รายการงานการใช้ Social Network ของบริษัท Top 100 Fortune จากทั่วโลก

ล่าสุดทาง Burson-Marsteller  ได้ออกรายงานผลสำรวจของ Top 100 ของบริษัที่ติดอันดับในนิตยสาร Fortune ในปี 2010 เกี่ยวกับการใช้ Social Network ขององค์กรต่างๆ ชื่อว่า "Global Social Media Check Up" โดยสำรวจดูว่า องค์ใหญ่ๆ ระดับโลกมีการใช้ Social Network หลักๆ 4 ตัวได้แก่  Facebook, Twitter, Youtube, และ Corporate Blog กันมากน้อยแค่ไหน ซึ่งดูจาก Report แล้วประเทศจาก Asia-Pacific ก็ไม่น้อยหน้าในโซนอื่นๆ นะครับ  แต่ถ้าดูภาพรวมแล้ว องค์กร บริษัทต่างๆ นิยมใช้ Twitter กันมากสุด รองลงมา Facebook Fan Page, Youtube และ Blog ขององค์กรตัวเอง  
 

ดู slide ทั้งหมได้ที่นี่ Burson Marsteller 2010 Global Social Media Check Up Report

 
ขอบคุณพี่ @mikavon  สำหรับข้อมูลนะครับ
 

ไปออกรายการช่างคุย (Changkui.com) คุยเรื่องอนาคตของวงการเว็บไซต์ไทย เป็น Podcast

ผมได้เจอกับพี่ภาสกร เจ้าของเว็บช่างคุย (www.Changkui.com) ที่ร้านกาแฟ วาวี #wawee ที่พบปะของชาว twitter มาหลายๆ ครั้งแล้ว และวันนึงผมก็เขียนบทความเรื่อง "วิเคราะห์อุตสาหกรรมเว็บไซต์ไทยปี 2009 แบบไม่เกรงใจใคร" ขึ้นมา ซึ่งหลังจากนั้นพี่ภาสกรก็ติดต่อเข้ามา อยากคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้ครับ ลองมาผมกับพี่เค้าคุยเรื่องนี้กันดีกว่าครับ ว่าหากเรามองดูวิเคราะห์อุตสหกรรมเว็บไซต์ไทยของเรา มันเป็นอย่างไร และคนทีทำงานด้านอุตสาหกรรมอินเทอร์เน็ตและเว็บไซต์ควรทำอย่างไรครับ…

>> ฟังกันได้ที่นี่ครับ  
(หากมี ipod หรือ iphone จะยัดลงไปฟังตอนเดินทางในรูปแบบ podcast ก็ได้นะครับ)

เปิดโลกการค้าอนาคต “รู้ตำแหน่งและผสานโลกเสมือน” กับ TARAD.com (Location + Augmented Reality E-Commerce)

เมื่อเราก้าวเข้าสู่ยุคของ social network และยุคที่เทคโนโลยีสามารถระบุตำแหน่งของเราได้ไม่ยาก จากเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ หรือเทคโนโลยีรูปแบบใหม่ ทำให้เมื่อการรู้ตำแหน่งของคุณ ณ.ขณะนั้นมาผนวกเข้ากับเว็บไซต์ ทำให้การให้บริการของเว็บไซต์ ซึ่งจากเดิมจะเป็นบริการที่ให้แบบโดยรวมๆ ทั่วๆ ไป เปลี่ยนมาสามารถนำเสนอ ข้อมูลสินค้าและข้อมูลได้แม่นยำมากขึ้น โดยใช้ตำแหน่งพื้นที่ของคนที่เข้ามา เป็นตัวเลือกข้อมูลมานำเสนอให้เหมาะสมกับคนๆ นั้นได้

 

ล่าสุด TARAD.com ได้พัฒนาระบบ "ค้นหาสินค้าอัจฉริยะ (Product Search Engine)" ที่ http://search.tarad.com ทึ่สามารถค้นหาสินค้าที่คุณต้องการได้ จากแหล่งข้อมูลสินค้านับล้านๆ รายการ โดยล่าสุดระบบค้นหาสินค้านี้ได้มีการ นำระบบการระบุตำแหน่งของคุณเข้าไปเชื่อมโยงกับผลลัพย์ของการค้นหาสินค้า ทำให้ผลลัพย์สินค้าที่ได้มีความแม่นยำ และเป็นสินค้าที่อยู่ใกล้กับผู้ที่ค้นหา ณ. ขณะนั้นได้ทันที

 

รู้ตำแหน่ง (Location) ผู้ใช้แล้วดียังไง?

วิธีการทำงานง่ายๆ ของระบบนี้คือ เช่น ผมอยู่แถว ตลิ่งชั่น ผมค้นหาโทรศัพท์ "iphone" เมื่อผมค้นหา ระบบของ http://search.tarad.com ก็จะทำการค้นหา iphone ที่อยู่ใกล้ๆ ตำแหน่งผมมานำเสนอได้ทันที ทำให้ผมสามารถเลือกซื้อ iphone ได้กับ ร้านค้าที่ขายอยู่ใกล้ๆ ซึ่งจะทำให้ผมสามารถซื้อสินค้าได้สะดวกขึ้น และง่ายมากขึ้น ในด้านการเดินทาง และรู้ตำแหน่งของผู้ขายอีกด้วย นี้คือข้อดีของการใช้ตำแหน่ง (Location) มาช่วยทำให้การขายสินค้า (E-Commerce) เป็นเรื่องที่ง่ายและสะดวกมากขึ้น

 

ทำอย่างไร เรารู้ข้อมูล?

เนื่องจากสินค้าที่มาค้าขายส่วนใหญ่ ผู้ขายบางคนจะมีการระบุตำแหน่งของร้านค้าของตัวเองเอาไว้ เพื่อให้ผู้ซื้อสามารถมาหา และรู้จักร้านค้าได้ง่าย เมื่อเราเอาตำแหน่งของผู้ขายสินค้า มาผนวก (Mashup) กับเทคโนโลยีของ Google Map และ ตำแหน่งของผู้ใช้เว็บไซต์ ณ.ขณะนั้น ก็จะทำให้การทำงานของ "การค้าขายตอบสนองตำแหน่งผู้ซื้อ" Location Base E-Commerce เป็นเรื่องที่เป็นไปได้

 

 

มองเห็นสินค้าออนไลน์ ในโลกเสมือนจริง ด้วย Augmented Reality E-Commerce

    หากคุณเคยอ่าน การ์ตูน Dragon Ball คุณอาจจะเคยเห็น ดราก้อนเรดาห์ ที่เอาไว้ค้นหาลูกดราก้อนบอล  โดยจะเป็นเรดาห์ ที่สามารถค้นหาและบอกตำแหน่งของๆได้ ซึ่งตอนนี้เทคโนโลยีนี้ เกิดขึ้นจริงๆ แล้วโดยทางทีมงาน TARAD.com ได้นำเทคโนโลยี Augmented Reality (อ่านว่า อ๊อกเมนเต็ด เรียลลิตี้ หรือ AR) มันคือการผสมผสานระหว่างโลกจริงๆ กับโลกเสมือน โดยเมื่อเทคโนโลยีนี้ มาผนวกกับ การค้าออนไลน์ หรือ E-Commerce ทำให้เกิดรูปแบบของการค้ารูปแบบใหม่ ที่ผมเรียกว่า "การค้าขายผสานโลกเสมือนจริง (Augmented Reality E-Commerce)"  ที่จะทำให้ผู้ซื้อ สามารถค้นหาสินค้าที่ตัวเองต้องการ โดยสามารถรู้ตำแหน่งของสินค้าว่าอยู่ที่ไหน? ทิศทางไหน  และอยู่ไกลเท่าไร จากตำแหน่งที่เค้าอยู่ โดยเพียงแค่มองผ่านโทรศัพท์มือถือ ที่ลงโปรแกรม ลายาร์ (Layar)

(Layar คือโปรแกรมบราวเซอร์รูปแบบใหม่ ที่มีผสมผสานเทคโนโลยี Augmented Reality เข้าไปอย่างเต็มรูปแบบ ทำให้เราสามารถมองเห็น การผสมผสานของโลกแห่งความจริงๆ กับโลกออนไลน์เสมือนจริงเข้าด้วยกันอย่างน่าตกใจ สามารถดาวน์โหลดโปรแกรมนี้ในโทรศัพท์ระบบ Andriod หรือ iphone ดูเพิ่มเติมได้ที่ www.Layar.com )
 

วิธีการเข้าสู่โลกการค้าแบบใหม่

เพียงคุณลงโปรแกรม Layar ในโทรศัพท์มือถือ Andriod (Download ฟรีได้จาก Android Market) หรือ iphone  (Download ฟรีได้จาก AppStore) คุณเลือกที่แถบเมนู "Local" หรือ จะค้นหา (Search) โดยใช้คำว่า TARAD เพียงเท่านี้ ระบบ "Product AR Search by TARAD.com" ก็จะแสดงออกมาให้คุณเห็น


หน้าจอตอนเปิดโปรแกรม layar ขึ้นมา

หน้าจอตอนเลือกโมดูล การใช้งานของ TARAD.com ในส่วนของ Local

หน้าจอเลือก Module การใช้งานในส่วนของการค้นหา
 

เมื่อกดเข้าสู่ระบบ "Product AR Search by TARAD.com"  คุณก็จะหน้าจอ "Filter Settings" ที่หน้านี้คุณสามารถ เลือกได้ว่า "คุณจะค้นหาสินค้าอะไร?" เลือกขอบเขตของการค้นหา จากตำแหน่งของคุณตอนนี้ว่าจะค้นหาไกลออกไปกี่กิโลเมตร โดยค้นหาได้ไกลสูงสุด 10 กิโลเมตร และนอกจากนี้คุณยังสามารถเลือกหมวดหมู่ของสินค้าที่คุณต้องการเลือกได้อีกด้วย ว่าคุณจะค้นหาในหมวดไหน เพื่อผลลัพย์ที่ออกมาได้แม่นยำมากขึ้น และก็กด Apply


หน้าจอตอนที่คูณเลือกว่าจะค้นหาสินค้าอะไร? อาณาเขตกว้างไกลเท่าไร? และ หมวดหมู่สินค้าอะไร?
 

หลังจากนั้น ระบบก็จะทำการ "ค้นหาสินค้าที่คุณได้ทำการเลือกเอาไว้ ในขอบเขตๆ รอบๆตัวตัวของคุณ" ว่ามีสินค้าอะไรบ้าง ที่อยู่รอบตัวคุณตอนนี้ อย่างเช่นผมค้นหา "ipod"  จากผลลัพย์ จะเห็นว่า ด้านมุมขวาด้านบนของหน้าจอในโทรศัพท์จะมีเรดาห์ขึ้นมา และจุดๆ ที่เราเห็นคือตำแหน่งของ ipod ที่อยู่ในทิศทางนั้น ซึ่งเมื่อเราหมุดโทรศัพท์ไปในทิศทางที่จุดนั้นอยู่ ภาพก็จะเปลี่ยนไปตามตำแหน่งที่เราเลื่อนกล้องของโทรศัพท์ไป


หน้าแสดงข้อมูลสินค้าที่ค้นหาออกมา จุดสีขาวๆ กลางจอคือตำแหน่งของสินค้า และมุมขวาบน คือเรดาห์ของตำแหน่งของสินค้าที่ค้นหาเจอ
 

และเมื่อกดที่ปุ่มสีขาว หรือข้อมุลด้านล่าง ระบบก็จะแสดงข้อมูลของสินค้าชิ้นนั้นออกมา พร้อมตำแหน่งของสินค้าชิ้นนั้น และยังสามารถเลือกได้ว่ากดเพื่อไปดู


เมื่อกดดูข้อมุลสินค้า จะมีรายละเอียดที่เราสามารถดูเพิ่มเติมได้

 

  • ข้อมูลของเว็บไซต์ร้านค้าร้านค้า  (Link to Shop) จะเปิดไปที่หน้าเว็บของร้านค้าๆน้ัน
  • ข้อมูลของเว็บไซต์หน้าสินค้าชิ้นนั้นที่คุณค้น (Link to Product) จะเปิดไปที่หน้าของสินค้าชิ้นน้ันๆ
  • พาฉันไปที่ตำแหน่งสินค้านี้หน่อย (Take me there) ระบบจะพาคำนวนเส้นทางของคุณในปัจจุบัน และคำนวนหาวิธีการเดินไปหาสินค้าชิ้นนั้นๆ ให้

การให้ระบบพาฉันไปที่ตำแหน่งสินค้านี้หน่อย (Take me there)

ข้อมูลของเว็บไซต์หน้าสินค้าชิ้นนั้นที่คุณค้น (Link to Product)

มีหลายวิธีการดูตำแหน่งสินค้า
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

  1. ดูผ่านกล้องของโทรศัพท์ (Augment Reality)
    วิธีนี้จะดูผ่านกล้องขอโทรศัพท์ ซึ่งคุณอยากรู้ว่าตำแหน่งสินค้าอยู่ที่ไหน คุณก็แค่เอากล้องในโทรศัพท์กวาดไปในทิศทางที่สินค้าอยู่
2. ดูแบบแผนที่ (Map)
คุณสามารถรู้ตำแหน่งของสินค้าที่ อยู่รอบๆ ตัวคุณจากแผนที่
3. ดูเป็นรายการ (list)
เป็นการแสดงรายการสินค้าเป็น รายการๆ ลงมา


 


ทั้งหมดนี้เป็นการผสมผสานของเทคโนโลยีสมัยใหม่ เข้ากับเทคโนโลยีทางการค้าในโลกออนไลน์ หรือ E-Commerce เข้ามาบรรจบกัน ซึ่งส่วนตัวผมมองว่าเทคโนโลยี Augmented หรือ Location เป็นเทคโนโลยีที่สามารถพัฒนาได้แล้วไม่ยาก ซึ่งทีมงานของ TARAD.com ได้พัฒนาออกมาให้เห็นกันแล้ว นี้คือ บริการแรก Location + Augmented Reality E-Commerce อันแรกของเมืองไทยเลยในตอนนี้ สำหรับผมนี้คือแค่ตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น ผมเชื่อว่าคนไทยหลายๆ น่าจะเห็นตัวอย่างจริงๆ กันแล้ว แล้วทีก็ต้องตาคุณแล้วละครับ ว่าคุณจะนำเทคโนโลยี Location หรือ Augemented มาใช้กับธุรกิจหรืองานของคุณยังไงได้บ้าง?

ปล.
– ขอบคุณคุณ @thangman22 @ifew ที่เป็นส่วนหนึ่งในการพลักดันให้เทคโนโลยีเกิดขึ้นได้จริงๆ
– ขอบคุณณัฐวัชร์ ผู้บริหาร HTC ประเทศไทย ที่สนับสนุน การพัฒนา Android ของไทย
– ขอบคุณงานจิบกาแฟคนทำเว็บ (Webpresso) ตอน "Location-based service ต่อยอดความคิดสู่เว็บยุคใหม่" ที่ทำให้ผมและทีมงานเราได้ไอเดียดีๆ จากงานนี้
 

เทคนิคสำหรับมือใหม่นำ Social Network ไปใช้กับธุรกิจ

  ในปัจจุบันโซเชียลเน็ตเวิรก์ อย่างเช่น Facebook, Twitter เริ่มค่อยๆ เข้ามาบทบาทกับสังคมและธุรกิจมากขึ้นเรื่อยๆ เจ้าของธุรกิจ หรือนักธุรกิจหลายๆ เริ่มนั่งงงๆ อยู่ว่ามันจะเอามาใช้กับงานหรือธุรกิจเราได้ยังไง? หรือหลายคนหนักกว่านั้น ยังไม่รู้จัก? หรือยังไม่เคยใช้พวกนี้เลย ซึ่งแน่นอนหลายๆ คงต้องถามว่า "ใช้แล้วผมหรือธุรกิจได้อะไร จาก Social Network?" แหม.! เป็นคำถามที่ดีมากเลยครับ ที่ผมเชื่อว่าเป็นคำถามยอดฮิตของคนทำธุรกิจในตอนนี้ งั้นเรามาดูกัน

 

Social Network คืออะไรงะ? (เห็นคนพูดกันมานานแล้ว งง วุ้ย.!)

        หลายๆคนคงรู้จัก Social Network เว็บไซต์กันอยู่แล้ว แต่ถ้าจะให้คำอธิบายง่ายๆ สั้นๆ ของ Social Network มันก็คือ เว็บไซต์หรือบริการทางอินเทอร์เน็ตที่ทำให้คุณสามารถเชื่อมต่อ หรือติดต่อพูดคุย (Communicate) กับเพื่อนเก่าๆ สมัยมัธยม, มหาวิทยาลัย หรือที่ทำงานเก่าๆ ได้ง่ายๆ และยังสามารถหาเพื่อนใหม่ๆ ได้อีกด้วย นอกจากนี้ คุณยังสามารถ เล่นเกมส์ (Games) หรือ ทำอะไรหลายๆ ที่คุณไม่เคยทำมาก่อนได้ เช่น ขโมยผักเพื่อน, เลี้ยงสัตว์กับเพื่อนๆ ของคุณได้ โดยกิจกรรมที่ทำ ทั้งหมดล้วนอยู่บนพื้นฐานของการ "ติดต่อสื่อสารกับเพื่อนของคุณเท่านั้น" หากจะยกตัวอย่าง Social Network มีหลายแห่งที่ดังๆ เช่น Linkedin.com หรือ Myspace.com แต่ตัวที่ดังๆ จริงๆ ในเมืองไทยตอนนี้หลักๆ คงได้แก่ Facebook.com และ Twitter.com ส่วนตัวอื่นๆ ก็เริ่มๆ เอาท์ๆ กันไปแล้วอย่างเช่น hi5.com เป็นต้น 

 

เออ… แล้ว Social Network มันมาช่วยอะไรธุรกิจเราได้บ้าง(วะ)?

     อ่านๆ ดูแล้วมันเป็นการเชื่อมโยงระหว่างเพื่อนกับเพื่อนหรือคนกับคน แล้วธุรกิจหรือการค้าจะเอาไปใช้อะไรได้บ้าง ตอนนี้นักการตลาดยุคใหม่ "เริ่มเปลี่ยนวิธีการสื่อสารกับลูกค้าตรงๆ เริ่มเปลี่ยนมาเป็นสื่อสารให้คนอื่นพูดถึงสินค้าแทน ในช่องทางโซเชี่ยลเน็ตเวิรก์แล้ว เพราะได้ผลมากกว่าการโฆษณาตรงๆ" ผมยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น "ระหว่างมีร้านมาโฆษณาบอกว่า โดนัทร้านเค้าอร่อย กับ เพื่อนสนิทของคุณบอกว่า โดนัทร้านนี้อร่อย คุณจะเชื่อใครมากกว่ากัน.!" แน่นอนครับ แทบทุกคนต้องบอกว่า "เชื่อเพื่อนบอกมากกว่าโฆษณาบอก" นี้คือหลักการง่ายของการตลาดผ่าน Social Network คือ "ให้คนอื่นพูดถึงสินค้าหรือบริการของคุณแทนคุณบอกเอง" แต่ต้องบอกในทางที่ดีนะครับ

 

วิธีการง่ายๆ ทำให้องค์กรคุณเป็นองค์กร Social Network

  1. สร้างตัวตนขององค์กรคุณใน Social Network 
    วิธีการนี้ง่ายมากๆ เพียงแค่เข้าไปสมัครใน Social Network แต่ละแห่งแล้วเริ่มนำข้อมูลสินค้า หรือบริการบอกให้ข้อมูลผ่านทางช่องทางนี้ แต่ต้องใช้ทักษะการบอกผ่านในช่องทางนี้ อย่างแยบยล และ "ควรจะสื่อสารสิ่งที่ลูกค้าอยากฟัง" ไม่ใช่เอาแต่พูดแต่เรื่องของสินค้าของคุณ "ควรจะพูดในมุมว่าสินค้าหรือบริการของคุณจะไปช่วยทำให้ชีวิตเค้าดีขึ้นอย่างไรได้" เช่นผมขาย "ไดร์เป่าผม แทนที่จะบอกว่าผมขายไดร์เป่าผม ก็เปลี่ยนวิธีสื่อสารใหม่ เช่น "เพิ่มความสวยให้แต่วันทำงาน ด้วยไดร์เป่าผมของคุณ" สิ่งที่คุณพูดออกไปก็จะมีคนใจมากกว่า



     

  2. หาคนรับผิดชอบให้ชัดเจน
    การระบุคนหรือทีมที่ชัดเจนในการดูแล Social Network ขององค์กรก็จะเป็นสิ่งที่ดี เพราะจะสามารถโฟกัสในสิ่งที่ทำได้ โดยส่วนใหญ่ หน่วยงานที่รับผิดชอบด้านนี้ คือฝ่ายการตลาด เพราะสามารถใช้เป็นอีกช่องทางนึงในการสื่อสารได้อย่างเต็มที่พร้อมๆ บางองค์กรผู้บริหารระดับสูงก็เข้ามาใช้ Social Network นี้เอง อย่างเช่น คุณพาที สารสิน CEO ของนกแอร์ (http://twitter.com/patee122) เฮียฮ้อของ RS (http://twitter.com/HereHorRS) หาก CEO หรือผู้บริหารคนไหนสนใจจะเริ่มต้นทำ Social Network ลองอ่านที่ "6 เหตุผลที่ผู้บริหารควรเอาตัวเองเข้าไปกระแทก Social Network" หรือหากองค์กรของคุณไม่มีคนรับผิดชอบ ก็สามารถอาจจะให้บริษัทมืออาชีพที่ทำงานด้านนี้มาช่วยดูแลแทนก็ได้ 



     

  3. ให้คนในองค์กรมีส่วนร่วมในการสร้าง Social Network
    ผมเชื่อว่าในองค์กรของคุณ อาจจะมีคนอยู่หลายคนเลยทีเดียวที่ใช้ Social Network อย่างเช่น Facebook หรือ Twitter แต่ส่วนใหญ่เราจะพบว่าคนส่วนใหญ่ที่ใช้ "มักใช้ในเรื่องส่วนตัว" แต่หากเราสามารถปรับและกระตุ้นให้คนในองค์กร มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ Social Network มาเพิ่มศักยภาพของแบรนด์หรือสินค้าขององค์กร ให้ผ่านไปยังเครือข่าย Social Network ของเพื่อนๆ เค้าออกไป ยกตัวอย่างง่ายๆ หากองค์กรคุณมีคน 20 คนที่ใช้ Social Network แต่ละคนมีเพื่อนอยู่ใน Network 100 คน และใน 100 คนก็บอกต่อไปหาเพื่อนอีก 100 คน ลองคิดดูง่ายๆ ว่า "หากทั้ง 20 คนในองค์กร ช่วยกันพูดถึง สินค้าและบริการของคุณออกไป วันละ 1 ครั้ง เราจะมีคนเห็นสินค้าหรือบริการของคุณผ่านออกไปมากถึง 2 แสนคน/วันเลยทีเดียว" และที่สำคัญข้อความเหล่านี้ จะน่าเชื่อถือมากกว่าข้อความปกติ เพราะถูกส่งผ่านไปยังในรูปแบบ "เพื่อนบอกเพื่อน"

 

ทั้งหมดนี้่เป็นเพียงขั้นตอนง่ายๆ ที่องค์กรของคุณ สามารถปรับตัวเองเข้าสู่โลกของ Social Network ได้ไม่ยากครับ อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ก็อย่าปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไป รีบสมัครเลยครับ ลองมาหาวิธีการนำ Social Network มาใช้ให้เกิดมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ให้กับองค์กรของคุณดีกว่า จะปล่อยให้พนักงานหรือคนในองค์กรของคุณปลูกผักหรือเปิดร้านขายอาหารไปวัน ๆใน Facebook ไปทำไม อ่านจบแล้วก็คิดวิธีการทำได้เลย… จะรออะไรอยู่ละ.!

 

 







6 เหตุผลที่ผู้บริหารควรเอาตัวเองเข้าไปกระแทก Social Network

** บทความนี้เหมาะสำหรับมือใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บริหารที่ไม่รู้ค่อยรู้เรื่อง Internet และหากคุณเป็นลูกน้องต้องการอัพเดทกบาลหัวหน้าหรือผู้บริหารของคุณ ลอง Print หน้านี้ออกไปวางไว้บนโต๊ะให้เค้าอ่านสิครับ

 

อย่างที่ผมเคยเล่าให้ฟังถึง "เทคนิคสำหรับมือใหม่นำ Social Network ไปใช้กับธุรกิจ" ตอนนี้ก็เริ่มมีหลายๆ องค์กรเริ่มนำ Social Network เข้ามาใช้ในธุรกิจ หลายแห่งก็ยังไม่ได้ทำ แต่สำหรับผู้บริหารหรือหัวหน้าที่ยังไม่ได้เอาตัวเองเข้าไปใช้ Social Network หรือผมเรียกว่า "เอาตัวเองเข้าไปกระแทก" นั้น มาดูกันว่า ทำไมคุณถึงไม่ควรพลาดการใช้ Social Network ซึ่ง Social Network ในที่นี้ผมขอเน้นไปที่ Facebook.com และ Twitter.com นะครับ

 

1. ใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารรูปแบบใหม่ ที่เร็วและ แร๊ง..งง 

ด้วยรูปแบบของการใช้ Social Network ที่ผู้บริหารสามารถควบคุมและดูแลได้ด้วยตัวเอง ทำให้สามารถส่งข้อความ ที่ตัวเองต้องการส่งได้เมื่อไรก็ได้ เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของเราได้ทันที และยังสามารถสื่อสารออกไปในวงกว้างได้อีกด้วย จึงถือว่าเป็นเครื่องมือที่มีศักยภาพมากในยุคของสื่ออินเทอร์เน็ตเช่นนี้

 

2. แนบชิดกับลูกค้า และคนในองค์กร

ผู้บริหารสามารถความเป็นกันเองกับ ลูกค้า หรือคนในองค์กรของคุณ ด้วยการใช้ Social Network โดยไม่จำเป็นต้องส่งเฉพาะเรื่องงานเข้าไปเท่านั้น การส่งเรื่องส่วนตัว หรือกิจกรรมต่างๆ ของตนในแต่ละวัน ก็จะทำให้ผู้รับข้อมูลรู้สึกเป็นกันเอง และรู้สึกใกล้ชิดกับผู้บริหารมากขึ้น ทำให้เกิดความสัมพันธ์อีกรูปแบบหนึ่งระหว่างคุณกับลูกค้าหรือแม้แต่กับคนในองค์กรของคุณ และนอกจากนี้ ยังเป็นเครื่องมือทำให้คุณรู้ว่า คนในองค์กรของคุณตอนนี้เค้าคิดหรือทำอะไรอยู่บ้าง ทำให้คุณสามารถเข้าใจคนในองค์กรของคุณได้ดีมากขึ้น นอกเหนือจากมุมมองด้านการงานเพียงอย่างเดียว 

 

3. ลดการนินทาว่าร้ายจากคนในองค์กร

เมื่อคุณอยู่ในโลก Social Network เดียวกับคนในองค์กรของคุณ และทำให้คนในองค์กรคุณที่รู้ว่าคุณอยู่ในนี้เช่นเดียวกันจะ "มีการระมัดระวังการพูดจาหรือกล่าวร้ายต่อองค์หรือตัวคุณได้" เพราะมีหลายๆ ครั้งที่คนในองค์กรมักจะเขียนอะไรที่ไม่ดีต่อองค์กรที่ตนทำงานอยู่ หรือ ผู้บริหารที่ได้ทำงานด้วย เพราะส่วนใหญ่มักคิดว่า เขียนไปแล้ว ผู้บริหารหรือองค์กรจะไม่มีทางมาเจอข้อมูลเหล่านี้ และบางครั้งมักเกิดจากอารมณ์ชั่ววูบ ซึ่งการที่คุณอยู่ใน Social Network เดียวกับเค้า จะช่วยลดเหตุการณ์แบบนี้ลงไปได้มากๆ เลยทีเดียว

 

4. สร้างภาพลักษณ์ที่ดีกับองค์กร

ตอนนี้หากผู้บริหารมีการใช้ Social Network เป็นช่องทางในการสื่อสารอีกวิธีหนึ่ง สื่อหรือสังคมก็จะเริ่มให้ความสนใจกับ การพัฒนาของผู้บริหารที่มีการนำเทคโนโลยีรูปแบบใหม่มาใช้กับการสื่อสาร ทำให้ภาพลักษณ์ของผู้บริหารและองค์กรมีความทันสมัย และภาพลักษณ์ที่ดีมากยิ่งขึ้น

 

5. ช่องทางกระจายองค์ความรู้

ผู้บริหารหลายๆ คนมักเป็นคนเก่ง แต่มักไม่มีโอกาสในการถ่ายทอดความรู้ หรือเทคนิคอะไรดีๆ ดังนั้นการมี Social Network จะทำให้ผู้บริหารสามารถใช้เป็นช่องทางในการ กระจายความรู้ที่ตัวเองแก่คนทั่วไป และคนในองค์กรได้อีกด้วย เพียงทิปเล็กๆ น้อยๆ ที่คุณสื่อสารออกมา อาจจะะเป็นความรู้สิ่งใหม่สำหรับคนอื่นๆ ได้อย่างมากเลยทีเดียว

 

6. สร้างความได้เปรียบในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยีใหม่ๆ

หลากครั้งที่ผู้บริหารมักไม่เข้าใจ เรื่องของ Internet และเทคโนโลยีใหม่ๆ การเอาตัวเองเข้ามาอยู่ในโลกของ Social Network จะทำให้คุณได้เปิดโอกาสการเรียนรู้สิ่งใหม่ ที่จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วผ่าน Social Network และ Internet  ซึ่งจะทำให้ผู้บริหารมีมุมมองที่กว้างไกลมากขึ้น เมื่อคุณสามารถเข้าใจเทคโนโลยี และรู้จัก รวมถึงการนำมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจของคุณได้

 

ทั้งหมดนี้สามารถทำได้ง่ายๆ เพียงแค่เข้าไปสมัครใช้บริการของ Social Network ต่างๆ อย่าง Facebook.com หรือ Twitter.com ส่วนตัวผมขอแนะนำ Twitter.com เพราะสามารถใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน และสามารถใช้ผ่านโทรศัพท์มือถือได้ทุกที่ ทุกเวลา สำหรับคนที่สนใจจะใช้ Twitter ลองอ่านที่นี่ครับ (http://www.pawoot.com/twitter) อ่านมาถึงตรงนี้ ก็อย่าลังเลครับ รีบเปิดแล้วเข้าไปสมัครเว็บ Twitter.com หรือ Facebook.com เลยครับ อย่าปล่อยให้โอกาสของการเปลี่ยนแปลงขององค์กรของคุณผ่านไปครับ….

หากมี twitter กันแล้ว ก็ add ผมมาได้เลยนะครับ http://www.twitter.com/pawoot 

 

วิเคราะห์ Foursquare และอนาคตในไทยต่อจากนี้

      เมื่อตำแหน่งของคุณ (Location) ถูกผสานเข้ากับ สังคมโครงข่ายออนไลน์ (Social Network) เรื่องปาฏิหาญบางอย่างก็เกิดขึ้น ครั้งแรกที่ผมรู้จักกับ Foursquare.com ก็พบว่ามันเป็นอีกก้าวของเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือ มันแทบไม่น่าเชื่อเลยว่า หลังจากจากที่ผมได้รู้จัก และได้เขียน Blog เกี่ยวกับ Foursquare ที่ www.pawoot.com/foursquare เพียงไม่นาน กระแสของ Foursquare ก็โด่งดังอย่างรวดเร็วมากๆ ตัวเลขของคนที่เข้ามาใช้บริการของ Foursquare ในเมืองไทย เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด ซึ่งปัจจุบันน่าจะมีคนใช้หลายพันคนแล้ว จากเพียงเวลาเพียงไม่นาน  และจำนวนของสถานที่ check-in ใน Foursquare ภายในประเทศก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมาก เพราะคนที่ใช้บริการในไทยหลายๆ คนเริ่มเพิ่ม สถานที่ใหม่ๆ เข้าไป และ check-in  สื่อหลายๆ สื่อให้ความสนใจกับ Foursquare เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นวิทยุ หนังสือพิมพ์ งานสัมมนา หรือแม้แต่หนังสือที่อยู่ในมือของคุณตอนนี้  ต้องยอมรับว่า กระแสของ Social Network รูปแบบใหม่ หากเข้ามาแล้วถูกหรือเข้ากับกลุ่มคนใช้กับคนที่ใช้ Social Network เดิมอยู่ ก็จะเติบโต ขึ้นอย่างอย่างจนน่าตกใจ โดยดูอย่าง Foursquare เป็นตัวอย่างได้


สิ่งทีน่าสนใจของ Foursquare.com ผมขอแบ่งออกเป็น 3 มุมมอง

1. มุมมองคนทั่วไป
ผมมีช่องทางใหม่ในการใช้บอกกับเพื่อนผ่านทาง Social Network ผ่าน Foursquare ได้ง่ายมากขึ้น เพราะ Foursquare สามารถเชื่อมโยงกับ Twitter และ Facebook ได้ง่าย อีกทั้งยัง มีระบบการเก็บคะแนน และยังสามารถสร้างความเป็นตัวตนได้ง่ายผ่าน Social Network ของ Foursquare

2. มุมของธุรกิจ
ธุรกิจออฟไลน์ ที่มีหน้าร้านค้า สามารถนำ Foursquare ไปใช้เป็นเครื่องมือสร้างความจงรักภักดี หรือสร้าวความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าได้ หรือบางแห่งนำไปใช้เป็นเป็นเครื่องมือสะสมแต้มได้ง่ายๆ และยังสามารถเช็กหรือติดตามว่าใครคือ ลูกค้าที่เป็นลูกค้าจริงๆ ของเรา

3. มุมนักพัฒนา
แนวทางการพัฒนาของ Foursquare ถือเป็นวิธีการที่น่าสนใจมากๆ โดยมีการนำ Social Network มาใช้ร่วมกับ Location ได้อย่างลงตัว โดยใช้วิธีการ เก็บคะแนน (Point) และการได้ป้าย (Badge) พิเศษ เป็นตัวกระตุ้นให้คนเข้ามาใช้บริการ รวมถึงยังมี ให้บริการหลายๆ Device Platform เช่น iphone, Android, Blackberry ซึ่งทำให้กลุ่มคนใช้สามารถเข้าถึงบริการของ Foursquare ได้ง่ายมากขึ้น และยังมีระบบ API ที่ทำให้เกิดการเชื่อมโยงของเว็บนี้ไปยังเว็บอื่นๆ ได้ง่ายมากขึ้น
ทั้งหมดนี้เป็นวิธีการคิดและการวางรูปแบบการให้บริการเว็บไซต์ที่แยบยลมากๆ ซึ่งทำให้เว็บ Foursquare สำเร็จได้ไม่ยากเลย ซึ่งวิธีการนี้ ผมอยากให้นักพัฒนา นำไปใช้และดูเป็นแนวทาง

อนาคตของ Foursquare ในไทย?
จุดที่น่าสนใจของ Foursquare คือการแข่งขันกับเพื่อนๆ ใน network ของเค้า ซึ่งตอนนี้เกิดขึ้นแล้วในเมืองไทย และคนไทยหลายๆ คนเริ่มแข่งขันในการเก็บคะแนน และการเป็นเจ้าถิ่น (Mayor) ในสถานที่ต่าง แต่ในมุมมองของ ธุรกิจที่จะเริ่มนำ Foursquare เข้าไปใช้ ตอนนี้อาจจะยังไม่เยอะ การที่ Foursquare จะเกิดได้ในเมืองไทยมีปัจจัยหลายอย่าง เช่น โทรศัพท์มือถือ Smart Phone ที่เติบโตมากขึ้น, การใช้อินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือ, ภาษาที่ส่วนใหญ่ยังเป็นภาษาอังกฤษ เป็นต้น นี้คือปัจจัยบางส่วนของ Foursquare ที่จะเติบโตได้ในเมืองไทยอย่างต่อเนื่องจากนี้ครับ จริงๆ มันสามารถประยุกต์ใช้ได้กับ Application หรือบริการอื่นๆ ได้ด้วยเช่นกัน จากมุมของผม

เทคนิคอื่นๆ เกี่ยวกับ FourSquare.com

ไม่น่าเชื่อว่า หลังจากที่ผมแนะนำ Foursquare.com ไปไม่นาน จะทำให้เกิดปรากฏการณ์ ที่คนไทยเริ่มเข้ามาใช้ Foursquare กันอย่างล้นหลาม ทีนี้เรามาดูเทคนิคต่างๆ ในการใช้ FourSquare ให้สนุกหรือเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานดีกว่าครับ 

เทคนิคการ Check-in สถานที่ให้แม่นยำมากขึ้น
หลากครั้งที่คุณ Check-in ในพื้นที่ของคุณ แต่คุณหาตำแหน่งที่คุณอยู่ไม่เจอ คุณก็เลยใช้วิธีการ "เพิ่มสถานที่ (Add Venue)" แต่ เมื่อคุณกลับมาสถานที่นั้นอีกที พอคุณกลับมา Check-in อีกที คุณกลับหาสถานที่คุณเพิ่มไปครั้งก่อนไม่เจอ ต้องมา "ค้นหา (Search)" เอาทุกครั้ง ถึงจะเจอสถานที่คุณ add ไว้ หรือต้องการ
 

ทำไมมันถึงเป็นแบบนั้น?เพราะ Foursquare ใช้วิธีการรู้ตำแหน่งของคุณจาก "เสาโทรศัพท์มือถือ (Cell Site)" ที่ โทรศัพท์มือถือคุณเชื่อมต่ออยู่ ซึ่งบางครั้งเกิดความผิดพลาดของการบอกตำแหน่งของเสามือถือของคุณ ทำให้ ตำแหน่งที่คุณ เพิ่มเข้าไป ไปโผล่ที่ตำแหน่งอื่นๆ ไกลๆ แทน ทำให้พอคุณกลับมาในพื้นที่นั้นอีกครั้ง พอคุณ check-in ถึงไม่เจอสถานที่คุณเพิ่มเอาไว้
 

วิธีการแก้ไข?
คุณต้องแก้ไข โดยการกลับเข้าไปใน Foursquare บนเว็บไซต์

  1. "ค้นหา" สถานที่ๆ คุณเคยเพิ่มเอาไว้ โดยเมื่อเข้าไปใน สถานที่คุณ Add เอาไว้
  2. เพิ่มข้อมูลเข้าไปโดยกดปุ่มรูป "ดินสอ" เมื่อกดเข้าไป เราก็จะสามารถแก้ไข ที่อยู่ตำแหน่งนั้นได้
    เพิ่มเติมนิดนึงนะครับ คุณจะแก้ไขสถานที่นั้นได้ก็ต่อเมื่อ คุณเป็นคนเพิ่มสถานที่นั้นเข้าไปเอง 2. หรือคุณเป็น super user
    คือเราต้อง Check-in ต่างพื้นที่ 50 แห่งขึ้นไป ถึงจะได้เป็น

     

  3. เมื่อเข้าไปหน้าแก้ไขข้อมูลแล้ว ให้ระบุตำแหน่ง ของสถานที่ของคุณ โดยอ้างอิงจาก Google Map เพราะ Foursquare ใช้ระบบแผนที่ของ Google Map ดังน้น หากจะให้ตำแหน่งของสถานที่ของเราแม่นๆ เราต้องเข้าไป เช็กตำแหน่งของสถานที่ของเราใน Google Map ก่อน โดยกดคลิกขวา ที่ตำแหน่งที่เราต้องการข้อมูลเลือก "What’s here" จากนั้น Google Map ก็จะให้ตำแหน่งของสถานที่ตรงๆ นั้นออกมา แล้วก็นำข้อมูลที่ได้จาก Google Map ไปใส่ใน Foursquare เพียงเท่านี้คุณก็จะได้ ตำแหน่งของสถานที่ของคุณ ที่แม่นยำมากขึ้นครับ

หน้าแก้ไขข้อมูลหลังจากด รูปดินสอ มาแล้ว

การระบุตำแหน่งของสถานที่โดยใช้ Google Map
 

 

 

 

วิเคราะห์อุตสาหกรรมเว็บไซต์ไทยปี 2009 แบบไม่เกรงใจใคร

ก่อนอื่น ขอบอก่อนครับว่าข้อความที่จะอ่านต่อจากนี้เป็น เกิดขึ้นตอนสติไม่ค่อยดีเท่าไร (มึนๆ นิดๆ) อาจจะมีภาษาอะไรไม่สุภาพบ้าง ก็ต้องขออภัยมา ณ. ที่นี่ด้วยครับ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในคือวันที่ 11 มกราคม 2010 เวลา เทียงคืนนิดๆ เป็นข้อความที่รวมมาจาก Twitter ของผม อาจจะไม่ค่อยต่อเนื่องเท่าไร แต่ก็น่าจะพอได้อะไรบ้างครับ

Pawoot P.

มันเริ่มจาก ฝรั่งเศสเล็งเก็บภาษี เว็บไซต์ยักษ์ใหญ่

    ขอวิเคราะห์ เหตุการณ์ "ฝรั่งเศสเล็งเก็บภาษี เว็บไซต์ยักษ์ใหญ่ Google, Yahoo, Facebook " ผมเองรู้สึกและกำลังจับตามองเรื่องนี้มานานแล้วละครับ อย่างเหตการณ์ในปัจจุบัน เว็บไซต์ยักษ์ใหญ่ในโลกหลายแห่ง กำลังสนุกสนานกับการสร้างรายได้อย่าง "มหาศาล" จากประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้อย่างมากมายในรูปแบบของ Long Tail คือหาโมเดลรายได้เก็บเงินนิดหน่อยๆ แต่เก็บจากคนทั่วโลก ก็สามารถทำให้เกิดรายได้มหาศาล โดยใช้โอกาสให้ผู้ซื้อทั่วโลกสามารถชำระเงินผ่านออนไลน์ ผ่านบัตรเครดิตชำระตรงไปที่ บริษัทเแต่ละแห่งในประเทศนั้นๆ ได้เลย (บริษัทบางแห่งอาจจะมีการวางแผนการรับเงินโดย เปิดบริษัทในประเทศบางประเทศที่มีสิทธิทางด้านภาษี ทำให้เค้าสามารถ ได้ผลประโยชน์ทางด้านภาษีมาก) ทั้งนี้เพื่อให้เกิดกำไรสูงสุด จึงทำให้ปัญหาบางอย่าง เพราะการ "จ่ายเงินตรงและออกไปยังประเทศของบริษัทเว็บไซต์ยักษ์ใหญ่ต่างๆ ผ่านทางอินเทอร์เน็ต"  ทำให้ เว็บไซต์ใหญ่ๆ ไม่ต้อง "เสียภาษี" ให้กับรัฐบาลของหลายๆ ประเทศทั่วโลก เพราะการชำระเงินผ่านสามารถส่งผ่านอินเทอร์เน็ต ข้ามไปยังประเทศของเค้าเลย ซึ่งจะเห็นได้ว่า หลายๆ ประเทศมีการจ่ายเงินผ่านออกช่องทางออนไลน์ ไปยังประเทศที่บริษัทเว็บไซต์ใหญ่ ๆอยู่ อาจจะมีมูลค่าหลายร้อยล้านบาทหรือพันล้านบาทต่อปีเลยทีเดียว นี้คือ "ความเสียเปรียบ ของประเทศที่เว็บไซต์ใหญ่ ๆหลายๆ แห่งไม่ได้มีบริษัทตั้งอยู่" เพราะ "การจ่ายเงินตรงออกไปยังประเทศที่บริษัททเว็บไซต์ใหญ่ๆ อยู่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือประโยชน์อะไรกับภาครัฐหรือประเทศที่เว็บไซต์นั้นไม่ได้ตั้งอยู่เลย" ประเทศเหล่านั้นไม่ได้แม้แต่เงินค่าภาษีการจ้างคน ภาษีธุรกิจ ซักบาท เพราะบริษัทเว็บไซต์ใหญ่ๆ จะจ้างคนประเทศนั้นๆ ไปรวมอยู่ประเทศอื่นๆ ใกล้เคียงเอาไว้รวมกัน เพื่อความสะดวกในการบริหารจัดการ และประหยัดค่าใช้จ่าย นีื้คือความได้ เปรียบของธุรกิจที่อยู่ในโลกออนไลน์ ที่สามารถ "กำหนดเส้นทางการเดินทางของเงินได้" ไม่ยาก โดยไม่ต้องเสียภาษีให้กับแต่ละประเทศ กลับมามองเมืองไทย ธุรกิจต่างๆ ของไทย "ใช้ความได้เปรียบด้านนี้ น้อยมากๆ" มีเพียงน้อยนิดของธุรกิจออนไลน์ที่ใช้ความได้เปรียบนี้ ส่วนใหญ่ เราจะเป็นผู้ "ซื้อ" มากกว่า ดังนั้นการผมเห็นข่าวของ รัฐบาลฝรั่งเศส จะออกมาเก็บภาษีกับเว็บใหญ่ๆ เช่น Google, Yahoo, Facebook ตามข่าวนี่ ผมเห็นด้วย 100%

 

วิธีการแก้ปัญหาของเรื่องนี้

       ทางออกของวิธีการเก็บภาษี นี้ไม่ยากครับ คือ การผลักดันให้เว็บใหญ่ๆ เปิดสาขาในประเทศที่ไปเปิดให้บริการ กำหนดให้เค้ามีการรับรายได้ผ่านสาขาในประเทศ เมื่อมีการกำหนดให้ มีการเกิดรับรายได้ผ่านสาขาในประเทศนั้นๆ ข้อดีคือ ประเทศนั้นๆ สามารถเก็บภาษีและสามารถช่วยเหลือสนับสนุนท้องถิ่นๆนั้นๆ ได้ แต่คำถามคือ เว็บใหญ่ๆ จะยอมหรือเปล่า?? คำตอบคือ "ยอม" หากภาครัฐ ออกกฏและเข้ามาดูตรงนี้อย่างชัดเจนอย่างที่ รัฐบาลฝรั่งเศสกำลังจะทำ (ขอให้ +1 สำหรับเค้า) หากเราไม่ทำวันนี้ ต่อๆไป เราจะเสียเปรียบและสูญเสียรายได้ปีนึงหลายพันล้านบาท จากการซื้อสินค้าหรือบริการผ่านทางออนไลน์ออกไปตรงๆ มีบริษัทเว็บไซต์ ตปท.หลายๆ บริษัทในปัจจุบันที่มีรายได้มหาศาลจากคนไทย แต่ไม่เคยเสียภาษีให้ประเทศไทยเลย เช่น Amazon, Ebay, Google, Yahoo การผลักดันให้บริษัทต่างๆ เหล่านั้นเข้ามา ตั้ง office ในไทยช่วยอะไรได้หลาย ๆ อย่าง เช่น การพัฒนาด้านคน, เทคโนโลยี, การได้ภาษีมาพัฒนาอุตสหกรรมด้านนี้ และอีกมาก ที่่ผ่านมา รัฐบาลจีนยังทำได้.. อย่าไปยอมเค้าสิ โดยวิธีการ Block ปิด หรือหันไปสนับสนุน local web แทนครับ แบบที่หลายปท.ทำ มีคำถามเกิดขึ้นกันว่า หากเราทำแบบนี้แล้ว จะทำให้ผู้บริโภคคือผู้รับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นหรือเปล่า? < ผมเชื่อว่ามันไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้มาก เพราะโครงสร้างด้านราคามันมี Global Standard และ rate คุมเอาไว้อยู่

 

มองด้านดีของเรื่องนี้.!

     แต่อย่ามองแต่ในด้านไม่ดีอย่างเดียวของปัญหานี้ เราก็ต้องมองอีกมุมด้วยว่า การจ่ายเงินออกไปเว็บไซต์ยักษ์ใหญ่ ของต่างประเทศโดยตรง บางครั้งก็นำมาซื้อรายได้ให้กับผู้ประกอบการในประเทศด้วยเหมือนกัน เช่น คนไทยที่ค้าขายใน Ebay อยู่ก็ได้รายเพิ่มมากขึ้น, คนที่ไปลงโฆษณาออนไลน์ในเว็บไซต์ต่างๆ ก็ได้คนเข้ามามากขึ้นเช่นกัน แต่สิ่งที่น่าสนใจ ผู้ประกอบการเหล่านี้ มักจะไม่มีการเสียภาษีให้กับภาครั ซึ่งหากมองมุมมองภาครัฐเราก็คงสูญเสียรายได้ไปบางส่วน ดังนั้นเราคงต้องมา เปรียบเทียบและวิเคราะห์ดูว่า สิ่งเราได้มา กับสิ่งเราเสียไป มันคุ้มกันหรือไม่ นี้คือสิ่งที่ น่าจะพลักดันให้ หน่วยงาน หรือองค์กรไหน หรือใครก็ได้ มาศึกษาและวิเคราะห์ตัวเลขดู น่าทำเน๊อะ

 

วิเคราะห์อุตสาหกรรมเว็บไซต์ไทยอย่างเปิดเผยดีกว่า

      แต่สิ่งทีน่าสนใจที่สุดคือ "การสนับสนุนให้เว็บไซต์ไทย เปิดหูเปิดตา ไปออกตลาดโลกบ้าง" อย่างมัวอยู่แต่ในกะลาแบบนี้ ขอโทษนะ หากจะพูดอะไรแรงๆ ออกไป แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ การรวมตัว พื้นฐานของ ธุรกิจเว็บไซต์ในเมืองไทยอ่อนแอมากๆ เรียกว่า "เหลวเป๋วได้เลย" สิ่งที่หลายๆ คนเคยบอกว่า "ภาษาไทย" จะเป็นตัวกั้นให้ ต่างชาติเข้ามาได้ยาก แต่วันนี้มันไม่ใช่แล้ว.

      ตัวอย่างเจ๋งๆ เช่น Facebook เคสการเข้ามาในเมืองไทยของ Facebook น่าสนใจมาก .. เค้าเข้ามาโดยอาศัย concept ของ "Social Contribution" คือ ให้คนท้องถิ่นช่วยกันแปล Facebook เป็น Version ภาษาท้องถิ่น.. แค่นี้ Facebook ก็สามารถพัฒนา Facebook Version ไทยออกมาได้ดีๆ แล้ว โดยอาศัยคนไทยด้วยกัน "ช่วยกันแปล" เจ๋งมาก +100 สำหรับ Facebook แต่ในมุมกลับกัน คนไทย มั่วแต่พัฒนาเว็บไซต์เพื่อ "ตอบสนองคนไทยอย่างเดียว" มันก็แค่ตลาดเล็กๆ เท่านั้น ผมอยากเปิดตาคนพัฒนาเว็บไซต์ไทย ว่าออกไปสู่ตลาดโลกเหอะ "เมืองไทย เล็กไปสำหรับคนทำเว็บเมืองไทย" มองอะไรกว้างๆ หน่อย… พี่น้อง..!

http://translate.camfrog.com/< ขอบคุณมากครับ นีืคืออีกตัวอย่าง ที่อาศัย "Social Contribution" ที่อาศํยคนในท้องถิ่นที่ช่วยกันของทาง Camfrog

อุตสาหกรรมเว็บไซต์ไทยอ่อนแอมากๆ

     ปัญหามันอยู่ตรง ที่ "ฐานของอุตสาหกรรมเว็บไซต์ไทย มันอ่อนแอมากๆ" – เราเป็นผู้เสพมากว่าผู้สร้าง.! เราต้องการ "ผุ้สร้างใหม่ๆ" มากกว่านี้ ท้าเลย.. หากคุณคิดอะไรเกี่ยวกับเว็บไซต์แบบดีๆ เหี้ยๆ ทำเลยครับ… คิดว่าไม่ไหวใช้วิธี "สร้างทีม" และปรึกษาคนเก่งๆ "ทำให้เป็นจริงๆ ให้ได้" คนไทยเก่งๆ เยอะนะ แบบว่า เยอะฉิบหายเลยละ แต่ส่วนใหญ่ "ไม่กล้า ไม่เอาจริง หรือเอาจริงแล้วชอบลุยเดียว" สรุปสุดท้ายก็คือ.. จอดสนิท ผมไม่โทษใครหรอกแต่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับอุตสหกรรมไทยตอนนี้คือ "เราต้องการตัวอย่างดีๆ ที่สำเร็จ ที่เป็นตัวอย่าให้คนอื่นๆ เดินตาม" หากเรามีกลุ่มคนกลุ่มนี้เยอะๆ ผมว่ามันคือการวางรากฐาน และสร้างตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จให้คนอื่นๆ ได้เห็น และสร้างมุมมองดีๆ ว่าเราเองก็ทำได้เช่นกัน

ทางออกของอุตสาหกรรมเว็บไทย

       ผมแนะนำเลยนะ สำหรับคนทำเว็บไซต์ ไอเดียดี + ทีมงานดี + Vision ดี + execution ดี ผมว่าคุณสำเร็จได้ไม่ยากเลยครับ ขาดอันไหน หาเติมเอาเลย ไม่ยากแล้วเดียวนี้ อยากให้ทุกคนที่ อ่านอยู่ หลับตา แล้วลองคิดเล่นๆ ว่า "กูอยากทำโปรเจ็กอะไร ให้คนทั่วโลก หรือคนทั่วเอเซียใช้ดีวะ?" ทำให้ตัวเองเห็นมุมมองนี้ก่อน คนทำเว็บไทย "ลองเลิกคิด ว่า กูจะทำเว็บให้คนไทยใช้สิ" เปิดมุมมองออกไปกว้างๆ หน่อยสิ.. เสียดาย เรายังขาดตัวอย่างเจ๋งๆ น่ะ ผมว่าเรามีคนทำเว็บ รุ่นใหม่ อยู่ใน Twitter นี้เยอะ จำคำผมเอาไว้ คิดงานอะไร "คิดเพื่อคนทั่วโลก" แล้วผมเชื่อว่าโอกาสคุณจะเปิดกว้างมั่กๆ เลย อย่าอ่าน tweet ผมเพลินครับ ผมว่า "คุณ" เองก็สามารถมีไอเดียดีๆ ที่สามารถทำให้เว็บไทยโตไปในระดับโลกได้ คิดสิ คิดเว้ย.. อย่าเอาแต่อ่าน เป้าผมตอนนี้ ทำให้ E-Commerce ไทยออกไประดับโลก… แต่ผมคนเดียวคงไม่พอ… ผมอยากเห็นคนไทยอีกหลายๆ ทำอะไรที่แตกต่าง ทีมงานดี ๆมีอยู่รอบตัวครับ.! มีหลายเว็บเปิดโอกาสสร้างทีมได้ อย่ามั่วแต่ RT คำพูดผม ผมว่าไอเดียในหัวคุณ จะสามารถสร้างมุมมองให้คนอื่นๆ คิดได้… งัดมันออกมาเว้ย.! ฮ่าๆ ทำยังไงกันดี   อ่าน Tweet ผมแล้ว "คุณมีไฟ" สร้างเป้าหมายของคุณเอาไว้ตอนนี้เลย (ก่อนที่มันจะหายไป) แล้วจับจ้องกับมัน นึกถึงมันในวันต่อๆ ไปแล้วหาทางทำมัน.!

จำคำผมว่า "ถ้าเอาแต่คิด แล้วไม่ได้ทำ ยังไงคุณก็ไม่โตหรอก" คิดแล้วทำ.. พลาดแล้วคือ ประสบการณ์ยังไงคุณก็โต.!

ขอวิเคราะห์ เหตุการณ์ "ฝรั่งเศสเล็งเก็บภาษี เว็บไซต์ยักษ์ใหญ่ Google, Yahoo, Facebook "ผมเองรู้สึกและกำลังจับตามองเรื่องนี้มานานแล้วละครับ อย่างเหตการณ์ใน ปัจจุบัน เว็บไซต์ยักษ์ใหญ่หลายแห่ง สามารถสร้างรายได้ "มหาศาล" จากคนในประเทศ แต่ละประเทศแต่ใช้โอกาส การชำระเงินผ่านออนไลน์ โดย "ผุ้ใช้" สามารถชำระเงินผ่านบัตรเครดิตไปที่ USA หรือประเทศที่ แต่ละเว็บวางแผนเอาไว้ เพื่อให้เกิดกำไรสูงสุด จึงทำให้ปัญหาบางอย่าง เพราะการ "จ่ายเงิน" ตรงและออกไปยังตปท.โดยตรง ทำให้ เว็บไซต์ใหญ่ๆ ไม่ต้อง "เสียภาษี" ให้กับรัฐบาลแต่ละ ประเทศ แต่สามารถดึงเงินหลายร้อยล้านออก นึกคือ "ความเสียเปรียบ" ของประเทศที่เว็บไซ ต์ใหญ่ ๆหลายๆ แห่งไม่ได้มีบริษัทตั้งอยู่ เพราะ "ไม่เกิดรายได้ หรือประโยชน์อะไรกับภาครัฐ หรือประเทศ" เราไม่ได้แม้แต่เงินค่าภาษีการจ้างคน ซักบาท เพราะบริษัทเว็บไซต์ใหญ่ๆ จะจ้าง คนประเทศนั้นๆ ไปรวมอยู่ประเทศอื่นๆ ใกล้เคียง นีื้คือความได้ เปรียบของธุรกิจที่อยู่ในโลกออ นไลน์ ที่สามารถ "กำหนดเส้นทางการเดินทางของเงินได้" ไม่ยาก โดยไม่ต้องเสียภาษีให้กับแต่ ละประเทศ แต่เมืองไทย "เราใช้ความได้เปรียบด้านนี้ น้อยมากๆ" มีเพียงน้อยนิดของธุรกิจออ นไลน์ที่ใช้ความได้เปรียบนี้ ส่วนใหญ่ เราจะเป็นผู้ "ซื้อ" มากกว่า ดังนั้นการผมเห็นข่าวของ รบ.ฝรั่งเศส จะออกมาเก็บภาษีกับเว็บใหญ่ๆ เช่น Google, Yahoo, Facebook ตามข่าว http://bit.ly/4AkeN5 ผมเห็นด้วย 100% ทางออกของวิธีการ นี้ไม่ยากครับ คือการผลักดันให้ เว็บใหญ่ๆ เปิดสาขาในประเทศที่ไปเปิดให้บริการ กำหนดให้เค้ามีการรับรายได้ผ่านสาขาใน ประเทศ เมื่อมีการกำหนดให้ มีการเกิดรับรายได้ผ่านสาขาในประเทศนั้นๆ ข้อดีคือ ประเทศนั้นๆ สามารถเก็บภาษีและสามารถช่วยเหลือสนับสนุนท้องถิ่นๆนั้นๆ ได้ แต่คำถามคือ เว็บใหญ่ๆ จะ ยอมหรือเปล่า?? คำตอบคือ "ยอม" หากภาครัฐ ออกกฏและเข้ามาดูตรงนี้อย่างชัดเจนอย่างที่ รบ.ฝรั่งเศสกำลังจะทำ +1 สำหรับเค้า หากเราไม่ทำวันนี้ ต่อๆไป เราจะเสียเปรียบและสูญเสีย รายได้ปีนึงหลายพันล้านบาท จากการซื้อสินค้าหรือบริการผ่านทางออนไลน์ออกไปตรงๆ มีบริษัท เว็บไซต์ ตปท.หลายๆ บริษัทในปัจจุบันที่มีรายได้มหาศาลจากคนไทย แต่ไม่เคยเสียภาษีให้ ประเทศไทยเลย เช่น Amazon, Ebay, Google, Yahoo การผลักดันให้ บริษัทต่างๆ เหล่านั้น เข้ามา ตั้ง office ในไทยช่วยอะไรได้หลาย ๆอย่าง เช่น การพัฒนาด้าน คน, เทคโนโลยี, Tax และอีกมาก รบ.จีนยังทำได้.. อย่าไปยอมเค้าสิ โดยวิธีการ Block ปิด หรือหันไปสนับสนุน local web แทนครับ แบบที่หลายปท.ทำ แต่ผู้บริโภคคือผู้รับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น? < ผมเชื่อว่ามันไม่ สามารถเพิ่มขึ้นได้มาก เพราะมันมี Global Standard และ rate คุม แต่สิ่งทีน่าสนใจที่สุดคือ "การสนับสนุนให้เว็บไซต์ไทย เปิดหูเปิดตา ไปออกตลาดโลกบ้าง" อย่างมัวอยู่แต่ในกะลาแบบนี้ ขอโทษนะ หากจะพูดอะไรแรงๆ ออกไป "เมา" ครับตอนนี้ ฮ่าๆๆ แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ การรวมตัว พื้นฐานของ ธุรกิจเว็บไซต์ในเมืองไทยอ่อนแอมากๆ เรียกว่า "เหลวเป๋วได้เลย" สิ่งที่หลายๆ คนเคยบอกว่า "ภาษาไทย" จะเป็นตัวกั้นให้ ต่างชาติเข้ามาได้ยาก แต่วันนี้มันไม่ใช่แล้ว. ตัวอย่างเจ๋งๆ เช่น Facebook เคสการเข้ามาในเมืองไทยของ Facebook น่าสนใจมาก .. เค้าเข้ามาโดยอาศัย concept ของ "Social Contribution" คือ คนช่วยกันแปล.. แค่นี้ Facebook ก็สามารถพัฒนา Facebook Version ไทยออกมาได้ดีๆ แล้ว โดยอาศัยคนไทย ด้วยกัน "ช่วยกันแปล" เจ๋งมาก +100 สำหรับ Facebook แต่ในมุมกลับกัน คนไทย มั่วแต่พัฒนา เว็บไซต์เพื่อ "ตอบสนองคนไทยอย่างเดียว" อยากเปิดตาคนพัฒนาเว็บไซต์ไทย ว่าออกไปสู่ ตลาดโลกเหอะ "เมืองไทย เล็กไปสำหรับคนทำเว็บเมืองไทย" มองอะไรกว้างๆ หน่อย… พี่น้อง..! http://bit.ly/5obtL3 < ขอบคุณมากครับ นีืคืออีกตัวอย่าง ที่อาศัย "Social Contribution" ที่อา ศํยคนในท้องถิ่นที่ช่วยกัน ปัญหามันอยู่ตรง ที่ "ฐานของอุตสาหกรรมเว็บไซต์ไทย มันอ่อนแอมากๆ" – เราเป็นผู้เเสพ มากว่าผู้สร้าง.! เราต้องการ "ผุ้สร้างใหม่ๆ" มากกว่านี้ ท้าเลย.. คุณคิดอะไรเกี่ยวกับเว็บไซต์ แบบดีๆ เหี้ยๆ ทำเลยครับ… คิดว่าไม่ไหวใช้วิธี "สร้างทีม" และปรึกษาคนเก่งๆ "ทำให้เป็นจริงๆ ให้ได้" คนไทยเก่งๆ เยอะนะ แบบว่า เยอะฉิบหายเลยละ แต่ส่วนใหญ่ "ไม่กล้า ไม่เอาจริง หรือ เอาจริงแล้วชอบลุยเดียว" สรุปสุดท้ายก็คือ.. จอดสนิท ผมไม่โทษใครหรอกแต่สิ่งที่ดีที่สุดสำ หรับอุตสหกรรมไทยตอนนี้คือ "ตัวอย่างดีๆ ที่สำเร็จ ที่เป็นตัวอย่าให้คนอื่นๆ เดินตาม" เราทำได้ ผมแนะนำเลยนะ สำหรับคนทำเว็บ ไอเดียดี + ทีมงานดี + Vision ดี + execution ดี ผมว่าคุณ สำเร็จได้ไม่ยากเลยครับ ขาดอันไหน หาเติมเอาเลย ไม่ยากแล้ว อยากให้ทุกคนที่ อ่านอยู่ หลับ ตา แล้วลองคิดเล่นๆ ว่า "กูอยากทำโปรเจ็กอะไร ให้คนทั่วโลก หรือคนทั่วเอเซียใช้ดีวะ?" ทำให้ ตัวเองเห็นมุมมองนี้ก่อน คนทำเว็บไทย "ลองเลิกคิด ว่า กูจะทำเว็บให้คนไทยใช้สิ" เปิดมุม มองออกไปกว้างๆ หน่อยสิ.. เสียดาย เรายังขาดตัวอย่างเจ๋งๆ น่ะ ผมว่าเรามีคนทำเว็บ รุ่นใหม่ อยู่ ใน Twitter นี้เยอะ จำคำผมเอาไว้ คิดงานอะไร "คิดเพื่อคนทั่วโลก" แล้วผมเชื่อว่าโอกาสคุณจะ เปิดกว้างมั่กๆ เลย อย่าอ่าน tweet ผมเพลินครับ ผมว่า "คุณ" เองก็สามารถมีไอเดียดีๆ ที่ สามารถทำให้เว็บไทยโตไปในระดับโลกได้ คิดสิ คิดเว้ย.. อย่าเอาแต่อ่าน เป้าผมตอนนี้ ทำให้ E-Commerce ไทยออกไประดับโลก… แต่ผมคนเดียวคงไม่พอ… ผมอยากเห็นคนไทยอีกหลายๆ ทำอะไรที่แตกต่าง ทีมงานดี ๆมีอยู่รอบตัวครับ.! มีหลายเว็บเปิดโอกาสสร้างทีมได้ อย่ามั่วแต่ RT คำพูดผม ผมว่าไอเดียในหัวคุณ จะสามารถสร้างมุมมองให้คนอื่นๆ คิดได้… งัดมันออกมาเว้ย.! ฮ่าๆ ทำยังไงกันดี อ่าน Tweet ผมแล้ว "คุณมีไฟ" สร้างเป้าหมายของคุณเอาไว้ตอนนี้เลย (ก่อน ที่มันจะหายไป) แล้วจับจ้องกับมัน นึกถึงมันในวันต่อๆ ไปแล้วหาทางทำมัน.! จำคำผมว่า "ถ้าเอาแต่คิด แล้วไม่ได้ทำ ยังไงคุณก็ไม่โตหรอก" คิดแล้วทำ.. พลาดแล้วคือ ประสบการณ์ยังไงคุณก็โต.!

อ่านมาถึงตรงนี้ อย่าคาดหวังว่าประเทศเราจะโตได้อย่างไร หากคุณ "ไม่คิดจะเริ่มจากตัวคุณเอง"  คิดแล้วก็ทำ สนุกกับมัน เลิกคิดได้แล้วว่า มันทำไม่ได้ มีอุปสรรคนั้น นู้น เพราะแค่ "คุณคิดว่ามันทำไม่ได้ มันก็ทำไม่ได้ตั้งแต่คุณคิดแล้วละ"  เปลี่ยนความคิดแล้วมาคิดกันว่า "จะทำยังไง เพื่อที่จะทำมัน ให้ได้ดีกว่า"

 

ตะโกนบอกโลกให้รู้ว่าคุณอยู่ไหนกับ foursquare.com – Social Network สายพันธุ์ใหม่

FourSquare คืออะไร?

Foursquare คือ การผสมผสานกันของ Social Network และ สถานที่ (Location) ซึ่งเมื่อทั้งสองอย่างมาร่วมกันเลยเกิดเป็น "Location-Based Social Network" เป็นบริการบนเว็บไซต์ + โทรศัพท์มือถือ ที่เปิดโอกาศให้คนที่เป็นสมาชิกสามารถบอกเพื่อนๆ ใน Network ของเค้าว่า ตอนนี้เค้าอยู่ไหน โดยเราเรียกการแจ้งว่าเราอยู่ไหนผ่านโทรศัพท์มือถือใช้เราเรียกว่าการ "Check-in" โดยทุกครั้งที่คุณ Check-in คุณก็จะได้ แต้ม (Point) เป็นรางวัลในแต่ละครั้งที่ โดยคุณสามารถแจ้งได้ทั้งในวันทำงาน และวันหยุด และยังสามารถเชื่อมต่อเข้ากับ Social Network ดังๆ ได้อีกด้วย เช่น facebook และ Twitter ฟังดูแค่นี้ก็น่าสนุกแล้วเน้อะมารายละเอียดกัน

 

VDO Viral Marketing ใช้มุมมอง Sexy มาเป็นตัวกระตุ้นให้คนสนใจ

ได้มีโอกาสแวะไปอ่าน เว็บคุณบอย พบ VDO อันหนึ่งน่าสนใจดีก็เลยเอามาให้ทุกคนดูกัน เป็นการใช้ sex มาผสมกับการทำ VDO Viral Marketing ซึ่งเป็นการนำเสนอมุมมอง ที่คนทั่วไปสนใจ ผมว่าเจ๋งดีน่ะ เห็นแล้วอยากทำแบบนี้บ้างจัง แต่การทำแบบนี้อาจะต้องระวังเรื่อง Brand หน่อยนะครับ 

สรุปภาพรวมของ E-Commerce ปี 2009

ทางเดลินิวส์มาสัมภาษณ์ผมครับ ผมเห็นว่าคำตอบน่าสนใจ เลยนำมาสรุปเก็บเอาไว้ เพื่อจะเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นๆ ครับ

  1. การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือการค้าขายผ่านระบบออนไลน์ในรอบปีที่ผ่านมา มีผลสรุปในความเห็นของท่านเป็นอย่างไร (มีสถิติประกอบก็ได้ครับ)
    >> ส่วนตัวผมมองในรอบปีที่ผ่านมา มีการค้าขายที่เติบโตขึ้นอย่างมาก ผู้ประกอบการเพิ่มมากขึ้น ตัวอย่างเช่น มีผู้ประกอบการมาเปิดเว็บไซต์ค้าขายออนไลน์ใน www.TARAD.com เพิ่มมากขึ้นถึง 30% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยตอนนี้มีร้านค้ารวม 167,000 ร้านค้า ยอดการค้าขายก็เพิ่มมากขึ้น และจำนวนผู้ประกอบการก็เริ่มมีการขยายตัวไปยังต่างจังหวัดเพิ่มมากขึ้น

  2. รอบปีที่ผ่านมาได้เห็นการลงทุน การเข้าสู่ระบบของผู้ประกอบดั้งเดิม และรายใหม่ มากราย การเพิ่มขึ้นเช่นนี้ ท่านเห็นว่าดำเนินไปอย่างที่ควรจะเป็นหรือไม่ ควรเพิ่มหรือลดสิ่งใด และมองเห็นว่า ยังมีประเด็นปัญหาใหม่ที่สวนทางขึ้นมา ที่ควรต้องระวัง
    >> ผมว่าที่ผ่านมามีทั้งผู้ประกอบการหน้าใหม่ ที่เพิ่มขึ้นมา และมีบางส่วนทีหายไป แต่ภาพรวมคือมีผู้ประกอบการหน้าใหม่ ที่เข้ามาสู่โลก E-Commerce เพิ่มมากขึ้นทุกวัน ซึ่งผมดูจากปัจจุบันผมว่า มันควร "จะเพิ่มมากขึ้นกว่านี้" สิ่งใหม่ที่มีเพิ่มขึ้นมาคือ การเติบโตของ Social Network ซึ่งการค้าจะเริ่มขับเคลื่อน ผ่านไปยังการบริการเหล่านี้มากขึ้นโดยผมเรียกว่า "Social Commerce" การค้าผ่าน Social Network

  3. ที่ผ่านมา เริ่มมีการนำระบบ หรือการลงทุนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศเข้ามา ท่านเห็นว่า ผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของไทยควรปรับตัวอย่างไร
    >> ผู้ประกอบการไทยควรปรับตัว ให้ออกไปนอกประเทศมากขึ้น เพราะตลาดการค้าของ E-Commerce จะประสบความสำเร็จมากๆ เมื่อเรามองที่ตลาดโลก การเชื่อมโยง (Mashup) กับระบบต่างๆของต่างประเทศเช่น Google, Facebook ก็เป็นแนวทางทีจะทำให้ผู้ประกอบการไทยออกไปยังต่างประเทศได้เร็วมากขึ้น และควรพัฒนาตัวอย่างอยู่ตลอดเวลา คอยจับตาเทคโนโลยีใหม่ๆ และนำมาช่วยในการลดต้นทุน การบริหาร

  4. ภาครัฐได้เข้ามาส่งเสริมบทบาทพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น เช่นการ จัดอบรม การประมูลออนไลน์กับอีเบย์ ท่านเห็นว่า เพียงพอหรือสอดรับกับความเป็นไปของตลาดหรือไม่ ควรเสริมเพิ่มส่วนใดบ้าง
    >> ผมว่าก็ถือเป็นแนวโน้มที่ดี ที่ภาครัฐหันมาให้ความสนใจกับ E-Commerce มากขึ้น แต่สิ่งที่สำคัญตอนนี้คือ การทำงานของภาครัฐยังขาด การมองที่ "ภาพรวม (Frame Work)" ของ E-Commerce ของประเทศ ซึ่งจะเห็นได้จาก ความซ้ำซ้อนการทำงานของภาครัฐหลายๆ หน่วยงาน  ดังน้นการแก้ปัญหา คือการสร้างหน่วยงานกลาง ที่เข้ามารับผิดชอบงานด้านนี้อย่างชัดเจน "สำนักงานพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์"

  5. การแข่งขันรอบปี 2553 น่าจะเป็นไปอย่างไร
    >> น่าจะมันส์ และมีความหลากหลายของผู้ให้บริการหน้าใหม่ เพิ่มมากขึ้น รวมถึงการพัฒนาเพิ่มขึ้นของผู้ให้บริการเดิม ซึ่งอาจจะเห็นการเข้ามาของต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น เพราะด้วยการขยายตัวและการขยายตลาดของผู้ให้บริการต่างประเทศที่จะเริ่มเข้า มามองตลาดในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น

  6. กลุ่มสินค้าหลักที่จำหน่ายระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นอยู่มีอะไรบ้าง  ท่านเห็นว่าสินค้าใดน่าจะมีโอกาสเพิ่มขึ้นอีก
    >> ตอนนี้หากสินค้าหลักของกลุ่ม B2C ยังเป็นกลุ่มสินค้าแฟชั่นเป็นหลัก รองลงมาก็เป็นสินค้าทางด้าน ไอทีและโทรศัพท์มือถือ ส่วนสินค้าประเภท นาฬิกาจิวเวลลี่ และของเล่น รวมถึง ของแต่งบ้าน-เฟอร์นิเจอร์ ก็เป็นหมวดหมู่สินค้าที่มาแรงและน่าสนใจเลยทีเดียว

  7. ในปัจจุบัน มีสถาบันการศึกษาเปิดสอนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น เช่นนี้ จะทำให้ระบบการค้าในประเทศไทยได้ผลดีมากน้อยเพียงใด
    >> ปัจจุบันมีคนเข้าใจด้าน E-Commerce แท้จริง ยังไม่มากเท่าไร ดังนั้นการที่สถาบันต่างๆ เปิดสอนหลักสูตรทางด้าน E-Commerce จะทำให้ ทรัพยากรด้านบุคคลของไทยมีความเข้าใจ และการพัฒนาในด้าน E-Commerce มากขึ้น  ซึ่งหากคนเหล่านี้ เข้าไปอยู่ในองค์กร หรือบริษัทต่างๆ ก็จะมีการนำสิ่งเหล่านี้ไปใช้ ซึ่งจะทำให้เกิดการพัฒนาการค้าในรูปแบบใหม่ๆ ผ่าน E-Commerce เพิ่มมากขึ้น ซึ่งทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศ เติบโตขึ้นได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น

 

เทคนิคการปรับแต่งเว็บไซต์ E-Commerce ให้ประสบความสำเร็จ

    การขายของผ่านเว็บไซต์หรือ E-Commerce สิ่งที่สำคัญอันดับต้นๆ นอกจากการโปรโมตเว็บไซต์นั้นก็คือ "เว็บไซต์" ดังนั้นหากเราสามารถเตรียมเว็บไซต์ ของเราให้ "พร้อมกับการรองรับลูกค้า" ก็จะช่วยทำให้เว็บไซต์ E-Commerce ของคุณสามารถเพิ่มยอดขายได้ แต่คำถามคือ เราจะปรับเว็บไซต์ของเรา "ตรงไหน" และ "อย่างไร" ถึงทำให้เพิ่มประสิทธิภาพของเว็บไซต์เราได้มากขึ้น ซึ่งลองมาดูคำแนะนำและวิธีการ ว่าทำอย่างไร ที่ผมได้วิเคราะห์เอาไว้ครับ  แต่เนื่องจากเป็นสิ่งที่ผมแนะนำสำหรับ ลูกค้าที่ทำ E-Commerce โดยใช้ระบบเว็บไซต์สำเร็จรูป ของ TARADquickweb.com เป็นหลักครับ ซึ่งหากใครสนใจ ก็เข้าไปสมัครและเปิดเว็บไซต์ สำหรับการขายของได้ฟรีๆ เลยครับ [สมัครฟรี.! ที่นี่

สรุปมาตรฐานและประสิทธิภาพโดยรวมของ Online Advertising ปี 2009 ทั่วโลกโดย Eyesblaster

 ล่าสุดทาง Eyesblaster ได้ออกสรุปผลรวมของ Online Advertsing ทั่วโลก ออกมาของปี 2009 มีข้อมูลหลายๆ อย่างน่าสนใจมากๆ เช่น การตอบสนองของการใช้งาน Rich Media, จำนวน CTR (Click Thru Rate) ของแต่ละสื่อ ของแต่ละประเทศ น่าสนใจมากๆ คนทำงานด้านการตลาดออนไลน์ ครับ 

แอบดู อนาคตของ Social Network?

ตอนนี้ Social Network เป็นสิ่งที่คนหันมาใช้กันเยอะมาก เรามาลองแอบดูกันดีกว่า ว่าในอนาคตของ Social Network มันจะเป็นยังไงบ้าง ตามความคิดของผม

 

  1. Network จะกว้างและเข้าถึงกลุ่มคนได้กว้างมากขึ้น รองรับกับคนทั่วโลกมากขึ้น เช่น function แปลภาษาอัตโนมัติจำทำให้เกิดการสื่อสารข้ามเชื้อชาติได้ง่ายมากขึ้น ซึ่งเวลานั้นจะเกิดเหตุการณ์ "การข้ามของการสังคมผ่าน Social Network หรือ Cross Culture Social Network"

     

  2. ช่องทางการเข้าถึง (Channels) จะมีมากขึ้น และง่ายมากขึ้น
    มันจะเริ่มผสานเข้ากับชีวิตคนเรามากขึ้น เช่นผมขับรถปุ๊ป รถก็จะมีการส่งข้อความออกไปยัง social network ได้ทันที พร้อมกับบอกตำแหน่งของผมผ่าน GPS ลงในแผนที่ของ Google Map ทันที หรือ อย่างตอนนี้ผู้ผลิต อุปกรณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น โทรศัพท์มือถือ ก็เริ่มนำ Social Network ต่างๆ เข้าไปรวมกับมือถือมากขึ้น เช่นบริการของ Facebook, Twitter, MySpace เป็นต้น หรืออีกตัวอย่างหนึ่งก็คือ ผู้ผลิตกล้องดิจิตอลเริ่มนำบริการ Social Network เชื่อมเข้ากับกล้องถ่ายรูปหรือ VDO โดยเมื่อคุณถ่ายภาพ คุณก็จะสามารถ Upload ภาพหรือ VDO เข้าไปที่ Youtube, หรือ Flickr ได้ทันที โดยในตัวกล้องมีการเชื่อมต่อกับ GPS และ WIFI อยู่แล้ว

     

  3. จะ Automatic มากขึ้นใน ส่งข้อมูลหรือเข้าถึง Social Network เช่นต่อไปเราไม่ต้องเข้ามา พิมพ์หรือกดอะไรเพื่อส่งข้อมูลเข้า Social Network เพราะอุปกรณ์ต่างๆ หรือสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา มันจะเข้าหาเราเอง และดึงข้อมูลจากเราเข้าสู่ Social Network เองเป็นแบบระบบ Autometic โดยอุปกรณ์ต่าง ๆจะตรวจสอบ (Detect) เราได้ว่าเรากำลังอะไรอยู่ ตัวอย่างนึงที่มีแล้วตอนนี้ คือบริษัทในเยรมันชื่อ Yello Strom ได้พัฒนาระบบที่สามารถแจ้งการใช้ไฟฟ้าของมิเตอร์ผ่าน twitter ได้แล้ว (ดูได้ที่นี่) หรือ ดูตัวอย่างการที่ Social Network เข้าไปเชื่อมโยงกับการวิเคราะห์หน้าของแต่ละคนแล้วเชื่อมโยงไปที่ social network ที่คนๆนั้นใช้ได้ ดูจาก VDO อันนี้ครับ

     

  4. จะฉลาดมากขึ้น (intelligent) จะเริ่มสามารถ "เข้าใจ" และ "วิเคราะห์ (Analyze)" พฤติกรรมคนใน Social Network ได้ดีมากขึ้น ทำให้เราสามารถเข้าถึง และเข้าใจถึงพฤติกรรมของแต่ละคนได้มากขึ้น และจะเกิด "กลุ่ม หรือ Segment" ใหม่ที่ "ลึกและเฉพาะ (niche)" มากขึ้น โดยเกิดจากความกว้างหน้าของวิทยการด้านเทคโนโลยีและการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรวดเร็ว ซึ่งผมคิดว่า cloud computing + internet + social network จะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างรวดเร็ว ลองดู VDO อันนี้คือตัวอย่างของการวิเคราะห์อัตโนมัติ

     

  5. จะเกิด Social Network เฉพาะ (Niche & Vertical) เกิดขึ้น ที่จะเข้าถึงกลุ่มคนเฉพาะกลุ่มและ จะเกิด "Social on Social" หรือ "สังคม ใน สังคม" จะเกิดสังคมเล็กๆ ซ้อนทับในสังคมใหญ่ๆ อีกที เช่นจะเกิดการสร้างสังคมย่อยเกิดขึ้นในสังคม social network ใหญ่ๆ อีกทีเช่น จะเกิด social network เล็กๆ ย่อยๆ ใน facebook อีกทีโดยมี application หรือ service เข้ามาช่วยทำให้เกิดได้ง่ายมากขึ้น

5 เทคนิคการนำ Social Network มาใช้กับการตลาดและธุรกิจ และทำยังไงให้สำเร็จ

มาดูคำถามที่มักถามกันเข้ามาบ่อยๆ เกี่ยวกับการนำ Social Network กับการทำการตลาด ว่าทำยังไงบ้าง  วันน้ผมรวบรวมเอามาไว้ให้แล้ว

  1. หากธุรกิจจะนำ Social Network มาใช้คนกลุ่มไหน เป็นกลุ่มที่ Social Network สามารถเข้าถึงได้?
    คำตอบ : กลุ่มหลักที่ใช้ Social Network ในปัจจุบัน วัยรุ่น วัยทำงาน อายุ 25-40

     

  2. วิธีการสื่อสารผ่าน Social Network รูปแบบไหนที่ ธุรกิจควรนำมาใช้ในการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย
    คำตอบ :
    1. ไม่ควรสื่อสารตรงๆ จากสินค้าหรือ Brand เกี่ยวกับสินค้าหรือบริการตรงๆ เพราะคนจะไม่ค่อยติดตาม และให้ความสนใจกับสิ่งที่เจ้าของสินค้าหรือ brand พูดมากเท่าไร
    2. การกระตุ้นหรือมีกลยุทธที่ให้คนที่มีอิทธิพล (Influencer) ในการพูดถึงสินค้าหรือ Brand ของคุณแทน จะทำให้คนทั่วไปสนใจ และพูดถึงสินค้าหรือ Brand ของคุณ

    "86% ของคนทั่วไปมักไม่เชื่อสิ่งที่สินค้าหรือ Brand พูดถึงตัวเอง แต่ 78% ของคนทั่วไปมักเชื่อในสิ่งที่คนอื่นพูดถึง Brand" 

    เมื่อก่อน Brand ต่างๆ มักจะเชิญ celeb ดารา ไปงาน แต่เดียวนี้ สินค้าไอที หรือสินค้าต่างๆ เริ่มเชิญ คนที่มีคนรู้จักทางออนไลน์ (Online Celebrity) ไปร่วมงาน และให้สินค้าไปใช้ เพื่อสร้างกระแส เพราะช่องทางออนไลน์มันไปได้เร็วกว่า Celeb ธรรมดา และเข้าถึงกลุ่มคนกลุ่มใหม่ได้

     

  3. จะขายสินค้าผ่านทาง Social Network ได้ไหม?
    คำตอบ : การขายหรือสื่อสารข้อมูลสินค้าตรงๆ ผ่านทาง social network ผ่านทาง brand ดูจะเป็นทางที่เพิ่มยอดขายได้น้อยกว่า แต่สิ่งที่น่าสนใจมากว่าก็คือ การขายแบบอ้อม หรือ in-direct ที่จะให้คนอื่นพูดถึงและบอกต่อกันไปผ่าน social network

    Social Network จะใช้ในการสื่อสาร ส่งข้อความมากว่าที่จะใช้ในการสร้างยอดขายหรือปิดการขาย แต่การปิดการขายหรือการขายของได้ (Make Transaction) ก็ยังคงต้องอาศัยเว็บไซต์ เป็นเครื่องในการปิดการขายอีกตัว โดยลักษณะมันจะเป็นการเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน

    ดังนั้นนักการตลาดที่ดี "ต้องเข้าใจ" และสามารถ "วางกลยุทธ" ในการผสมผสาน Social Network เข้ากับ E-Commerce ให้ได้อย่างกลมกลืนที่สุด เมื่อนั้น Social Network จะสามารถสร้างยอดขายให้กับ สินค้าหรือ Brand ได้อย่างมหาศาลเลยทีเดียว

     

  4. หากคู่แข่งใช้ Social Network ด้วยแล้วเราจะทำยังไงดี?
    คำตอบ :
    1. ให้ดู positioning หรือจุดยืนทางการตลาดว่า ของเรากับของคู่แข่งมีความแตกต่างกันอย่างไร
    2. พยายามสร้าง network หรือเครือข่ายให้กว้างกว่า และเข้าถึงให้ "ตรงกลุ่มเป้าหมาย" มากที่สุด
    3. สร้าง Creativity และการสร้างสรรค์ ให้เกิดความโดดเด่นและแตกต่างจากคู่แข่ง หรือการนำเทคโนโลยี หรือ innovation เข้ามาใช้

     

  5. ทำยังให้คนเข้ามาใน Network ของเราหรือ Follow เราเพิ่มมากขึ้น? และ ปัจจัยความสำเร็จ (Key Success Factors) ของการทำการตลาดบน Social Network
    คำตอบ :
    1. จุดยืนหรือ positioning ของคุณว่าคุณคือ "อะไร" อะไรคือ "จุดเด่นของคุณ"  และทำไมเค้าต้องมาตามคุณในโลกของ Social Network และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ "เค้าตามคุณไปได้ เค้าจะได้อะไร?"
    2. ถามตัวเองก่อนว่า "คุณมีอะไรให้เค้าน่าตามหรือดึงให้เค้าเข้ามาร่วมใน network ของคุณบ้าง?"
    3. ขนาดของ Network หากเรามีคนอยู่ในเครือข่ายหรือ Network เรามาก ก็จะได้เปรียบและข้อความที่ส่งออกไป ก็จะมี impact และมีความสามารถในการเข้าถึงกลุ่มคนได้มากขึ้น
    4. Trust หรือความน่าเชื่อถือ ว่าคุณสามารถสร้างสิ่งนี้ได้ดีระดับไหน
    5. ข้อความ (Content) ที่คุณจะส่งออกไปต้องมีคุณภาพ และเป็นสิ่งที่เค้าอยากฟัง ไม่ใช่ พูดแต่สิ่งที่เราอยากจะพูด และสิ่งที่เค้าได้รับต้องเป็นสิ่งคนรับต้อง "ได้"
    6. ความถึ่ในการสื่อสาร ควรจะสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง
    7. การสร้างเทคนิคหรือกลยุทธทางการตลาด ที่สามารถเปลี่ยนจาก "ผู้ชม (Vistior)" กลายเป็น "ผู้ซื้อ (Customer)" ได้ หรือการสร้าง conversion rate ให้เกิดขึ้น
    8. เทคนิคการโปรโมทให้คนมาตามเราหรือเข้ามาใน network เรามากที่สุดคือ การโปรโมทผ่านทาง Social Network ออกไป ให้คนใน network ที่ยังไม่ตามเรา เข้ามาหาเรามากขึ้น แต่ต้องมีกลยุทธที่น่าสนใจ

     

 

 

%d bloggers like this: