุ่นใหม่ อยู่ใน Twitter นี้เยอะ จำคำผมเอาไว้ คิดงานอะไร "คิดเพื่อคนทั่วโลก" แล้วผมเชื่อว่าโอกาสคุณจะเปิดกว้างมั่กๆ เลย อย่าอ่าน tweet ผมเพลินครับ ผมว่า "คุณ" เองก็สามารถมีไอเดียดีๆ ที่สามารถทำให้เว็บไทยโตไปในระดับโลกได้ คิดสิ คิดเว้ย.. อย่าเอาแต่อ่าน เป้าผมตอนนี้ ทำให้ E-Commerce ไทยออกไประดับโลก... แต่ผมคนเดียวคงไม่พอ... ผมอยากเห็นคนไทยอีกหลายๆ ทำอะไรที่แตกต่าง ทีมงานดี ๆมีอยู่รอบตัวครับ.! มีหลายเว็บเปิดโอกาสสร้างทีมได้ อย่ามั่วแต่ RT คำพูดผม ผมว่าไอเดียในหัวคุณ จะสามารถสร้างมุมมองให้คนอื่นๆ คิดได้... งัดมันออกมาเว้ย.! ฮ่าๆ ทำยังไงกันดี   อ่าน Tweet ผมแล้ว "คุณมีไฟ" สร้างเป้าหมายของคุณเอาไว้ตอนนี้เลย (ก่อนที่มันจะหายไป) แล้วจับจ้องกับมัน นึกถึงมันในวันต่อๆ ไปแล้วหาทางทำมัน.!

จำคำผมว่า "ถ้าเอาแต่คิด แล้วไม่ได้ทำ ยังไงคุณก็ไม่โตหรอก" คิดแล้วทำ.. พลาดแล้วคือ ประสบการณ์ยังไงคุณก็โต.!

ขอวิเคราะห์ เหตุการณ์ "ฝรั่งเศสเล็งเก็บภาษี เว็บไซต์ยักษ์ใหญ่ Google, Yahoo, Facebook "ผมเองรู้สึกและกำลังจับตามองเรื่องนี้มานานแล้วละครับ อย่างเหตการณ์ใน ปัจจุบัน เว็บไซต์ยักษ์ใหญ่หลายแห่ง สามารถสร้างรายได้ "มหาศาล" จากคนในประเทศ แต่ละประเทศแต่ใช้โอกาส การชำระเงินผ่านออนไลน์ โดย "ผุ้ใช้" สามารถชำระเงินผ่านบัตรเครดิตไปที่ USA หรือประเทศที่ แต่ละเว็บวางแผนเอาไว้ เพื่อให้เกิดกำไรสูงสุด จึงทำให้ปัญหาบางอย่าง เพราะการ "จ่ายเงิน" ตรงและออกไปยังตปท.โดยตรง ทำให้ เว็บไซต์ใหญ่ๆ ไม่ต้อง "เสียภาษี" ให้กับรัฐบาลแต่ละ ประเทศ แต่สามารถดึงเงินหลายร้อยล้านออก นึกคือ "ความเสียเปรียบ" ของประเทศที่เว็บไซ ต์ใหญ่ ๆหลายๆ แห่งไม่ได้มีบริษัทตั้งอยู่ เพราะ "ไม่เกิดรายได้ หรือประโยชน์อะไรกับภาครัฐ หรือประเทศ" เราไม่ได้แม้แต่เงินค่าภาษีการจ้างคน ซักบาท เพราะบริษัทเว็บไซต์ใหญ่ๆ จะจ้าง คนประเทศนั้นๆ ไปรวมอยู่ประเทศอื่นๆ ใกล้เคียง นีื้คือความได้ เปรียบของธุรกิจที่อยู่ในโลกออ นไลน์ ที่สามารถ "กำหนดเส้นทางการเดินทางของเงินได้" ไม่ยาก โดยไม่ต้องเสียภาษีให้กับแต่ ละประเทศ แต่เมืองไทย "เราใช้ความได้เปรียบด้านนี้ น้อยมากๆ" มีเพียงน้อยนิดของธุรกิจออ นไลน์ที่ใช้ความได้เปรียบนี้ ส่วนใหญ่ เราจะเป็นผู้ "ซื้อ" มากกว่า ดังนั้นการผมเห็นข่าวของ รบ.ฝรั่งเศส จะออกมาเก็บภาษีกับเว็บใหญ่ๆ เช่น Google, Yahoo, Facebook ตามข่าว http://bit.ly/4AkeN5 ผมเห็นด้วย 100% ทางออกของวิธีการ นี้ไม่ยากครับ คือการผลักดันให้ เว็บใหญ่ๆ เปิดสาขาในประเทศที่ไปเปิดให้บริการ กำหนดให้เค้ามีการรับรายได้ผ่านสาขาใน ประเทศ เมื่อมีการกำหนดให้ มีการเกิดรับรายได้ผ่านสาขาในประเทศนั้นๆ ข้อดีคือ ประเทศนั้นๆ สามารถเก็บภาษีและสามารถช่วยเหลือสนับสนุนท้องถิ่นๆนั้นๆ ได้ แต่คำถามคือ เว็บใหญ่ๆ จะ ยอมหรือเปล่า?? คำตอบคือ "ยอม" หากภาครัฐ ออกกฏและเข้ามาดูตรงนี้อย่างชัดเจนอย่างที่ รบ.ฝรั่งเศสกำลังจะทำ +1 สำหรับเค้า หากเราไม่ทำวันนี้ ต่อๆไป เราจะเสียเปรียบและสูญเสีย รายได้ปีนึงหลายพันล้านบาท จากการซื้อสินค้าหรือบริการผ่านทางออนไลน์ออกไปตรงๆ มีบริษัท เว็บไซต์ ตปท.หลายๆ บริษัทในปัจจุบันที่มีรายได้มหาศาลจากคนไทย แต่ไม่เคยเสียภาษีให้ ประเทศไทยเลย เช่น Amazon, Ebay, Google, Yahoo การผลักดันให้ บริษัทต่างๆ เหล่านั้น เข้ามา ตั้ง office ในไทยช่วยอะไรได้หลาย ๆอย่าง เช่น การพัฒนาด้าน คน, เทคโนโลยี, Tax และอีกมาก รบ.จีนยังทำได้.. อย่าไปยอมเค้าสิ โดยวิธีการ Block ปิด หรือหันไปสนับสนุน local web แทนครับ แบบที่หลายปท.ทำ แต่ผู้บริโภคคือผู้รับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น? < ผมเชื่อว่ามันไม่ สามารถเพิ่มขึ้นได้มาก เพราะมันมี Global Standard และ rate คุม แต่สิ่งทีน่าสนใจที่สุดคือ "การสนับสนุนให้เว็บไซต์ไทย เปิดหูเปิดตา ไปออกตลาดโลกบ้าง" อย่างมัวอยู่แต่ในกะลาแบบนี้ ขอโทษนะ หากจะพูดอะไรแรงๆ ออกไป "เมา" ครับตอนนี้ ฮ่าๆๆ แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ การรวมตัว พื้นฐานของ ธุรกิจเว็บไซต์ในเมืองไทยอ่อนแอมากๆ เรียกว่า "เหลวเป๋วได้เลย" สิ่งที่หลายๆ คนเคยบอกว่า "ภาษาไทย" จะเป็นตัวกั้นให้ ต่างชาติเข้ามาได้ยาก แต่วันนี้มันไม่ใช่แล้ว. ตัวอย่างเจ๋งๆ เช่น Facebook เคสการเข้ามาในเมืองไทยของ Facebook น่าสนใจมาก .. เค้าเข้ามาโดยอาศัย concept ของ "Social Contribution" คือ คนช่วยกันแปล.. แค่นี้ Facebook ก็สามารถพัฒนา Facebook Version ไทยออกมาได้ดีๆ แล้ว โดยอาศัยคนไทย ด้วยกัน "ช่วยกันแปล" เจ๋งมาก +100 สำหรับ Facebook แต่ในมุมกลับกัน คนไทย มั่วแต่พัฒนา เว็บไซต์เพื่อ "ตอบสนองคนไทยอย่างเดียว" อยากเปิดตาคนพัฒนาเว็บไซต์ไทย ว่าออกไปสู่ ตลาดโลกเหอะ "เมืองไทย เล็กไปสำหรับคนทำเว็บเมืองไทย" มองอะไรกว้างๆ หน่อย... พี่น้อง..! http://bit.ly/5obtL3 < ขอบคุณมากครับ นีืคืออีกตัวอย่าง ที่อาศัย "Social Contribution" ที่อา ศํยคนในท้องถิ่นที่ช่วยกัน ปัญหามันอยู่ตรง ที่ "ฐานของอุตสาหกรรมเว็บไซต์ไทย มันอ่อนแอมากๆ" - เราเป็นผู้เเสพ มากว่าผู้สร้าง.! เราต้องการ "ผุ้สร้างใหม่ๆ" มากกว่านี้ ท้าเลย.. คุณคิดอะไรเกี่ยวกับเว็บไซต์ แบบดีๆ เหี้ยๆ ทำเลยครับ... คิดว่าไม่ไหวใช้วิธี "สร้างทีม" และปรึกษาคนเก่งๆ "ทำให้เป็นจริงๆ ให้ได้" คนไทยเก่งๆ เยอะนะ แบบว่า เยอะฉิบหายเลยละ แต่ส่วนใหญ่ "ไม่กล้า ไม่เอาจริง หรือ เอาจริงแล้วชอบลุยเดียว" สรุปสุดท้ายก็คือ.. จอดสนิท ผมไม่โทษใครหรอกแต่สิ่งที่ดีที่สุดสำ หรับอุตสหกรรมไทยตอนนี้คือ "ตัวอย่างดีๆ ที่สำเร็จ ที่เป็นตัวอย่าให้คนอื่นๆ เดินตาม" เราทำได้ ผมแนะนำเลยนะ สำหรับคนทำเว็บ ไอเดียดี + ทีมงานดี + Vision ดี + execution ดี ผมว่าคุณ สำเร็จได้ไม่ยากเลยครับ ขาดอันไหน หาเติมเอาเลย ไม่ยากแล้ว อยากให้ทุกคนที่ อ่านอยู่ หลับ ตา แล้วลองคิดเล่นๆ ว่า "กูอยากทำโปรเจ็กอะไร ให้คนทั่วโลก หรือคนทั่วเอเซียใช้ดีวะ?" ทำให้ ตัวเองเห็นมุมมองนี้ก่อน คนทำเว็บไทย "ลองเลิกคิด ว่า กูจะทำเว็บให้คนไทยใช้สิ" เปิดมุม มองออกไปกว้างๆ หน่อยสิ.. เสียดาย เรายังขาดตัวอย่างเจ๋งๆ น่ะ ผมว่าเรามีคนทำเว็บ รุ่นใหม่ อยู่ ใน Twitter นี้เยอะ จำคำผมเอาไว้ คิดงานอะไร "คิดเพื่อคนทั่วโลก" แล้วผมเชื่อว่าโอกาสคุณจะ เปิดกว้างมั่กๆ เลย อย่าอ่าน tweet ผมเพลินครับ ผมว่า "คุณ" เองก็สามารถมีไอเดียดีๆ ที่ สามารถทำให้เว็บไทยโตไปในระดับโลกได้ คิดสิ คิดเว้ย.. อย่าเอาแต่อ่าน เป้าผมตอนนี้ ทำให้ E-Commerce ไทยออกไประดับโลก... แต่ผมคนเดียวคงไม่พอ... ผมอยากเห็นคนไทยอีกหลายๆ ทำอะไรที่แตกต่าง ทีมงานดี ๆมีอยู่รอบตัวครับ.! มีหลายเว็บเปิดโอกาสสร้างทีมได้ อย่ามั่วแต่ RT คำพูดผม ผมว่าไอเดียในหัวคุณ จะสามารถสร้างมุมมองให้คนอื่นๆ คิดได้... งัดมันออกมาเว้ย.! ฮ่าๆ ทำยังไงกันดี อ่าน Tweet ผมแล้ว "คุณมีไฟ" สร้างเป้าหมายของคุณเอาไว้ตอนนี้เลย (ก่อน ที่มันจะหายไป) แล้วจับจ้องกับมัน นึกถึงมันในวันต่อๆ ไปแล้วหาทางทำมัน.! จำคำผมว่า "ถ้าเอาแต่คิด แล้วไม่ได้ทำ ยังไงคุณก็ไม่โตหรอก" คิดแล้วทำ.. พลาดแล้วคือ ประสบการณ์ยังไงคุณก็โต.!

อ่านมาถึงตรงนี้ อย่าคาดหวังว่าประเทศเราจะโตได้อย่างไร หากคุณ "ไม่คิดจะเริ่มจากตัวคุณเอง"  คิดแล้วก็ทำ สนุกกับมัน เลิกคิดได้แล้วว่า มันทำไม่ได้ มีอุปสรรคนั้น นู้น เพราะแค่ "คุณคิดว่ามันทำไม่ได้ มันก็ทำไม่ได้ตั้งแต่คุณคิดแล้วละ"  เปลี่ยนความคิดแล้วมาคิดกันว่า "จะทำยังไง เพื่อที่จะทำมัน ให้ได้ดีกว่า"

 

5 เทคนิคการนำ Social Network มาใช้กับการตลาดและธุรกิจ และทำยังไงให้สำเร็จ

มาดูคำถามที่มักถามกันเข้ามาบ่อยๆ เกี่ยวกับการนำ Social Network กับการทำการตลาด ว่าทำยังไงบ้าง  วันน้ผมรวบรวมเอามาไว้ให้แล้ว

  1. หากธุรกิจจะนำ Social Network มาใช้คนกลุ่มไหน เป็นกลุ่มที่ Social Network สามารถเข้าถึงได้?
    คำตอบ : กลุ่มหลักที่ใช้ Social Network ในปัจจุบัน วัยรุ่น วัยทำงาน อายุ 25-40

     

  2. วิธีการสื่อสารผ่าน Social Network รูปแบบไหนที่ ธุรกิจควรนำมาใช้ในการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย
    คำตอบ :
    1. ไม่ควรสื่อสารตรงๆ จากสินค้าหรือ Brand เกี่ยวกับสินค้าหรือบริการตรงๆ เพราะคนจะไม่ค่อยติดตาม และให้ความสนใจกับสิ่งที่เจ้าของสินค้าหรือ brand พูดมากเท่าไร
    2. การกระตุ้นหรือมีกลยุทธที่ให้คนที่มีอิทธิพล (Influencer) ในการพูดถึงสินค้าหรือ Brand ของคุณแทน จะทำให้คนทั่วไปสนใจ และพูดถึงสินค้าหรือ Brand ของคุณ

    "86% ของคนทั่วไปมักไม่เชื่อสิ่งที่สินค้าหรือ Brand พูดถึงตัวเอง แต่ 78% ของคนทั่วไปมักเชื่อในสิ่งที่คนอื่นพูดถึง Brand" 

    เมื่อก่อน Brand ต่างๆ มักจะเชิญ celeb ดารา ไปงาน แต่เดียวนี้ สินค้าไอที หรือสินค้าต่างๆ เริ่มเชิญ คนที่มีคนรู้จักทางออนไลน์ (Online Celebrity) ไปร่วมงาน และให้สินค้าไปใช้ เพื่อสร้างกระแส เพราะช่องทางออนไลน์มันไปได้เร็วกว่า Celeb ธรรมดา และเข้าถึงกลุ่มคนกลุ่มใหม่ได้

     

  3. จะขายสินค้าผ่านทาง Social Network ได้ไหม?
    คำตอบ : การขายหรือสื่อสารข้อมูลสินค้าตรงๆ ผ่านทาง social network ผ่านทาง brand ดูจะเป็นทางที่เพิ่มยอดขายได้น้อยกว่า แต่สิ่งที่น่าสนใจมากว่าก็คือ การขายแบบอ้อม หรือ in-direct ที่จะให้คนอื่นพูดถึงและบอกต่อกันไปผ่าน social network

    Social Network จะใช้ในการสื่อสาร ส่งข้อความมากว่าที่จะใช้ในการสร้างยอดขายหรือปิดการขาย แต่การปิดการขายหรือการขายของได้ (Make Transaction) ก็ยังคงต้องอาศัยเว็บไซต์ เป็นเครื่องในการปิดการขายอีกตัว โดยลักษณะมันจะเป็นการเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน

    ดังนั้นนักการตลาดที่ดี "ต้องเข้าใจ" และสามารถ "วางกลยุทธ" ในการผสมผสาน Social Network เข้ากับ E-Commerce ให้ได้อย่างกลมกลืนที่สุด เมื่อนั้น Social Network จะสามารถสร้างยอดขายให้กับ สินค้าหรือ Brand ได้อย่างมหาศาลเลยทีเดียว

     

  4. หากคู่แข่งใช้ Social Network ด้วยแล้วเราจะทำยังไงดี?
    คำตอบ :
    1. ให้ดู positioning หรือจุดยืนทางการตลาดว่า ของเรากับของคู่แข่งมีความแตกต่างกันอย่างไร
    2. พยายามสร้าง network หรือเครือข่ายให้กว้างกว่า และเข้าถึงให้ "ตรงกลุ่มเป้าหมาย" มากที่สุด
    3. สร้าง Creativity และการสร้างสรรค์ ให้เกิดความโดดเด่นและแตกต่างจากคู่แข่ง หรือการนำเทคโนโลยี หรือ innovation เข้ามาใช้

     

  5. ทำยังให้คนเข้ามาใน Network ของเราหรือ Follow เราเพิ่มมากขึ้น? และ ปัจจัยความสำเร็จ (Key Success Factors) ของการทำการตลาดบน Social Network
    คำตอบ :
    1. จุดยืนหรือ positioning ของคุณว่าคุณคือ "อะไร" อะไรคือ "จุดเด่นของคุณ"  และทำไมเค้าต้องมาตามคุณในโลกของ Social Network และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ "เค้าตามคุณไปได้ เค้าจะได้อะไร?"
    2. ถามตัวเองก่อนว่า "คุณมีอะไรให้เค้าน่าตามหรือดึงให้เค้าเข้ามาร่วมใน network ของคุณบ้าง?"
    3. ขนาดของ Network หากเรามีคนอยู่ในเครือข่ายหรือ Network เรามาก ก็จะได้เปรียบและข้อความที่ส่งออกไป ก็จะมี impact และมีความสามารถในการเข้าถึงกลุ่มคนได้มากขึ้น
    4. Trust หรือความน่าเชื่อถือ ว่าคุณสามารถสร้างสิ่งนี้ได้ดีระดับไหน
    5. ข้อความ (Content) ที่คุณจะส่งออกไปต้องมีคุณภาพ และเป็นสิ่งที่เค้าอยากฟัง ไม่ใช่ พูดแต่สิ่งที่เราอยากจะพูด และสิ่งที่เค้าได้รับต้องเป็นสิ่งคนรับต้อง "ได้"
    6. ความถึ่ในการสื่อสาร ควรจะสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง
    7. การสร้างเทคนิคหรือกลยุทธทางการตลาด ที่สามารถเปลี่ยนจาก "ผู้ชม (Vistior)" กลายเป็น "ผู้ซื้อ (Customer)" ได้ หรือการสร้าง conversion rate ให้เกิดขึ้น
    8. เทคนิคการโปรโมทให้คนมาตามเราหรือเข้ามาใน network เรามากที่สุดคือ การโปรโมทผ่านทาง Social Network ออกไป ให้คนใน network ที่ยังไม่ตามเรา เข้ามาหาเรามากขึ้น แต่ต้องมีกลยุทธที่น่าสนใจ

     

 

 

Syndicate content (C01 _th3me_)