ปลุกเว็บไซต์องค์กร ผสานโซเชียลมีเดียให้สร้างรายได้ไหลมาเทมา.!

   เมื่อคุณอยากจะซื้อสินค้าหรือบริการอะไรซักอย่าง.! หลายครั้งคุณมักจะเลือกเข้าไปหาข้อมูลจากหลายแหล่งที่มาเพื่อประกอบการตัดสินใจใช่ไหมครับ? และแน่นอนส่วนใหญ่คุณก็มักจะนึกถึง “เว็บไซต์ของเจ้าของสินค้า (Brand Site)” เป็นเว็บไซต์แรกๆ ที่จะเข้าไปค้นหาข้อมูล เช่น ผมอยากซื้อโทรศัพท์มือถือของ HTC ผมก็จะเข้าเว็บของ HTC ก่อนเป็นเว็บแรกๆ  เพราะคาดว่าจะได้รับข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าที่ถูกต้อง เชื่อถือได้ จากผู้ขายโดยตรง ซึ่งส่วนใหญ่ (ส่วนใหญ่น่ะ) เว็บไซต์ของสินค้า-บริการหรือขององค์กรต่างๆ มักให้ความสำคัญกับการให้ข้อมูลสินค้าและบริการเพียงอย่างเดียว แต่ไม่สามารถทำให้ลูกค้าสามารถสั่งซื้อสินค้าได้ทันที พูดง่ายๆ คือเป็นเว็บไซต์ในรูปแบบเว็บแค็ตตาล๊อก (Catalogue) มากกว่าที่จะเป็นขายสินค้าเต็มรูปแบบ (E-Commerce) ด้วยเหตุผลหลายๆ อย่าง เช่น องค์กรยังไม่มีความพร้อมในการขายสินค้าผ่านเว็บไซต์ หรือบางครั้งองค์กรบางแห่งก็ไม่สามารถขายสินค้าได้โดยตรง เพราะอาจจะไปขายแข่งกับตัวแทนจำหน่ายของตัวเอง ที่มีอยู่ทั่วประเทศ แต่คุณเชื่อไหมว่าเรามีหลายวิธีการที่จะสามารถทำให้เว็บไซต์ของเราสามารถขายสินค้าในรูปแบบวิธีต่างๆ เราลองมาดูกัน

 

คลิกเดียว!!! เข้าถึงสินค้านับล้านชิ้น….

วันนี้ผมมีฟีเจอร์เด็ดๆ มาแนะนำทุกคนครับ โดยมันทำงานอยู่บน IE8 หรือเบราว์เซอร์ยอดนิยม Internet Explorer เวอร์ชั่นล่าสุดนั่นเอง หลายๆ คนอาจสงสัยเวลาเข้าใช้งานใน IE8 แล้ว พอเข้าไปบางเว็บไซต์จะเห็นปุ่มสีเขียวๆ โผล่ขึ้นมา (แน่นอนครับว่า มันไม่ใช่ "กบเคโระ" ) แต่มันก็คือฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดที่ชื่อว่า "เว็บสไลซ์ (Web Slices)" นั่นเองครับ โดยเว็บสไลซ์ เป็นบริการใหม่บน IE8 ครับ

ใครที่ใช้เบราว์เซอร์อื่นๆเช่น Mozilla FireFox หรือ Google Chrome งานนี้บอกได้คำเดียวว่า อดนะครับ หมดสิทธิใช้งานแน่นอน

เว็บสไลซ์จะมีลักษณะเป็นเหมือน Widget ขนาดเล็กอยู่บนแถบเครื่องมือบนเบราว์เซอร์ (Common Bar) มันมีประโยชน์ในการช่วยอัพเดทเนื้อหาที่คุณชื่นชอบบน Favorite Bar ของคุณได้ทันทีในแบบเรียลไทม์ โดยคุณสามารถเลือกได้ว่า จะดูข้อมูลของเว็บที่คุณชื่อชอบส่วนไหนเป็นพิเศษ โดยไม่จำเป็นต้องโหลดมาทั้งหน้า ทำให้คุณสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว และตรงกับความต้องการคุณ ที่จะเห็นเฉพาะในส่วนที่คุณต้องการ นับว่าเป็นประโยชน์มากๆ สำหรับการรับข้อมูลข่าวสารที่มีมากมายในปัจจุบัน

เมื่อแบรนด์ และหมาพูดได้ใน Social Media..!

นักการตลาดหลายคนมักจะมองและเปรียบเทียบว่า แบรนด์ หรือยี่ห้อ ของคุณหากเปรียบเป็น "คน" จะเป็นคนลักษณะไหน? เป็นผู้ชายหรือผู้หญิง เป็นเด็กๆ หรือเป็นคนแก่ เป็นคนกระฉับกระเฉง หรือเป็นคนมั่นใจ เป็นคนที่เข้าอกเข้าใจคน หรือเป็นคนที่สนใจสังคม? ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่หลายนักการตลาดพยายามสร้างให้คนที่เป็นลูกค้า รับรู้และรู้สึก ว่าแบรนด์ของสินค้าจะเป็นแบบไหน? ซึ่งส่วนใหญ่ การที่จะทำให้ลูกค้าของคุณรับรู้ หรือ รู้สึกได้ว่า แบรนด์ของคุณ เป็นอย่างที่คุณได้วางแผนเอาไว้ มันต้องอาศัย การสื่อสาร (Communication) และการทำให้ลูกค้ามีส่วนร่วม (Engagment) หรือประสบการณ์ (Experience)  ร่วมกับแบรนด์ของคุณ ซึ่งมีวิธีมากมายหลายวิธีที่จะทำให้ลูกค้ารับรู้ "ตัวตน (identity)" ของแบรนด์ของคุณได้ แต่มันจะดีไหมหนอ? หากแบรนด์ของคุณ วันนี้จะสามารถลุกขึ้นมาพูดคุยกับลูกค้าของคุณได้อย่างตรงไปตรงมา?

เมื่อเราก้าวเข้าสู่โลกของโซเชี่ยลมีเดีย ซึ่งเป็นรูปแบบการสื่อสารที่เปิดกว้างอย่างมาก ทำให้เราและเพื่อนของเราสามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างอิสระเสรี ภายใต้ "ความสัมพันธ์ (Relation)" ที่เชื่อมโยงผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ต และเมื่อมันพัฒนาไปอย่างมาก เริ่มมีนักการตลาดและธุรกิจหลายธุรกิจเริ่มนำ Social Media เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างแบรนด์ โดยเริ่มนำธุรกิจ สินค้า หรือแบรนด์มาสร้างตัวตนอยู่ในโลกของ Social Media และเริ่มการสื่อสารตรงไปยังกลุ่มลูกค้าของตน ด้วยรูปแบบและลักษณะของแบรนด์ของตนเอง ยกตัวอย่างเช่น DTAC เปิดให้บริการ @DTAC_feelgoood ผ่านทาง twitter และพูดคุยสื่อสารกับลูกค้า โดยส่วนตัวที่ผมได้พูดคุยและสัมผัสจากการที่ @DTAC_feelgoood สื่อสารกับลูกค้าผ่านทาง Twitter ทำให้ผมมีความรู้สึกว่า @DTAC_feelgoood เป็นผู้หญิงน่ารักคนหนึ่ง ที่มีความห่วงใย ความจริงใจ ซึ่งมันสอดคล้องกับแบรนด์ของ DTAC แต่มันเจ๋งกว่านั้นคือ ผมสามารถพูดคุยกับ DTAC ได้ง่ายๆ โดยเพียงแค่พิมพ์ข้อความผ่าน Twitter ไปหา @DTAC_feelgoood เพียงซักพักก็จะมีการตอบกลับมา เพียงแค่นี้ผมก็สามารถ "พูดคุยกับแบรนด์ได้แล้ว" นี้คือตัวอย่างหนึ่งที่ ทำให้เราได้เห็นว่า การเข้านำแบรนด์เข้ามาสู่ในโลกของ Social Media เป็นการสื่อสารแบบสองทาง (2 way Communication) ทำให้เราแบรนด์สามารถโต้ตอบ พูดคุยกับคนได้อย่างง่ายๆ ตามรูปแบบและลักษณะตัวตอนของแบรนด์แต่ละแบรนด์

ทางออกประเทศไทยง่ายๆ เมื่อ “เราเอง” คิดบวกบวก (Double Positive Thinking)

 คุณเชื่อไหม! ว่าการข้อความ หรือข้อมูล ที่คนอื่นๆ ส่งต่อๆ กันมาในอินเทอร์เน็ต หรือ Social Network บางครั้งมันสามารถสร้างความแตกแยก ให้กับคนในประเทศได้ โดยที่เราไม่รู้ตัวเลย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อแดง เสื้อเหลือง คนนั้น คนนู้น คนนี้เล่าว่า หรือภาพเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทุกอย่าง ล้วนเกิดผลลัพย์ ตามมาโดยที่เราไม่รู้ตัวว่า เรากำลังปลูกฝั่ง หรือรับข้อมูลเหล่านั้น ซึ่งมันจะทำให้เกิดความแตกแยกระหว่างคนไทยด้วยกันเองไปโดยไม่รู้ตัว เราจะแก้ปัญหานี้อย่างไร?

 

ในสถานะการณ์เช่นนี้ ประเทศไทยไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว นอกจากการที่จะให้คนในชาติกลับมาเป็นปึกแผ่น และ "เลิกมองว่าคนนู้นคือเสื้อแดง เสื้อเหลือง เสื้อหลากสี หรือเสื้อสีอะไรก็ตาม" เราต้องพูดคำว่าเราคือ "คนไทย" ด้วยกัน ซึ่งการแสดงออกง่าย คือการลด ละ เลิก การเขียน หรือส่งต่อข้อมูลที่จะทำให้เกิดความแตกแยกระหว่างเรากับคนอื่นๆ ในสังคมไทยด้วยกัน เพราะบางครั้ง คำพูดบางคำ หรือภาพบางภาพ มันทำให้เกิดความแตกแยก และรวมถึงการสร้าง มุมมองที่ดี มุมมองที่บวกให้กับตัวเอง และกับคนรอบข้าง นี้คือที่มาของการจะทำให้ประเทศไทย สามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้

 

ตอนนี้ก็มีการรวมตัวกันของกลุ่มคน ที่กำลังพลักดันในให้คนไทยมาร่วมกัน "คิดบวกบวก" โดยมีการเริ่มรณรงค์ให้คนไทยทุกคนเริ่มหันมา "พูด-คิด-ทำ แต่เรื่องบวกบวก" และรวมตัวกันโดยใช้ชื่อว่า "พรรคพลังบวก" ต้องบอกก่อนว่านี้ไม่ใช่พรรคการเมืองนะครับ แต่เป็นการรวมตัวของคนที่คิดเรื่องบวกบวก โดยได้มีการสร้าง Facebook ขึ้นมาสำหรับคนที่สนใจจะเข้ามาร่วมสามารถเข้าร่วมได้ที่  http://www.facebook.com/PositiveParty และสามารถร่วมเข้าการคิดบวกบวกๆ ได้โดยการ เปลี่ยนภาพของคุณ หรืออาวาร์ต้า (Avartar) ในเว็บโซเชี่ยลเน็ตเวิรก์ของคุณ ให้มีเครื่องหมาย "บวก บวก" อยู่ในภาพของคุณ เพื่อเป็นการบอกกับตัวเองได้ และกับคนอื่นๆ ว่าเรามีแนวความคิด บวกบวก โดยคุณสามารถไปเข้าร่วมเปลี่ยนภาพของคุณได้ที่ http://bit.ly/thailand2plus และในการพูดหรือสื่อสาร คุณสามารถใส่แท็ก #Thailand++ เป็นการแจ้งให้คนอื่นทราบถึงว่า ข้อความนี้ เป็นข้อความที่ มีความเป็น "บวกบวก"

 

 

โดยหลังจากเปิดกลุ่มนี้ขึ้นมาไม่นาน ก็มีคนในโลกออนไลน์ทั้งใน Facebook และ Twitter ต่างเข้าร่วมโครงการนี้กันอย่างมาก โดยตอนนี้ มีคนเปลี่ยนภาพอาวาร์ต้าของตัวเอง มากกว่า 3 พันคน และ มีผู้เข้าร่วมผ่าน Facebook เกือบ 900 คนแล้วภายในระยะเวลาไม่ถึง 2 วัน ถือว่าเป็นการเติบโตที่รวดเร็วมากๆ ในโลกออนไลน์ นี้คือรูปแบบของการเคลื่อนไหว และการสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ในโลกของ Social Network ที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วมากๆ 

 

หากคุณได้มีโอกาสเข้ามาอยู่ในโลกของโซเชี่ยลเน็ตเวิรก์แล้ว ไม่ว่าจะเป็น Facebook หรือ Twitter แล้ว ผมจึงอยากเชิญชวนคุณ (นั้นแหละ) เข้ามาร่วมในโครงการดีๆ แบบนี้ และเริ่มต้นการสื่อสารในโลกของโซเชี่ยลเน็ตเวิรก์ ที่คุณใช้อยู่ในปัจจุบันอย่างสร้างสรรค์ "คิดบวกบวก" สร้างความเป็น "คนไทย" ร่วมกันผ่านสังคมออนไลน์ที่มีศักยภาพและสามารถเข้าถึงคนไทยได้เป็นจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น การเริ่มต้น การคิดบวกบวก มันเริ่มง่ายๆ จากตัวคุณเอง เอาละเรามาเริ่มต้นกันดีกว่าครับ.! 

 

อย่าปล่อยให้ลูกค้าลอยนวล กับ ReMarketing (ReTargeting) “การตลาดซ้ำย้ำอีกครั้ง”

น่าจะมีหลายๆ ครั้งที่มีลูกค้าเข้าไปดูสินค้าในเว็บไซต์คุณ แล้วกำลังจะกดสั่งซื้อสินค้าอยู่ๆ แต่อยู่ๆ ก็เห็นว่าราคาสินค้าที่จะซื้อราคายังไม่ถูกใจ แล้วก็กดทิ้งเว็บของคุณไป ไปดูเว็บไซต์อื่นต่อ คุณจะทำยังไงดีละเพื่อไปดึงลูกค้าเหล่านั้นกลับมาหาคุณอีกครั้ง? หากคุณสามารถมีโปรโมชั่น หรือส่วนลดพิเศษให้กับลูกค้าคนๆ น้ันอีกครั้ง.! มันคงจะดีไม่น้อย และน่าจะทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อสินค้าของคุณได้  ซึ่งวิธีการตลาดกับลูกค้าที่เราได้เคยทำการตลาดไปแล้วกลับมาหา โดยทำการส่งเสริมการตลาดเพิ่มขึ้น ในกลุ่มลูกค้ากลุ่มเดิมเพื่อที่จะกระตุ้นให้ลูกค้ากลุ่มนี้เกิดความต้องการขึ้นมาใหม่ โดยการตลาดลักษณะนี้เรียกว่า "การทำการตลาดใหม่ (remarketing)"

การตลาดลักษณะนี้สามารถทำได้ไม่ยากเลย ในโลกออนไลน์ เพราะเนื่องจากในโลกออนไลน์เราสามารถทราบได้ว่า ลูกค้าคนไหน "เคยมาที่เว็บไซต์คุณบ้างแล้ว" และเค้าอาจจะไปเว็บไซต์อื่นๆ ต่อหลังจากน้ัน เราก็สามารถนำเสนอการทำ Remarketing ได้อย่างไม่ยาก

การตลาดออนไลน์กับร้านก๋วยเตี๋ยว.. ไม่น่าเชื่อ! แต่ก็เป็นไปได้

วันนี้ผมมีตัวอย่างสุดยอดผู้ประกอบการ SME ที่มีการใช้อินเทอร์เน็ต โซเชียลเน็ตเวิรก์และการตลาดเต็มรูปแบบ เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำธุรกิจ ให้สามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วจากเดิมยอดขายวันละไม่กี่พันมาเป็นวันนึงหลายหมื่นบาทภายในเวลาไม่ถึง 2 ปี ธุรกิจนี้เป็นธุรกิจที่ถ้าเรียกกันง่ายๆ เป็นธุรกิจร้านอาหารที่สามารถเรียกได้ว่า ธรรมดาๆ ทั่วๆ ไป แต่ต้องนับถือความ "มีกึ๋น" ของเจ้าของร้าน ซึ่งเป็นหนุ่มๆใหม่ไฟแรงอายุไม่ถึง 30 แต่สามารถบริหารธุรกิจให้เติบโตได้ขนาดนี้ แหมเกริ่นขนานแล้วก็ชักจะสนแล้วสิ… มาดูกัน

 

เจ๊กเม็งมาแล้วจ้า….

ธุรกิจที่ผมจะแนะนำวันนี้คือ "ร้านก๋วยเตี๋ยว เจ๊กเม็ง" ซึ่งเป็นร้านอาหารเก่าแก่ในเมืองเพชรบุรี มีมานานเกือบ 50 ปี มีก๋วยเตี๋ยวและมีอาหารหลายอย่างมากมาย อยู่ถนนหน้าถนนเขาวัง ไปง่ายมากๆ (แผนที่)  ส่วนตัวผมรู้จักร้านเจ๊กเม็งนี้จาก Twitter โดยในเดือนมีนาคม ผมเห็นพี่ชาล๊อต โทณวณิก (@charlot2000) ส่ง Twitter มาบอกว่า ได้ไปก๋วยเตี๋ยวร้านนี้ และเป็นร้านที่มีการนำเอาสื่อออนไลน์ทุกรูปแบบมาใช้ในการโปรโมทร้านค้า ผมเห็นก็เกิดความสนใจ ที่ธุรกิจร้านอาหารสามารถนำ Internet และ Social Network มาใช้กับธุรกิจได้ด้วย โดยสิ่งที่ร้านนี้ได้มีการเอาสื่อออนไลน์มาใช้ได้แก่ เว็บไซต์ www.jekmeng-noodle.com, facebook, hi5, msn, blackberry, QR-Code เห็นสื่อทางออนไลน์ที่ผมบอกว่า เห็นได้เลยว่า ร้านนี้ "ไม่ธรรมดา" เลยใช่ไหมครับ 

 ช่องทางการให้บริการของร้านก๋วยเตี๋ยวเจ๊กเม็ง 

เพิ่มศักยภาพชีวิตและธุรกิจด้วย กล้องในมือถือ + Social Network Photo

ผมเชื่อว่าหลายๆ คนตอนนี้ นิยมถ่ายรูปด้วยโทรศัพท์มือถือใช่ไหมครับ? แต่ถ่ายภาพแต่ละครั้งเสร็จ พอจะเอารูปออกมาแบ่งเพื่อนๆ ก็ต้องมาคอยส่งผ่าน bluetooth, E-mail หรือ ต้องมาเสียบกับคอมพิวเตอร์ เพื่อดึงภาพลงมาในคอมพิวเตอร์ แล้วส่งต่อหาเพื่อนๆ หรือต้องมาคอย upload เข้า Social Network ที่คุณใช้เป็นประจำอย่าง Facebook, Flickr ซึ่งบางทีมันก็ลำบาก ลำบนน่าดูเลยทีเดียว… มันจะดีไหมหนอ.. หากเราถ่ายภาพ หรือ วีดีโอ จากโทรศัพท์มือถือของเราปุ๊ป ก็สามารถอัพโหลดหรือส่งเข้าไปยังเว็บต่างๆ ที่เราใช้อยู่เป็นประจำ อย่างอัตโนมัติ คงจะดีไม่น้อย …

ผมเองเป็นคนนึงที่ ชอบถ่ายภาพ จากกล้องโทรศัพท์มือถือ แล้วนานๆ ก็ค่อยเอาโทรศัพท์มาต่อกับคอมเพื่อนำภาพลงมาเก็บบนคอมพิวเตอร์เอาไว้ ซึ่งมันก็ดูลำบากลำบนเลยทีเดียว เพราะบางครั้งต้องคอยมาถอดเมมโมรี่ในโทรศัพท์มาเสียบกับคอม ต้องถอดแบ็ตมือถือมาก่อนอีก บางครั้งก็ต้องมาคอยหาตัวต่อ ตัวเสียบเมมโมรี่กับคอมพิวเตอร์ ลำบากลำบนน่าดู และเดียวนี้บริการ Social Network ดังๆ หลายๆ แห่งอย่าง Facebook.com, Twitter.com หรือ Flickr.com ก็มีบริการให้อัพโหลดรูปภาพเข้าไปโชว์เพื่อนๆ  แต่เราจะทำยังไงละ ถึงสามารถนำภาพจากโทรศัพท์มือถือของเราส่งเข้าไปยัง Social Network ต่างๆ ทันทีเลย คงจะดีไม่น้อย  วันนี้ผมมีวิธีครับ.!


ภาพของการจัดการรูปภาพใน Social Network ต่างๆ 

วิธีการรัน Google Talk 2 โปรแกรมพร้อมๆ กัน

 วิธีการรัน Google Talk 2 โปรแกรมพร้อมๆ กัน

  1. คลิกขวาที่ Gtalk Messenger shortcut บนหน้าจอ Desktop
  2. คลิก Properties
  3. เลือก Shortcut Tab
  4. คุณจะเห็น Target TextBox เป็น: “c:\program files\google\google talk\googletalk.exe” /startmenu
  5. ให้เปลี่ยนด้านท้ายเป็น “c:\program files\google\google talk\googletalk.exe” /nomutex
  6. คลิก Apply และ OK. ปิดหน้าต่าง
  7. ตอนนี้คุณก็สามารถ Copy shortcut file และไปวางเพิ่มบนหน้าจอและเปลี่ยนชื่อเป็น Account อื่นได้ แล้วทีนี้คุณก็สามารถรันได้หลายๆ Gtalk Account พร้อมๆ กันครับ

 

 

เทคนิคการเช็กว่าเว็บไหนเอาอีเมล์ ของคุณไปใช้หรือขายให้กับสแปมเมอร์ (เฉพาะ gmail.com)

บทความนี้ดี น่าสนใจสำหรับคนที่ใช้ Gmail และอยากเช็กว่ามีใคร หรือเว็บไหนที่เอาอีเมล์ของคุณไปใช้หรือขายให้กับสแปมเมอร์บ้าง? หรือคุณจำได้ไหมว่าเคยเอา email address ของคุณไปสมัครสมาชิกหรือใช้บริการของเว็บไหนมาบ้าง? ผมคิดว่าหลายคนคงจะเคยใช้อีเมล์แอ๊ดเดรสของตนเองไปสมัครลงทะเบียนหรือใช้งานเว็บต่างๆมากกันบ้างแล้ว และไม่ต้องการให้เจ้าของเว็บนั้นๆ เอาอีเมล์ของคุณไปค้า ขายหรือเอาไปให้เหล่าสแปมเมอร์ทั้งหลาย ส่งสแปมเมล์มาหาคุณกันใช่ไหมหล่ะครับ

วันนี้ผมมีทริกมาแนะนำ สำหรับดู เช็คว่าใคร เว็บไหน เอาอีเมล์ของคุณไปใช้หรือขายให้กับสแปมเมอร์ ซึ่งทริคนี้สามารถใช้ได้เฉพาะคนที่ใช้บริการฟรีอีเมล์ของ Gmail.com เท่านั้นนะครับ วิธีการก็คือ เมื่อคุณจะใช้อีเมล์ของคุณเพื่อสมัคร ลงทะเบียน ขอใช้บริการใดๆ กับทางเว็บใดเว็บหนึ่ง  ยกตัวอย่างเช่น อีเมล์ของคุณคือ username@gmail.com แล้วคุณต้องการที่จะลงทะเบียนที่เว็บ samplesite.com และแทนที่คุณจะใช้ username@gmail.com 
 

ให้คุณเปลี่ยนไปใช้ username+samplesitecom@gmail.com 
และกรอกลงไปในช่องที่ให้ระบุอีเมล์แทน

จากนั้นเมื่ออีเมล์ของคุณถูกนำเอาไปใช้ หรือขายให้กับสแปมเมอร์และส่งสแปมเมล์มาหาคุณ เมื่อทาง gmail เห็นเครื่องหมาย “+” (เครื่องหมายบวก) ที่อยู่ในอีเมล์แอดเดรสของคุณ มันก็จะตัดเอาตัวอักษรทั้งหมดที่อยู่ทางซ้ายของเครื่ องหมาย “+” โดยจะได้เป็นusername@gmail.com นั่นเอง และคุณก็ยังสามารถได้รับเมล์ที่ส่งมาเหมือนเดิม และรู้ว่าใคร เว็บไหน ส่งเมล์มาหาคุณด้วย โดยคลิกที่ Show Detail ในเมล์นั้นๆ เพื่อดูรายละเอียดได้ครับ

ทั้งนี้คุณสามารถทำการค้นหาใน gmail ได้โดยใช้คีย์เวิร์ดว่า username+samplesitecom เพื่อดูว่ามีเมล์ไหนบ้างที่ส่งเข้าที่ที่อีเมล์แอดเด รสนี้บ้าง เท่านี้ก็เรียบร้อยหล่ะครับ  สำหรับใครที่ใช้ gmail อยู่หล่ะก็ ลองนำไปใช้ดูนะครับ 
 

ที่มา : gmail trick: มาดูกันว่าใคร เว็บไหน เอาอีเมล์ของคุณไปใช้หรือขายให้กับสแปมเมอร์ http://webmonster.sapaan.net

Twitter อาวุธของนักข่าวสายพันธุ์ใหม่

เหตุการณ์เมษาเลือดที่ผ่านมา แทบจะบอกได้เลยว่า เป็นเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของวงการข่าวเมืองไทยเลยทีเดียว เพราะการรับรู้ข่าวสารจาก "สื่อเดิม" ดูจะเป็นช่องทางที่ "ช้าและไม่ทันใจ" ของกลุ่มคนที่รับข่าวสาร และในขณะเดียวกันก็กลายเป็นช่องทางใหม่ของ "สื่อและนักข่าว" ที่ใช้เป็นช่องทางการสื่อสาร "ทางตรง" ไปยังกลุ่มคนรับสื่อได้ทันที ผ่านทาง "สื่อใหม่ (New Media) อย่าง Social Network" โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริการอย่าง ทวิตเตอร์ (Twitter) ต้องถือว่าเป็นช่องทางที่ร้อนแรง และมีข้อมูลหลั่งไหลเข้ามา แบบวินาที ต่อวินาทีเลยทีเดียว

จากเหตุการณ์ในคืนวันเกิดเหตุการปะทะกันของ กลุ่ม นปช. และ เจ้าหน้าที่ทหาร หากเป็นเมื่อก่อน เราคงจะต้องรอนักข่าวถ่ายทอด หรือส่งข่าวเข้ามาในรายการข่าวทางทีวีหรือวิทยุ โดยส่วนใหญ่จะเป็นการสื่อสารทาง "เสียง" หรือ "ภาพ" ซะส่วนใหญ่ และการออกแต่ละครั้งก็ต้องรอ "จังหวะและโอกาสของรายการทีวี หรือวิทยุในช่วงนั้นๆ ด้วย" ซึ่งด้วยเหตุผลเหล่านี้ทำให้ ข่าวกว่าจะมาถึงผู้รับก็ดูจะช้าและใช้เวลาเลยทีเดียว

จะใช้ Facebook หรือ Twitter ดีว้า?

หลายๆ คนมักจะถามผมว่า ระหว่าง Facebook กับ Twitter เค้าควรจะใช้ Social Network ตัวไหนดี? ในการใช้เป็นเครื่องมือสื่อสาร หรือเข้าถึงกลุ่มเพื่อนๆ และสังคมใหม่ จากประสบการณ์ที่ผ่านมา จะเห็นว่าคนส่วนใหญ่ จะนิยมใช้ Facebook มากกว่า Twitter โดยตัวเลขปัจจุบัน มีคนไทยใช้ Facebook ประมาณ 2,597,440 คน (อ้างอิงจาก Facebook.com) และคนไทยใช้ Twitter ประมาณ 90,096 คน (อ้างอิงจาก www.lab.in.th/thaitrend ณ. วันที่ 9 เมษายน 2510) คำถามง่ายๆ ที่หลายๆ คนถามผมคือ แล้วไอ้เจ้า Facebook มันต่างจาก Twitter ยังไง (วะ)?

ได้มีโอกาสไปออกรายการสุริวิภา ช่อง 9 มาครับ

 เมื่อวันศุกร์ที่ 12 มีนาคม 2010 ผมได้มีโอกาสไปออกรายการ "สุริวิภา" ของพี่หนูแหม่ม โดยเป็นช่วงตอนพิเศษ "Make it Bold" ที่เค้าได้ทำการเลือกคนรุ่นใหม่ (รึเปล่าอะ) 4 คนมาพูดคุย แบ่งปันประสบการณ์ ซึ่งคนแรก ก็คือ คุณนิ้วกลมนักเขียน ที่มีผลงานเขียนออกมาหลายเล่ม และผมก็เป็น "คนที่สอง" ที่ได้รับเลือก และมีโอกาสไปสัมภาษณ์ในรายการนี้ ต้องบอกว่าตื่นเต้นมากเลยทีเดียว ที่ได้มีโอกาสไปออกรายการระดับประเทศแบบนี้ การสัมภาษณ์แบ่งออกเป็นหลายๆ ช่วงตั้งแต่ ชีวิตของผม, ชีวิตการทำงาน, หลักแนวความคิด ชีวิตครอบครัว ซึ่งทุกอย่างจะมี Internet เข้ามาสอดผสานอย่างกลมกลืนเลยทีเดียว ผมค่อนข้างสบายๆ ขำๆ ตลกๆ สไตล์ผมน่ะ  โดยเฉพาะช่วงเปิดตัวในรายการ มันช่างดู Internet มากๆ มาดูกันครับ ว่าการเนื้อหาการสัมภาษณ์วันนั้นเป็นอย่างไรบ้าง จาก Youtube แบ่งออกเป็น 4 ตอนนะครับ

 

 

 

 

เจาะลึกคนไทยใช้ Twitter

ณ.ปัจจุบันยังไม่มีใครสามารถบอกได้ว่า "คนไทยใช้ Twitter มีทั้งหมดกี่คน?" แต่ตอนนี้เริ่มมีการลองสำรวจกันอย่างคร่าวกันอยู่ โดนเรียกว่า "Thailand Trending" หรืออันดับเด่นประเทศไทย จากการสำรวจจากการตรวจสอบการส่งข้อมูลของคนไทยผ่าน Twitter ที่มีการส่งข้อมูลหลายหมื่นแสนข้อความ ซึ่งการสำรวจข้อความเหล่านี้ ทำให้เราสามารถ ตรวจสอบ และสามารถรู้แนวโน้มอะไรได้หลายๆ อย่างการจากพูดคุยของคนไทยที่ใช้ Twitter โดยข้อมูลทั้งหมดนี้จะถูกนำมาวิเคราะห์ ตลอดวัน เดือน ปี ว่าแนวโน้มเป็นอย่างไรบ้าง?

แนวคิดโครงการเริ่มจากที่ทวิตเตอร์เปิดให้บริการ Local Trending ซึ่งแน่นอนว่า … ไม่มีภาษาไทย และปริมาณทวีตภาษาไทยไม่ได้เยอะมากจนถึงขั้นทำให้ติดอันดับ ข้อความอินเทรนด์ระดับโลก (Global Trending) ได้ง่ายนัก (แต่ประเทศเราก็เคยติดกับคำว่า #WeLoveKing เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2552 ที่ผ่านมานี้เอง) ดังนั้นก็ต้องมีการลงพัฒนาอะไรบางอย่างซักหน่อยเพื่อให้สามารถเข้าถึงข้อมูลของ Twitter โดยการใช้ระบบเชื่อมต่อ (API) ของ Twitter เองซึ่งหลังจากได้มีการจับข้อมูลและตรวจสอบ พบว่ามีข้อมูลหลายๆ อย่างน่าสนใจมาก เราลองมาดูกัน

 

วิเคราะห์พฤติกรรมคนไทยใช้ Twitter 

    เว็บไซต์ที่ผมพูดถึงที่ได้มีการทดลองเก็บข้อมูลของคนไทยที่ใช้ Twitter คือ http://www.lab.in.th/thaitrend ซึ่งจากการสำรวจพบว่า มีคนไทยที่ใช้ twitter ประมาณ  กว่า 73,387 คน (จากการเก็บข้อมูลตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2553 สำหรับตัวเลขล่าสุด ดูได้ที่เว็บไซต์) ดังน้ันแนวโน้มคนไทยที่ Twitter อาจจะใช้ตัวเลขนี้อ้างอิงได้ เพราะที่ผ่านมายังไม่เคยใครค้นคว้าอย่างจริงๆ จังอย่างเว็บไซต์นี้เลย 

และเรายังสามารถเห็นได้อีกด้วยว่า มีคนพูดถึงเรื่องอะไรเยอะสุดบ้างในแต่ละวัน อาทิตย์ และเดือน โดยระบบจะจับจาก แฮชแท็ก (Hash Tag) หรือข้อความที่มีเครื่องหมาย # นำหน้า เชนในช่วงนี้ แท็กคำว่า #WeLoveThai มีการพูดถึงอันดับ 1


ตัวเลขของคนไทยพูดถึง #WeLoveThai ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา
 

และนอกจากนี้ยังสามารถตรวจสอบได้อีกว่า ใครเป็นคนที่อ้างอิง (mention) หรือพูดถึงมากที่สุดในแต่ละวัน อาทิตย์ เดือน โดยในวันนี้ คุณสุทธิชัย หยุ่น (@Suthichai) ได้เป็นอันดับ 1 และส่วนสุดท้ายที่ระบบนี้สามารถตรวจได้คือ คำหรือวลี (vowel) ที่มีการพูดถึงมากที่สุดใน Twitter ของคนไทย ซึ่งอันดับ 1 วันนี้ได้แก่ "เสื้อแดง" และอันดับ 2 ได้แก่ "เหวง"


สถิติต่างของคนไทยที่ใช้ Twitter

นี้คือข้อมูลบางส่วนที่เราสามารถทราบได้ทันที จากคนไทยทั่วโลกที่ใช้ Twitter เพราะระบบนี้ได้ถูกออกแบบไว้ให้จับจากคนที่ส่งข้อความ "ภาษาไทย" เท่านั้นใน Twitter ระบบถึงจะทำการตรวจสอบและนำมาทำเป็นรายการให้ดู ซึ่งต้องบอกได้เลยว่า ข้อมูลเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงรายวัน และข้อมูลจะสอนคล้องกับพฤติกรรมของคนไทยในขณะนั้นๆ ว่าคนไทยส่วนใหญ่ "กำลังพูดถึงอะไร?" อะไรคือแนวโน้มเด่นของคนไทยในตอนนี้  

 

อ่านมาถึงตรงนี้เราได้อะไร? 

         การที่เราสามารถวิเคราะห์ การพุดคุยของคนไทยที่ใช้ Twitter ทำให้เราสามารถทราบถึงข้อมูลหลายๆ อย่างที่น่าสนใจ หากนำไปใช้กับการตลาด เราก็จะสามารถวิเคราะห์ได้ว่า สินค้าและบริการอะไร ที่กำลังอยู่ในเทรน (Trend) ที่หลายๆ คนพูดถึงกันอยู่ และยังสามารถศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคได้ไม่ยากเลย แต่จุดที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ บริการเหล่านี้เรามักจะเห็น ตามเว็บของต่างประเทศเต็มไปหมด แต่การที่เมืองไทยเริ่มมีบริการลักษณะแบบนี้เกิดขึ้น นั้นหมายถึงเป็นการเริ่มต้นการพัฒนาระบบเว็บไซต์ไทย ในการเข้าถึงและวิเคราะห์ข้อมุลของคนไทยด้วยกันเอง ในบริการของเว็บไซต์ต่างประเทศ ซึ่งตอนนี้หลายๆ เว็บไซต์ก็เริ่ม "เปิดช่องทาง" ในนักพัฒนาสามารถเข้าถึง และนำข้อมูลต่างๆ ไปใช้ได้ ซึ่งถือว่าเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นการเริ่มต้นที่ดี และน่าจะจุดประกายใหักับนักพัฒนาในเมืองไทยได้เกิดมุมมองใหม่ๆ ในการพัฒนาเว็บไซต์ในเมืองไทยให้ดียิ่งขึ้น….อ่านมาถึงตรงนี้ หากคุณสนใจ ก็ลองเข้าไปดูได้ครับตามเว็บที่ผมแนะนำมาเบื้องต้นครับ

 

มาทำ Twitter Wall กันเถอะ….

 หากคุณอยากจะรู้ว่า ตอนนี้มีใครในโลกนี้พุดถึง Tag หรือ Keywords ที่เกี่ยวกับ สินค้าหรือแบรนด์ของคุณใน Twitter วิธีการง่ายๆ ก็คือการใช้ Twitter Wall ซึ่งก็คือการฉายหรือแสดง ข้อความที่คน Tweet คำพูดที่คุณต้องการจากคนทั่วโลก  โดยวิธีการนี้มักนิยมในงานต่างๆ เช่นงานสัมมนา, งานที่คนเยอะๆ โดยจะมีการแสดงจอใหญ่ๆ อีกจอที่ขึ้น Twitter Wall ขึ้นมา เช่นผมจัดงานเกี่ยวกับ สัมมนาของ TARAD.com ผมก็อยากให้คนในงาน ที่มางาน หรือพูดถึงงานนี้ใส่ Tag #TARAD เข้าไป ดังน้นพอ ใครก็ตามในโลกนี้ พิมพ์คำว่า #TARAD ข้อความก็จะขึ้นในหน้าจอนี้ ซึ่งจะเป็นอีกวิธีที่คนในงาน สามารถสื่อสาร หรือพูดคุยในเรื่องเดียวกันได้ง่ายๆ โดยใช้ twitter เป็นเครื่อง และใช้ Tag หรือ Keyword เป็นตัวจับ ซึ่งวิธีการตอนนี้ก็มีง่ายๆ ครับ ลองไปใช้กันได้ฟรีๆ ได้เลยครับ เข้าไปใช้ได้กับเว็บต่างๆ เหล่านี้ได้เลย

 

เพิ่มพลังธุรกิจด้วยโซเชียลเน็ตเวริก์เกมส์ (Business & Social Network Games)

     หากถามคุณว่าอะไรคือสิ่งที่คนใช้ Social Network อย่าง Facebook นิยมใช้มากที่สุดในปัจจุบัน? ถ้าได้ถามคำถามนี้กลับหลายๆคน คำตอบที่ได้ก็จะเป็น "เอาไว้เล่นเกมส์กับเพื่อน" นี้คือความจริงครับ ที่คนส่วนใหญ่ นิยมใช้ Facebook เพื่อเล่นเกมส์ซะเป็นส่วนใหญ่ เรามาดูเหตุผล "ว่าทำไมคนส่วนใหญ่ถึงนิยมเล่นเกมส์ทาง Facebook?" และเราสามารถประยุกต์นำเกมส์บน Social Network มาใช้เพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจของเราอย่างไรได้บ้าง?

ปัจจุบัน Facebook กลายเป็นเว็บไซต์หรือแพลทฟอร์ม (Platform) ที่ค่ายเกมดังๆ ต่างเข้ามาพัฒนาเกมส์ ให้ผู้ใช้งานกลุ่มสังคมออนไลน์เล่นกัน เช่น บริษัท Zynga เจ้าของเกม Farmville (ปลูกผัก) , บริษัท Playfish เจ้าของเกม Restaurent City (ร้านขายอาหาร) ซึ่งผู้ผลิตเกมเจ้าใหญ่ๆเหล่านี้ก็โกยเงินจากผู้เล่นกันวันละเป็นล้านๆ จนรวยไม่รู้เรื่อง จากการขายไอเท่ม หรือของรางวัลต่างๆ ภายในเกมส์ ที่สามารถนำเงินจริงๆ ไปแลกซื้อของเหล่านี้มาได้ง่ายๆ ทำให้ตอนนี้หลายๆ บริษัท ต่างเริ่มให้ความสนใจกับการพัฒนาเกมส์ Facebook กันมากขึ้นเรื่อย

%d bloggers like this: