อันดับคนไทยที่มีคนตาม (Follower) ทวิตเตอร์สูงสุด

 ลองมาดูคนไทยทีมี Follower เยอะๆ ผมเน้นคนที่เยอะมากเกินแสนละกันนะครับ ผมลองจัดอันดับดูง่ายๆ แต่อาจจะไม่ได้อัพเดทบ่อยๆ ลองดูตัวเลขข้างหลังเอาละกันนะครับ ใครเจอคนไหนเยอะกว่านี้ก็บอกมากันได้นะครับ ที่ http://twitter.com/pawoot

  Name User Follower
1 นิชคุณ 2PM @khunnie0624
2 วู๊ดดี้ @Woodytalk
3 นายก อภิสิทธิ์ @pm_abhisit
4 อดีตนายก ทักษิณ @thaksinlive
5 ท่าน ว.วชิรเมธี @vajiramedhi
6 คุณสุทธิชัย หยุ่น @suthichai
7 กาละแมร์ @kalamare
8 พอลล่า @paulataylor
9 เจ เจตริน @jjetrin
  …….  …..  …….
โหล่ ภาวุธ (ป้อม) @pawoot

 ดูอันดับทั้งจริงๆ ได้ที่ http://www.lab.in.th/thaitrend/rank-follower.php
(
อันนี้ผมทำเอาไว้ รอระบบจัดอันดับของ Thaitrend ขึ้น)

 

7 เทคนิคทำให้เพิ่มสมาชิก (Like) ใน Facebook ด้วยการโฆษณา

ตอนนี้หลายๆ คนกำลังเป็นบ้าเป็นหลังกับการเพิ่มจำนวน Like หรือจำนวนสมาชิกในหน้า (Pages) ของคุณใน Facebook  วันนี้ผมมีเทคนิคการเพิ่มคน Likes  หรือสมาชิกใน facebook ให้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วปู๊ดๆ เลยครับ แต่วิธีผมวันนี้อาจจะต้องใช้เงินในการลงโฆษณาหน่อยนะครับ แต่ถามว่าถ้าจะเสียเงินในการลงโฆษณาเพื่อเพิ่ม สมาชิกใน Page แล้วเราต้องรู้ทิปและเทคนิคในการลงโฆษณาและการเตรียมตัวเองให้ดีที่สุด มาดูกันเลยครับ

 

5 เทคนิคการนำตำแหน่งของลูกค้า (Location-Base) เพิ่มศักยภาพธุรกิจ

 บริการออนไลน์ในรุปแบบของ “การบริการตามตำแหน่งผู้ใช้ หรือ Location-based” อย่าง Foursquare หรือ Gowalla กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน (ในไทยตอนนี้ Foursquare ได้รับความนิยมามากกว่า Gowalla มาก) หรือล่าสุดทาง Facebook ได้เปิดบริการที่มีการนำ “ตำแหน่ง (Location)” ของผู้ใช้มาในชื่อบริการ “Facebook Place” แล้วด้วยเช่นกัน จึงได้ว่า แนวโน้มของเทคโนโลยี Location-based กำลังมาแรงและเริ่มเข้ามาบทบาทกับธุรกิจอย่างมาในอนาคตกันใกล้นี้แน่ๆ  แต่สำหรับคนที่ทำงานและทำธุรกิจคำถามคือ เราจะสามารถนำเทคโนโลยี Location-Based มาใช้กับธุรกิจของงานของเราได้อย่างไรบ้าง? เดียววันนี้เรามาดูกันครับ
 

แอบมอง Mobile Commerce ที่ญี่ปุ่นแล้วหันกลับมามองเมืองไทย

ช่วงนี้ผมมาที่ญีปุ่น (31/8/10) และพบว่า Mobile Commerce ที่ญี่ปุ่นโตมากๆ โดยตอนนี้เว็บไซต์ E-Commerce ของญี่ปุ่นหลายๆ แห่งเริ่มค้าขายกันผ่านโทรศัพท์มือถือกันมากขึ้น โดยบางเว็บมีรายได้มากกว่า 1 ล้านเหรียญสหรัฐ (35 ล้านบาท) ต่อเดือน หรือบางแห่งมีรายได้ผ่านช่องทางการขายสินค้าทาง M-Commerce มากกว่า 70% เลยทีเดียว

กลุ่มเป้าหมายที่น่าสนใจของกลุ่ม Mobile Commerce คือกลุ่มวัยรุ่นในญี่ปุ่น เพราะกลุ่มเหล่านี้ ไม่ค่อยมีเวลาเข้าถึง Internet ผ่านคอมพิวเตอร์ซักเท่าไร จึงนิยมใช้ Internet ผ่านโทรศัพท์มือถือเป็นหลัก ดังนั้นจึงมีผู้ให้บริการ E-Commerce หลายๆ แห่งเริ่มทำแคมเปญ หรือการสื่อสารผ่านไปยังกลุ่มวัยรุ่นผ่านโทรศัพท์มือถือโดยเฉพาะ ซึ่งผลที่ได้คือยอดขายที่มากมายมหาศาลผ่านกลุ่มเป้าหมายกลุ่มนี้

แก้ปัญหาการส่ง E-Mail Marketing เข้า Hotmail

หากคุณทำ E-Mail Marketing ต้องการส่งเ E-mail เยอะๆ ไปยังผู้ให้บริการ E-mail เจ้าต่างๆ โดยเฉพาะหากมีปัญหาในการส่งเมล์เข้าไปที่ Hotmail  ลองอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://mail.live.com/mail/troubleshooting.aspx 

แต่ถ้ายังมีปัญหาในการส่ง E-Mail อีกสามารถติดต่อกับ เจ้าหน้าที่ Windows Live โดยตรงได้ที่
https://support.msn.com/eform.aspx?productKey=edfsmsbl&ct=eformts&wa=wsignin1.0&st=1&wfxredirect=1

 

เปลี่ยน URL ของ Facebook ให้สั้นลงทำได้ทั้งส่วนตัวและเพจ (Page)

หลายคนที่มี Facebook แล้วอยากจะมีชื่อ Facebook ของตัวเองที่จำง่ายๆ ที่สามารถทำได้ทั้ง หน้าส่วนตัว (Profile) หรือ หน้าเพจ (Pages) แต่วิธีการตั้งชื่อหน้าของตัวเองได้ คุณต้องมีคน ชอบ (like) หรือ อยู่ในเน็ตเวิรก์ของคุณ เกิน 100 คนขึ้นไปครับ ถึงจะได้ทำได้ครับ วิธีการง่ายๆ  ทำตามวิธีนี้ 

ก้าวเล็กๆ ของเด็กที่กล้าเลือก กับ การสร้างร้านค้าออนไลน์ ที่รวยได้ระหว่างเรียน

นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จทุกคนมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ ความกล้าที่จะเริ่มต้น เพราะยิ่งเริ่มต้นได้เร็วเท่าไหร่โอกาสที่ผู้คนจะจดจำและรับรู้ในตัวธุรกิจก็ยิ่งมีเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น และในปัจจุบันสื่ออินเตอร์เน็ตก็เข้ามามีบทบาทในธุรกิจ SME อย่างมาก เนื่องจากเป็นสื่อที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายที่สุดและรวดเร็วที่สุด 

ตลาดดอทคอมจึงอยากมีส่วนช่วยในการส่งเสริมนักธุรกิจ SME ให้ประสบความสำเร็จเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยและเติบโตไปด้วยกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องอาศัยความกล้าที่จะเริ่มต้น เพราะถ้าเรามัวแต่คิดว่า “เดี๋ยวจะทำ”  ยังไงก็ไม่ประสบความสำเร็จอยู่ดี เพราะระหว่างคำว่า “เดี๋ยวจะทำ” กับ “ลงมือทำ” นั้นให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงดังเช่นดังเช่นสาวน้อยคนนี้ที่กล้าที่จะก้าวเข้ามาในวงการ E-commerce(การค้าออนไลน์) ทั้งๆที่ยังเป็นแค่นิสิตนักศึกษา แต่ก็สามารถสร้างรายได้ช่วยเหลือครอบครัวและประสบความสำเร็จในการสร้างธุรกิจที่ตัวเองรัก

มาทำ Chrome Extension กันดีกว่า

เนื่องจากทาง TARAD.com ได้มีโอกาสร่วมพัฒนา Chrome extension ร่วมกับทาง google ในงานเปิดตัว Google Chrome browser ในประเทศไทยเมื่ออาทิตย์ก่อน วันนี้ก็จะมาเล่าให้ฟังว่า ไอ้ Chrome extension มันทำ ยังไงยากมั้ย เผื่อว่าใครสนใจอยากจะเอาไปทำบ้าง

skill ที่ต้องมีก่อนการพัฒนา

  • HTML ถ้า เป็น HTML5 ได้จะเท่ห์มาก
  • CSS
  • Javascript 

โปรแกรมที่ใช้ 

  • Text editor หรือโปรแกรมทำเว็บทั่วๆไป

จะเห็นได้ว่าการพัฒนา chrome extension ไม่จำเป็น ต้องเป็นอะไรมากมายเพียงแต่ทำเว็บง่ายๆเป็น ก็สามารถทำ Chrome extension ได้แล้ว สำหรับการสร้าง Chrome extension จะมีไฟล์ หลักๆอยู่ประมาณนี้

เทคนิคการวัดผลการทำการตลาดใน Facebook

หลายคนที่เริ่มต้นทำการตลาดผ่าน Facebook คงอยากจะทราบว่าการตลาดที่เราทำผ่าน Facebook ได้ผลตอบรับเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งวิธีที่คุณควรจะทำคือการ "วัดผล (Tracking)" ซึ่งวันนี้ผมจะเล่าถึงเทคนิคการวัดผลการตลาดบน Facebook กันว่ามีวิธีและเทคนิคอะไรบ้าง  ซึ่งการวัดผลใน Facebook ครั้งนี้ผมของเน้นไปที่ การวัดผลจากการสร้าง "หน้า (Page)" ใน Facebook กันนะครับ ซึ่งมันเหมาะสมกับการทำการตลาดมากกว่าการสร้าง "หน้าส่วนตัว (Profile)" ที่เหมาะสำหรับเรื่องส่วนตัวมากกว่า 

 

1. Facebook Insight

นี้คือเครื่องมือที่ Facebook ให้มาพร้อมกับตัวของ "Page" ที่คุณสร้างขึ้นมาทันที เป็นเครื่องที่จะช่วยวิเคราะห์แนวโน้มและพฤติกรรมของคนที่ "ชอบ (Like)" หรือเข้ามาในหน้า "Page" ว่าเค้าเป็นใคร เข้ามาทำกิจกรรมอะไรบ้าง โดยสามารถเข้าเช็กข้อมูล Insight ได้ที่ http://www.facebook.com/insights ซึ่งเมื่อเข้ามาหน้านี้ก็จะเป็นหน้ารวมของ "Page" ท้ังหมดที่คุณได้สร้างไว้ และสามารถกดเข้าไปดูรายละเอียดความเคลื่อนไหวของกิจกรรมาต่างๆภายใน "Page" ของคุณได้ทันที โดย Facebook insights จะมีข้อมูลแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ ได้แก่ 

 

1.) ข้อมูลของผู้ใช้ (Users)

เราสามารถดูข้อมูลของผู้ใช้งาน (Active User) ที่เข้ามาใน "Page" ของคุณได้โดยแบ่งเป็นรายวัน และยังสามารถจำนวนคนที่ "ชอบ (Like)" ที่เพิ่มเข้ามาใหม่ (New Likes) ในแต่ละวัน รวมถึงยังดูได้ว่า มีกี่คนที่ "ยกเลิก (Remove Likes)" ในแต่ละวันได้เช่นกัน ส่วนนี้สามารถดูว่าหน้าของเราได้รับความนิยมมากได้ระดับไหน?

แนวโน้มเว็บไซต์ยุคใหม่จาก 50 Best Websites ของ Times

หากคุณอยากจะทำธุรกิจด้านเว็บไซต์หรือ Internet แนวทางหนึ่งที่น่าสนใจ คือการนำเทคโนโลยีจาก ต่างประเทศมา localize หรือพัฒนาให้เป็นท้องถิ่น ทีนี้เราจะเอาเทคโนโลยีอะไรมาพัฒนาดี ผมมีเว็บไซต์  50 Best Websites 2009 ของนิตยสาร Times มาให้ดูกันครับ เพื่อจะได้ไอเดียอะไรกันบ้าง

Facebook strategy

พอดีได้ไปร่วมงาน Web Wednesday งานรวมตัวของคนโฆษณาออนไลน์เมื่อวันพุธที่ 28 ที่ผ่านมาได้มีการรวบรวมประเด็นดีๆ จากเคสที่มาเล่าประสบการณ์และความสำเร็จให้ฟังในงานครับ

KBANK – http://www.facebook.com/KBankLive – 49,904 fans
แนวทางการทำ Social Network :
– หาแนวทางของตัวเองให้เจอ ที่ต้องไม่เหมือนใคร
– เข้าถึงลูกค้า เป็นเพื่อนลูกค้า พูดเรื่องที่เกี่ยวกับลูกค้า
– บอกโปรโมชั่น – เน้นตอบคำถามลูกค้า
– ทำกิจกรรมสม่ำเสมอ เช่น Tag รูป ง่ายๆ เน้นสร้างให้คนใน fanpage ให้รู้จักกัน
– ตั้งเป้าหมายว่าลูกค้า KBANK มีทั้งหมดกี่คน และตั้ง target x% ของลูกค้าทั้งหมด (เปิดแผยเป้าไม่ได้)
– มีการวางแผน ดำเนินตามแผน วัดผล และปรับปรุงอยู่เสมอ

===================================================================

DTAC – http://www.facebook.com/dtacinternet – 21,166 fans
Concept :
– Curator พูดภาษาคนธรรมดา
– Underdog สบายๆ เป็นคนธรรมดาติดดิน ไม่ใช่คนรวย
– Organic content พูดเรื่องธรรมดาทั่วไป
– Content Content Content
– เน้น Content อัพเดทบ่อย และเข้าถึงกลุ่มเพื่อน

Content :

  1. พูดในเรื่องที่คนธรรมดาพูด ไม่จำกัดหัวข้อ     (เวลาเค้าคุยใน facebook เค้าจะคิดว่า Mr.D กำลังจีบผู้หญิงอยู่คนนึง แล้วจะหาคำพูดอะไรมาพูดกับผู้หญิงคนนั้น ให้เค้าสนใจและคุยกับเราทุกวัน)
  2. เป็นผู้ฟังที่ดี พูดคุยกับลูกค้า
  3. ไปนู่นไปนี่ กิจกรรมอะไรที่ไหน ไปไหนมาก็มาเล่าให้ฟัง อัพเดทนู่นนี่ เช่น งาน commart งานคอนเสิร์ต ฯลฯ
  4. คนใน dtac ช่วยขยาย link กันเอง เน้นให้พนักงานเข้ามาช่วยกัน like และ suggest friends
  5. กิจกรรมแจกของทุกเดือน ทำ tag เยอะๆ และพา fan ไปเจอกันในกิจกรรม offline ที่ DTAC ไป sponsor

Remark :

  1. ไม่ตอบคำถามเรื่องปัญหาใน Facebook แต่จะสร้างเว็บเฉพาะที่มีคนมาตอบตลอด เวลาคนถาม ให้ส่งคนไป link นั้น เพื่อใน facebook จะได้มีแต่ content ดีๆ และคนคุณภาพ ไม่มีพูดคุยปัญหา ตอนแรกๆ มีคนพูดปัญหาเยอะ พอแยกเว็บไป คนก็พูดเรื่องปัญหาใน facebook น้อยลง
  2. แต่ถ้ามีปัญหา ปัญหาจะถูกส่งให้คนที่เกี่ยวข้องทุกแผนกใน DTAC ให้ช่วยเข้ามาตอบ

 

 

สถิติและการจัดอันดับเว็บไซต์ไทยในเชิงรายได้

ผมได้มีการเก็บข้อมูลจากการจัดอันดับเว็บไซต์ของ Truehits.net ณ.วันเสาร์ที่ 25/7/10 โดยนำ 10 อันดับทั้งหมดมาวิเคราะห์ดูรายได้ของเว็บไซต์ที่อยู่ในอันดับทั้งหมดว่ามีรายได้เท่าไร โดยข้อมูลด้านรายได้เป้นของปี 2551 เป็นข้อมูลงบการเงินจาก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (www.DBD.go.th) นำมาจัดอันดับ และนอกจากนี้ยังเป็นเก็บข้อมูล เวลาที่เปิดบริษัทมานานเท่าไร ทุนจดทะเบียน รูปแบบรายได้ขององค์กร รายได้-ค่าใช้จ่าย-กำไรในปี 2551 ของแต่ละบริษัท ลองมาดูละกันครับ

จากข้อมูล อันดับ 1-10 พบว่า บริษัทที่ให้บริการเว็บไซต์เป็นรูปแบบ Corporate = 6 และ รูปแบบ SME = 4 
(Corporate มีพนักงานเกิน 60 คนขึ้น สำหรับ SME มีพนักงานไม่เกิน 60)

ชุดลิเกยังขายออนไลน์ได้ แล้วคุณละจะหาอะไรมาขายดี?

การเริ่มต้นเป็นเจ้าของกิจการหรือเจ้าของธุรกิจดูจะเป็นความฝันของหลายๆ คนที่ยังเป็นพนังานประจำ หรือยังไม่มีธุรกิจเป็นของตนเอง แต่การที่จะเป็นเจ้าของธุรกิจ ฟังดูแล้วอาจจะเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่และมีความเสี่ยงมากมายมหาศาล เพราะต้องมีเงินลงทุนเป็นจำนวนมาก และใช้เวลาเพื่อเปิดและจัดตั้งธุรกิจขึ้นมา ดังนั้นสำหรับคนที่เป็นพนักงานประจำ หรืออยากจะมีกิจการเป็นของตนเอง เรื่องนี้อาจจะดูเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้เลย.!

   แต่สำหรับในปัจจุบัน คุณ.. คุณนั้นแหละมีโอกาสดีมากๆ เพราะคุณอยู่ในยุคของอินเทอร์เน็ตและการค้าขายออนไลน์ (E-Commerce) ซึ่งมันเปิดโอกาสอย่างมากที่ "คุณจะสามารถสร้างธุรกิจของคุณเองได้อย่างง่ายๆ ผ่านร้านค้าของคุณบนหน้าเว็บไซต์ และเปิดขายของไปยังคนประเทศและทั่วโลกได้อย่างง่ายๆ โดยที่ไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนเยอะแยะ หรือเวลาในการดูแลอะไรมากมาย" ผมมีตัวอย่าง หลายๆ ตัวอย่างที่เล่าใหัฟังและให้เห็นว่า มีหลายคน ที่ประสบความสำเร็จ และสามารถเป็นเจ้าของกิจการ การค้าขายออนไลน์ได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว และคุณอาจจะแทบไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านอินเทอร์เน็ต หรือเว็บไซต์เลยก็ได้

 

ชุดลิเก-ชุดการแสดงออนไลน์มาแล้วจ้า

   ย้อนกลับไปหลายปีก่อนที่เมืองโคราช ป้าซิ้ม เป็นผู้หญิงคนหนึ่งจบเพียง ป.4 กับสามี ที่มีอาชีพรับตัดชุดการแสดง ชุดนักร้อง ชุดหางเครื่องหรือแม้แต่ชุดลิเก ในเวลานั้นแกมีเพียงจักรเย็บผ้าเพียงตัวเดียว คอยเที่ยวเดินเร่ขายชุดการแสดงตามโรงเรียน ต่างๆ และ รับหางานตัดชุดการแสดงจากร้านค้าต่างๆ อีกที หากร้านเหล่าน้ันมีงานที่ล้นหรือทำไม่ทัน ณ. เวลานั้น แกเช้าบ้านเช่าอยู่ในเมืองโคราช เรียกได้ว่าเป็นอาชีพที่ไม่ได้ทำเงินอะไรมากนัก และหารายได้ไม่พอใช้จ่าย จนกระทั่งเมื่อปี 2550 สามีของป้าซิ้มเริ่มได้มีโอกาสรู้จักกับเว็บไซต์ และได้นำชุดการแสดงของตัวเอง ไปโชว์อยู่ในเว็บไซต์ของตน ที่ http://nauschadaporn.tarad.com โดยเริ่มใส่เข้าชุดไปแสดงบนเว็บไซต์ 9-10 ชุด แต่ช่วงแรกก็ยังไม่ค่อยได้รับผลตอบรับดีเท่าไร แต่หลังจากนั้นไม่นาน อยู่ๆ ก็เริ่มมีคนติดต่อสั่งซื้อ ชุดการแสดงของป้ามาทางเว็บไซต์ โดยเป็นลูกค้ามาจากจังหวัดลำปาง แต่ก็ยังเป็นเพียงการสั่งทีละชุดถึง 2 ชุด ซึ่งตอนนั้น ป้าซิ้มกับสามีก็ดีใจมากๆ


เว็บไซต์ชุดขายการแสดงของป้าซิ้ม
 

เจาะใจลูกค้าให้สุดซึ้ง…ด้วยเว็บบอร์ดผสานโซเชียลมีเดีย

 หลักในการทำการเว็บไซต์ให้ประสบความสำเร็จ ให้มีคนเข้ามาที่เว็บไซต์เราเยอะ จริงๆ แล้วจะประกอบไปด้วย 6C ด้วยกัน แต่ C ที่ผมจะเน้นมากๆ และเป็นพื้นฐานของความสำเร็จคือ 1. C-Content หรือ ข้อมูลต่างๆ ในเว็บไซต์ ซึ่งหากเว็บเรามีข้อมูลเยอะมากพอ ก็จะเป็นตัวที่ดึงดูดให้คนเข้ามาอ่านและเนื้อหาในเว็บไซต์ของเรา จนถึงกับมีบางคนบอกว่า "Content is The King" เลยทีเดียว แต่จริงๆ แล้วอีก C นึงที่สำคัญคือ 2. C-Community หรือสังคม วันนี้ผมมีตัวอย่างของการสร้างสังคมออนไลน์ จากเว็บบอร์ดและต่อยอดไปยัง Social Network ได้อย่างน่าสนใจเลยทีเดียว ลองมาดูกันครับ


หน้าเว็บของ MunkongGadget.com

เทคนิคการเลือกโปรเจ็กจบ คำแนะนำสำหรับน้องๆ ที่กำลังทำโปรเจ็กจบ

ตอนนี้ผมเป็นอาจารย์ที่ดูแลโปรเจ็กนักศึกษาอยู่ และเห็นน้องๆ หลายๆ คนเวลาคิดโครงงาน หรือโปรเจ็กต่างๆ มักคิดอะไรที่มันไม่ค่อยครบถ้วนและสมบูรณ์เท่าไร ในระหว่างที่นั่งๆ อยู่ผมก็นั่งสรุปอะไรขึ้นมาได้ เลยอยากมาสรุปให้กับน้องๆ คนอื่นๆ ได้เข้าใจกัน

แนวทางการคิดโปรเจ็ก เทคนิคการเลือกทำโปรเจ็กจบ

  1. เลือกหัวข้อโปรเจ็ค
    1. เลือกแบบที่จบง่ายๆ ไม่คำนึงถึงอนาคตตัวเอง (แบบนี้ควรหลีกเลี่ยง)
      ผมเห็นหลายๆ คนมักไม่ค่อยอะไรมาก เอาง่ายๆ สบายๆ แต่มักจะพบว่าเด็กที่เลือกงานแบบนี้ เวลาหางาน มักจะหางานลำบาก เพราะงานโปรเจ็กที่ทำ ไม่ได้พิสูจน์ความสามารถของตัวเองได้ชัด ทำให้บริษัทที่รับสมัครงาน ไม่กล้ารับ เพราะเด็กจบใหม่ ยังไม่มีประสบการณ์เท่าไร รเลือกทำโปรเจ็กมีแนวทางอยู่ไม่กี่อย่าง ผมแบ่งไว้เป็น 2 แบบ
    2. เลือกที่ตัวเองอยากทำ เกี่ยวข้องกับอนาคตการทำงานของตน 
      โปรเจ็กที่ทำเลือกในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ และควรมีความต่อเนื่องกับงาน ที่ตัวเองอยากทำในอนาคต เพราะ มันจะเป็นฐานทีอ้างอิง ถึงตัวเราที่บริษัท ที่ในอนาคตเราอยากเข้าทำงาน เค้าจะดูงานชิ้นนี้ เช่น อยากทำงานด้านบริษัท เกมส์ ก็ควรจะเลือกทำงานด้านโปรเจ้กเกมส์ ที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการทำงานด้านเกมส์
  2. ศึกษาตลาด ความต้องการ
    การศึกษาว่าตลาด และกลุ่มเป้าหมายของเรามีความต้องการมากน้อยแค่ ไหนจะดีมากๆ เพราะความต้องการของลูกค้า จะเป็นสิ่งที่งานของเราต้องเข้าไปตอบโจทย์ลูกค้า ดังนั้นการวิเคราะห์ความต้องการลูกค้าจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ รวมถึงต้องรู้วา่กลุ่มเป้่าหมายเราเป็นใคร ลองไป อ่าน 5W1H ดูนะครับ
  3. ศึกษาคู่แข่ง ว่าเราจะทำอะไรที่แตกต่าง และดีกว่าคู่แข่งอย่างไร
  4. ศึกษาตัวเองว่า ตัวเองมีความพร้อมหรือเปล่า
  5. โปรเจ็กที่ทำ ตอบโจทย์ "วัตถุประสงค์ของโครงการหรือเปล่า" 
    เช่นผมจะทำเว็บ "วัดออนไลน์" โจทย์ของผมคือ จะทำยังไงให้คนรู้สึกว่า เค้าได้บุญ และรู้สึกว่าได้รับรู้เกี่ยวกับธรรมะ ดังนั้นการทำเว็บแล้วมีภาพวัด หรือภาพพระ มีการเดินเป็น 3D เข้าไปในวัดได้ ก็ไม่ตอบโจทย์ และวัตถุประสงค์ของโปรเจ็กเลย มันเป็นเพียงแค่การนำเทคโนโลยีไปตอบสนองกับความต้องการของคุณเท่านั้น ดังนั้น เราต้องคิดให้ดีๆ ว่า "อะไรในโปรเจ็กเราหรือโครงการของเรา ไปสร้างหรือทำให้คนที่เข้ามาใช้งาน รูสึกได้บุญและรับรู้เกี่ยวกับธรรมะจริงๆ" จงตอบโจทย์วัตถุประสงค์ของโีครงการ ไม่ใ่ช่แค่ตอบโจทย์ทางด้านเทคโนโลยีว่ามันเจ๋ง และ cool บางครั้งอะไรง่ายๆ simple แต่ตอบโจทย์ ก็สามารถทำได้ดีกว่า งานที่มีเทคโนโลยีเจ๋งๆ แต่ไม่ตอบโจทย์วัตถุประสงค์ของโครงการ

 

รูปแบบของโปรเจ็กที่ควรจะคิดและทำ

เราควรคิดงานและโปรเจ็กที่มีความแตกต่าง ใช้ความคิดสร้างสรรค์ที่แตกต่างจากของเดิมๆ ออกไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ หรือโปรเจ็กที่เกี่ยวกับ internet หรือเว็บไซต์ ผมมักจะบอกกับน้องๆ นักศึกษาที่ทำโปรเจ็กบอกว่า เราแบ่งยุคของ internet เป็น 2 ยุค 

  • ยุคที่ 1 (Web 1.0)  : เว็บรูปแบบเก็บข้อมูล เราทำข้อมูลเอง และบริหารจัดการทุกาอย่างอยู่กับตัวเอง เช่นกันพัฒนาเว็บของตัวเองขึ้นมาโดดๆ หรือการทำพวก E-Learning ง่ายๆ 
     
  • ยุคที่ 2 (Web 2.0)  : เว็บที่พัฒนาโดยมีการเชื่อมโยงกับเว็บอื่นๆ ผ่าน Web Service หรือ API มีการใช้ความสามารถของระบบอื่นๆ ในระบบของตน รวมถึงการคิดและวิเคราะห์ในเชิงลึกมากขึ้น หรือการเชื่อมโยงเข้ากับ Social Network Service

ผมเลยมันจะบอกนักศึกษาว่า หากคุณจะทำโปรเจ็กเว็บ คุณควรจะทำโปรเจ็กเว็บ Web 2.0 เพราะยุคของคุณตอนนี้ อยู่ในยุคนี้แล้ิว อย่างถอยกลับไปในเว็บยุคเก่า เพราะมันไม่สร้างมูลค่าอะไรให้กับตัวคุณเองเลย

เขียนไว้ก่อนแค่นี้ เดียวมีเวลาจะมาเขียนต่อ

 

%d bloggers like this: