twitter

เจาะพฤติกรรมการใช้โซเชี่ยลเน็ตเวิรก์คนไทยในช่วงวิกฤตน้ำท่วม

ช่วงเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมประเทศไทยในเดือน ตุลาคม 2545 นี้พบว่ากระทบกับคนไทยหลายๆ ทั้งเกือบครึ่งประเทศ และสิ่งที่น่าสนใจมากๆ คือ การสื่อสารของคนไทยเริ่มเปลี่ยนไป จากเดิมคอยแต่รับฟังข่าวสารผ่านทางทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์ แต่หลังจากเมื่อเราเริ่มมี Social Network มันเริ่มกลายเป็นช่องทางในการสื่อสาร เวลาเกิดเหตุการณ์สำคัญๆ เกิดขึ้น เพราะผู้คนต่างต้องการข้อมูลข่าวสารที่ "เร็ว" ตามทันเหตุการณ์ จะให้ไปนั่งรอฟังข่าวจากทีวีหรือวิทยุก็อาจจะไม่ได้มานั่งเฝ้าสื่อพวกนี้กันทั้งวัน ดังนั้นการติดตามข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็วทันทีที่ข่าวหรือเหตุการณ์เกิดขึ้น ช่องทาง Social Network จึงเป็นช่องทางที่คนไทยเริ่มหันไปใช้ และสื่อสารผ่านช่องทางนี้กันมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะยิ่งความไม่่ตรงไปตรงมาของ รัฐบาลในการให้ข้อมูลทำให้การรับข้อมูลทางออนไลน์ ยิ่งได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

 
ผมเฝ้าสังเกตุจำนวนคนไทย ที่ส่งข้อความผ่านทวิตเตอร์ พบว่าก่อนหน้าเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม คนไทยมีคนส่งข้อความผ่านทางทวิตเตอร์เฉลี่ยวันละ 1.5 ล้านข้อความ แต่ในภายหลังเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม พบว่าจำนวนคนไทยส่งข้อความผ่านทางทวิตเตอร์เพิ่มขึ้นเป็น 2.2 ล้านข้อความ หรือเพิ่มถึง 47% จากช่วงเวลาปกติภายในไม่กี่วัน นับว่าเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นที่รวดเร็วมาก ส่วนตัวผมเองใช้การค้นหาผ่านทางทวิตเตอร์เพื่อตรวจสอบดูว่า พื้นที่ในกรุงเทพที่ผมสนใจดูว่าน้ำท่วมแล้วหรือยัง จากการพูดคุยของคุณในทวิตเตอร์ ซึ่งเราจะได้ข้อมูลที่รวดเร็วกว่า เว็บไซต์ หนังสือพิมพ์ วิทยุ หรือ แม้แต่การค้นหาผ่าน กูเกิ้ลซึ่งส่วนใหญ่ข้อมูลจากกูเกิ้ลจะใช้เวลาหลายชั่วโมงหรือเป็นวันๆ เพื่อเก็บมูลจากเว็บต่างๆ เข้ามาในระบนให้คนค้นหาได้ นั้นหมายถึงข้อมูลน้นล้าหลังไปแล้ว ดังนั้นการค้นหาข้อมูลผ่านโซเชี่ยลเน็ตเวิรก์ เป็นการหาข้อมูลรวดเร็วยิ่งการวิธีการใดๆ เพราะเป็นการค้นหาแบบทันที (Real Time) ผ่านการพูดคุยและข้อมูลของคุณที่สื่อสารกัน ทำให้เราสามารถทราบถึงข้อมูลเหล่านั้นได้ทันที ภายในหลังจากเหตุการณ์ต่างๆ ได้เกิดขึ้นไปเพียงไม่กี่นาที แต่ก็ต้องใช้วิจารณญานให้มากๆ ในการรับ บอกต่อด้วย เพราะมันเป็นสื่อที่มีข่าวลือเกิดขึ้นได้มากมายเช่นเดียวกัน
 

เจาะลึกเจ๊จง @jehjong เจ้าของกิจการหมูทอด กับการปรับตัวทำเทคโนโลยีมาใช้ [เหมาะสำหรับให้พ่อแม่หรือคนไม่ค่อยใช้เทคโนโลยีฟัง]

ผมไม่แน่ใจว่าคุณรู้จักร้านหมูทอดเจ๊จงหรือไม่? เป็นร้านข้าวพร้อมอาหารมากมายที่จุดเด่นอยู่ที่ ราคาเป็นกันเองไม่แพงเลย, ข้าวเติมได้ไม่อั้น ผักสดฟรี น้ำพริกฟรี มีกล้วย มีขนมให้กินได้ไม่อั้น มีคนต่อคิวกินกันในแต่ละวันมากมาย จนมีคนเรียกว่าร้าน "หมูทอดเศรษฐี" ร้านอยู่หลังโลตัส พระราม 4  เจ๊จงได้มีโอกาสไปออกรายการต่างๆ มากมาย (ดูได้ที่นี่

เจ๊จงเป็นผู้หญิงอายุ 47 ปี ที่แทบไม่เคยใช้เทคโนโลยีอะไรเลย คอมพิวเตอร์ หรือมือถือสมารท์โฟนอะไรเลย ก่อนหน้านี้ แต่หลังจากได้มีโอกาสไปฟัง อ.ธัยวัชญ์ จากรายการ SME ตีแตก ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป จากคนที่ไม่เคยใช้เทคโนโลยีเลย กลับกลายเจ๊จงเริ่มนำเทคโนโลยีมาใช้ สามารถเชื่อมโยงกับคนต่างๆ ได้ทีั่วประเทศ หรือออกไปยังต่างประเทศ สามารถสร้างชื่อเสียงผ่านช่องทางออนไลน์ได้ และยังสามารถเพ่ิมยอดขายทางธุรกิจ จากการนำตัวเองเข้าสู่โลกของโซเชี่ยลเน็ตเวิรก์ ซึ่งรายละเอียดเป็นยังไง และเจ๊ เปลี่ยนไปได้อย่างไร ผมอยากให้ทุกคนฟังกันครับ 

 < กดฟังได้เลยครับ (หากอยากฟังช่วงเจ๊จง กดข้ามไปกลางๆ ได้เลยครับ)

111002 Pawoot Radio

 

ปล. twitter เจ๊จงคือ @jehjong ส่วน http://www.facebook.com/JehJong

 

เที่ยวต่างประเทศให้สนุก ประหยัด ลดค่าใช้จ่ายกับ Smart Phone เครื่องเดียว

สำหรับคนที่เดินทางไปต่างประเทศบ่อยๆ วันนี้ผมมีคำแนะนำในการใช้โทรศัพท์ประเภทสมารท์โฟนให้คุ้มค่ากับการเดินทางไปต่างประเทศเนื่องจากเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา (Jul 2 - 10, 2011) ที่ผ่านมาผมไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น และบอกได้เลยว่าผมสามารถใช้ความสามารถของสมารท์โฟนได้อย่างเต็มที่ มาดูกันว่าโทรศัพท์สมารท์โฟนมันสามารถช่วยอะไรคุณได้บ้าง เวลาคุณไปอยู่ต่างประเทศ 

อุปกรณ์และสิ่งที่ต้องมี  (Devices)

  1. โทรศัพท์มือถือสมารท์โฟน ประเภท Android (ผมใช้ HTC Desire-S) และ HTC Flyer Tablet ในการเดินทางไปครั้งนี้ 
  2. ซิมโทรศัพท์ ผมใช้เบอร์ของ AIS อยู่แล้ว และได้เปิดบริการโรมมิ่งข้อมูล (Internet Data Roaming) สามารถรับส่งข้อมูลอินเทอร์เน็ตไม่จำกัด (Unlimited Data)  โดยผมเปิดแพ็กเก็จ 5 วัน เหมารวม 2,000 บาท (เฉลี่ยวันละ 400 บาท) เป็นแพ็กเก็จที่เปิดให้บริการ ณ.ช่วงเวลาที่ผมไป
  3. ที่ชารต์แบ็ตแบบพกพา [จำเป็นมากๆ เพราะแบ็ตก้อนเดียวเอาไม่อยู่ครับ]

เมื่อเรา #ว่างจัด ทวิตเตอร์กลายเป็นเครื่องมือที่เล่นสนุกกับเพื่อนๆ ได้

วันก่อน (24 พย. 54) ช่วงตอนเย็นฝนตกหนัก รถติดมากๆ ครับและไม่สามารถหาแท็กซี่กลับบ้านได้เลยและบังเอิญผมอยู่แถวย่านคิวรถตู้ตรงอนุเสาวรีย์ชัยฯ พอดี ยืนรอฝนตกนานมาก แล้วพอได้ยินคนบอกว่ามีรถมุ่งหน้าไปอ้อมน้อยและไปสายใต้ใหม่ (แถวบ้านผม) ก็เลยตัดสินใจนั่งรถตู้ตากแอร์ไปเรื่อยๆ ไปลงแถวตั้งฮั้งเซ็งแล้วค่อยต่อแท็กซี่ดีกว่า เพราะแถวนี้ รถติดมากๆ และไม่มีแท็กซี่เลยจริงๆ 

พอขึ้นไปนั่งบนรถ ผมเลือกนั่งด้านหน้า เพราะต้องการจะลงก่อนคนอื่นๆ ซึ่งระหว่างนั้นก็ทวิต อะไรไปเรื่อยๆ ผมเองไม่ค่อยได้มีโอกาสขึ้นรถตู้เท่าไร แต่รู้สึกว่า บรรยกาศในรถตู้มันช่าง เงียบและวังเวงจริงๆ ถึงแม้จะมีคนอยู่เต็มรถก็ตาม และใจผมก็นึกไปถึง "รายการทีวีเกมส์เผาขน" ที่มีเล่นอะไรแปลกๆ บนรถตู้ และก็คิดว่าคนอื่นๆ ในรถตู้คนเบื่อและเซ้งเช่นเดียวกัน ผมก็เลยคิดอะไรสนุกๆ ออกมา


6 เทคนิคเปลี่ยนคนในบริษัทให้เป็นสื่อ ผ่านโซเชี่ยลมีเดียเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารให้องค์กร

ทุกครั้งที่ผมได้มีโอกาสไปพูดให้ความรู้กับองค์กรต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องโซเชียลมีเดีย ผมมักจะเจอคำถามข้อแรกๆ ที่พนักงานในองค์กรนั้นๆ พูดและบอกผมคือ "บริษัทเราบล๊อคไม่ให้พนักงานใช้โซเชี่ยลมีเดีย เช่น Facebook, Twitter" และก็ได้มีโอกาสคุยกับหัวหน้าของพนักงานเหล่านั้น ส่วนใหญ่เค้าก็จะบอกว่า "ต้องบล๊อคเอาไว้ ไม่อย่างนั้น ก็ไม่ทำงานกันพอดี มัวแต่เล่นเกมส์กันทั้งวัน"  ซึ่งตอนนี้หลายๆ องค์กรเริ่มมีการนำโซเชี่ยลมีเดียมาใช้เป็นอีกช่องทางในการสื่อสารขององค์กร บ้างก็ทำได้ดี บ้างก็เพิ่งจะเริ่มต้น  และหลายๆ แต่มันจะดีไหมครับ หากเราสามารถดึงให้คนในองค์กรเข้ามามีส่วนร่วม กับการสื่อสารขององค์กรผ่าน โซเชี่ยลมีเดียของเค้า เพราะมันจะป็นช่องทางทีมีประสิทธิภาพมากกว่าองค์กรสื่อสารออกไปเอง เราดูกันครับว่าเราจะทำยังไง ถึงทำให้คนทั้งองค์กร มีส่วนร่วมกับการสือสารผ่านช่องทางนี้

รู้จักการขายสินค้าผ่านโซเชี่ยลคอมเมิรซ์ (Social Commerce) - Social Commerce คืออะไร?

วันที่ 28 ธค 2010 ที่ผ่านมาผมได้ลองจัดงานสัมมนาง่ายๆ กันเองๆ เป็นงานไว้ "ปล่อยของ" และความรู้ที่ได้ศึกษามา ในชื่องาน Marketing Byte Forum โดยหัวข้อที่ผมยกมาพูดคือ "Social Commerce" หรือ การค้าบนโซเชียลมีเดีย Social Commerce คือ "การขายสินค้าโดยอาศัยมวลขนและสังคมเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความยากและการซื้อเกิดขึ้น ผ่านเทคโนโลยีของโซเชียลเน็ตเวิรก์ (Social Network)" ที่ทำให้คนสามารถสื่อสารกับเพื่อนๆ และคนรอบข้างของตัวเองได้ง่ายมากขึ้น มันได้สร้างรูปแบบการปฏิสัมพันธ์ (Engagement) รูปแบบใหม่ ที่ทำให้เกิดการโน้มน้าว ชักชวน คนจำนวนมากได้ง่ายๆ ผ่านบริการอย่าง Facebook หรือ Twitter รวมถึงการเกิดโมเดลธุรกิจรูปแบบใหม่อย่าง "การค้าทางสังคม (Social Commerce)" ทีมีรูปแบบโมเดลทางธุรกิจอย่าง "ร่วมกันซื้อ (Group Buying)"

ตัวอย่างๆ Social Commerce คือ เว็บไซต์  Groupon.com เว็บไซต์ที่มีส่วนลดร้านค้าต่างๆ ในราคาพิเศษ ที่กระตุ้นให้คนที่ซื้อส่วนลดนี้ ชักชวน หรือบอกต่อเพื่อนๆ ผ่านทางโซเชี่ยลเน็ตเวิรก์ เพื่อให้ได้ส่วนลดและราคาพิเศษ โดยโมเดลธุรกิจแบบนี้ทำให้ร้านอาหารหรือร้านค้าบางร้านสามารถได้ลูกค้านับพันๆ คนเพียงใช้เวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง ทำให้ร้านค้าต่าง พอใจในการนำธุรกิจไปโปรโมทผ่านเว็บไซต์ Groupon และทาง Groupon เองก็ได้ส่วนแบ่งรายได้ เป็นจำนวนที่สูงมากเลยทีเดียว 

ผมคงไม่เขียนอธิบายมาก (หากมีเวลาจะมาเขียนอธิบายครับ) แต่น้อง @icez ได้ถ่ายทอดสดงานวันนั้นเอาไว้ครับ และสามารถดูสิ่งที่ผมพูดในวันนั้นได้ครับ รวมถึง Slide ที่ผมพูดในวันนั้นครับ 

 

 

What's Social Commerce
ขอบคุณทุกคนที่มาร่วมงานวันนี้นะครับ (ชาวทวิตเตอร์ทั้งน้นเลยครับ)
 

อันดับคนไทยที่มีคนตาม (Follower) ทวิตเตอร์สูงสุด

 ลองมาดูคนไทยทีมี Follower เยอะๆ ผมเน้นคนที่เยอะมากเกินแสนละกันนะครับ ผมลองจัดอันดับดูง่ายๆ แต่อาจจะไม่ได้อัพเดทบ่อยๆ ลองดูตัวเลขข้างหลังเอาละกันนะครับ ใครเจอคนไหนเยอะกว่านี้ก็บอกมากันได้นะครับ ที่ http://twitter.com/pawoot

  Name User Follower
1 นิชคุณ 2PM @khunnie0624
2 วู๊ดดี้ @Woodytalk
3 นายก อภิสิทธิ์ @pm_abhisit
4 อดีตนายก ทักษิณ @thaksinlive
5 ท่าน ว.วชิรเมธี @vajiramedhi
6 คุณสุทธิชัย หยุ่น @suthichai
7 กาละแมร์ @kalamare
8 พอลล่า @paulataylor
9 เจ เจตริน @jjetrin
  .......  .....  .......
โหล่ ภาวุธ (ป้อม) @pawoot

 ดูอันดับทั้งจริงๆ ได้ที่ http://www.lab.in.th/thaitrend/rank-follower.php
(
อันนี้ผมทำเอาไว้ รอระบบจัดอันดับของ Thaitrend ขึ้น)

 

เจาะใจลูกค้าให้สุดซึ้ง...ด้วยเว็บบอร์ดผสานโซเชียลมีเดีย

 หลักในการทำการเว็บไซต์ให้ประสบความสำเร็จ ให้มีคนเข้ามาที่เว็บไซต์เราเยอะ จริงๆ แล้วจะประกอบไปด้วย 6C ด้วยกัน แต่ C ที่ผมจะเน้นมากๆ และเป็นพื้นฐานของความสำเร็จคือ 1. C-Content หรือ ข้อมูลต่างๆ ในเว็บไซต์ ซึ่งหากเว็บเรามีข้อมูลเยอะมากพอ ก็จะเป็นตัวที่ดึงดูดให้คนเข้ามาอ่านและเนื้อหาในเว็บไซต์ของเรา จนถึงกับมีบางคนบอกว่า "Content is The King" เลยทีเดียว แต่จริงๆ แล้วอีก C นึงที่สำคัญคือ 2. C-Community หรือสังคม วันนี้ผมมีตัวอย่างของการสร้างสังคมออนไลน์ จากเว็บบอร์ดและต่อยอดไปยัง Social Network ได้อย่างน่าสนใจเลยทีเดียว ลองมาดูกันครับ


หน้าเว็บของ MunkongGadget.com

ทางออกประเทศไทยง่ายๆ เมื่อ “เราเอง” คิดบวกบวก (Double Positive Thinking)

 คุณเชื่อไหม! ว่าการข้อความ หรือข้อมูล ที่คนอื่นๆ ส่งต่อๆ กันมาในอินเทอร์เน็ต หรือ Social Network บางครั้งมันสามารถสร้างความแตกแยก ให้กับคนในประเทศได้ โดยที่เราไม่รู้ตัวเลย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อแดง เสื้อเหลือง คนนั้น คนนู้น คนนี้เล่าว่า หรือภาพเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทุกอย่าง ล้วนเกิดผลลัพย์ ตามมาโดยที่เราไม่รู้ตัวว่า เรากำลังปลูกฝั่ง หรือรับข้อมูลเหล่านั้น ซึ่งมันจะทำให้เกิดความแตกแยกระหว่างคนไทยด้วยกันเองไปโดยไม่รู้ตัว เราจะแก้ปัญหานี้อย่างไร?

 

ในสถานะการณ์เช่นนี้ ประเทศไทยไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว นอกจากการที่จะให้คนในชาติกลับมาเป็นปึกแผ่น และ "เลิกมองว่าคนนู้นคือเสื้อแดง เสื้อเหลือง เสื้อหลากสี หรือเสื้อสีอะไรก็ตาม" เราต้องพูดคำว่าเราคือ "คนไทย" ด้วยกัน ซึ่งการแสดงออกง่าย คือการลด ละ เลิก การเขียน หรือส่งต่อข้อมูลที่จะทำให้เกิดความแตกแยกระหว่างเรากับคนอื่นๆ ในสังคมไทยด้วยกัน เพราะบางครั้ง คำพูดบางคำ หรือภาพบางภาพ มันทำให้เกิดความแตกแยก และรวมถึงการสร้าง มุมมองที่ดี มุมมองที่บวกให้กับตัวเอง และกับคนรอบข้าง นี้คือที่มาของการจะทำให้ประเทศไทย สามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้

 

ตอนนี้ก็มีการรวมตัวกันของกลุ่มคน ที่กำลังพลักดันในให้คนไทยมาร่วมกัน "คิดบวกบวก" โดยมีการเริ่มรณรงค์ให้คนไทยทุกคนเริ่มหันมา "พูด-คิด-ทำ แต่เรื่องบวกบวก" และรวมตัวกันโดยใช้ชื่อว่า "พรรคพลังบวก" ต้องบอกก่อนว่านี้ไม่ใช่พรรคการเมืองนะครับ แต่เป็นการรวมตัวของคนที่คิดเรื่องบวกบวก โดยได้มีการสร้าง Facebook ขึ้นมาสำหรับคนที่สนใจจะเข้ามาร่วมสามารถเข้าร่วมได้ที่  http://www.facebook.com/PositiveParty และสามารถร่วมเข้าการคิดบวกบวกๆ ได้โดยการ เปลี่ยนภาพของคุณ หรืออาวาร์ต้า (Avartar) ในเว็บโซเชี่ยลเน็ตเวิรก์ของคุณ ให้มีเครื่องหมาย "บวก บวก" อยู่ในภาพของคุณ เพื่อเป็นการบอกกับตัวเองได้ และกับคนอื่นๆ ว่าเรามีแนวความคิด บวกบวก โดยคุณสามารถไปเข้าร่วมเปลี่ยนภาพของคุณได้ที่ http://bit.ly/thailand2plus และในการพูดหรือสื่อสาร คุณสามารถใส่แท็ก #Thailand++ เป็นการแจ้งให้คนอื่นทราบถึงว่า ข้อความนี้ เป็นข้อความที่ มีความเป็น "บวกบวก"

 

 

โดยหลังจากเปิดกลุ่มนี้ขึ้นมาไม่นาน ก็มีคนในโลกออนไลน์ทั้งใน Facebook และ Twitter ต่างเข้าร่วมโครงการนี้กันอย่างมาก โดยตอนนี้ มีคนเปลี่ยนภาพอาวาร์ต้าของตัวเอง มากกว่า 3 พันคน และ มีผู้เข้าร่วมผ่าน Facebook เกือบ 900 คนแล้วภายในระยะเวลาไม่ถึง 2 วัน ถือว่าเป็นการเติบโตที่รวดเร็วมากๆ ในโลกออนไลน์ นี้คือรูปแบบของการเคลื่อนไหว และการสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ในโลกของ Social Network ที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วมากๆ 

 

หากคุณได้มีโอกาสเข้ามาอยู่ในโลกของโซเชี่ยลเน็ตเวิรก์แล้ว ไม่ว่าจะเป็น Facebook หรือ Twitter แล้ว ผมจึงอยากเชิญชวนคุณ (นั้นแหละ) เข้ามาร่วมในโครงการดีๆ แบบนี้ และเริ่มต้นการสื่อสารในโลกของโซเชี่ยลเน็ตเวิรก์ ที่คุณใช้อยู่ในปัจจุบันอย่างสร้างสรรค์ "คิดบวกบวก" สร้างความเป็น "คนไทย" ร่วมกันผ่านสังคมออนไลน์ที่มีศักยภาพและสามารถเข้าถึงคนไทยได้เป็นจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น การเริ่มต้น การคิดบวกบวก มันเริ่มง่ายๆ จากตัวคุณเอง เอาละเรามาเริ่มต้นกันดีกว่าครับ.! 

 

Twitter อาวุธของนักข่าวสายพันธุ์ใหม่

เหตุการณ์เมษาเลือดที่ผ่านมา แทบจะบอกได้เลยว่า เป็นเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของวงการข่าวเมืองไทยเลยทีเดียว เพราะการรับรู้ข่าวสารจาก "สื่อเดิม" ดูจะเป็นช่องทางที่ "ช้าและไม่ทันใจ" ของกลุ่มคนที่รับข่าวสาร และในขณะเดียวกันก็กลายเป็นช่องทางใหม่ของ "สื่อและนักข่าว" ที่ใช้เป็นช่องทางการสื่อสาร "ทางตรง" ไปยังกลุ่มคนรับสื่อได้ทันที ผ่านทาง "สื่อใหม่ (New Media) อย่าง Social Network" โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริการอย่าง ทวิตเตอร์ (Twitter) ต้องถือว่าเป็นช่องทางที่ร้อนแรง และมีข้อมูลหลั่งไหลเข้ามา แบบวินาที ต่อวินาทีเลยทีเดียว

จากเหตุการณ์ในคืนวันเกิดเหตุการปะทะกันของ กลุ่ม นปช. และ เจ้าหน้าที่ทหาร หากเป็นเมื่อก่อน เราคงจะต้องรอนักข่าวถ่ายทอด หรือส่งข่าวเข้ามาในรายการข่าวทางทีวีหรือวิทยุ โดยส่วนใหญ่จะเป็นการสื่อสารทาง "เสียง" หรือ "ภาพ" ซะส่วนใหญ่ และการออกแต่ละครั้งก็ต้องรอ "จังหวะและโอกาสของรายการทีวี หรือวิทยุในช่วงนั้นๆ ด้วย" ซึ่งด้วยเหตุผลเหล่านี้ทำให้ ข่าวกว่าจะมาถึงผู้รับก็ดูจะช้าและใช้เวลาเลยทีเดียว

Syndicate content (C01 _th3me_)