การค้าออนไลน์กับการเสียภาษีอย่างถูกต้อง (ใครทำการค้าออนไลน์คุณต้องเข้าใจเรื่องนี้)

เดียวนี้หลายคนตอนนี้เริ่มหันมาทำการค้าขายผ่านช่องทางออนไลน์กันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทางเว็บไซต์ การค้าขายผ่านทางโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ก เฟซบุ๊ก (Facebook) ทวิตเตอร์ (Twitter) หรือแม้แต่ อินสตาร์แกรม (Instagram) หลายคนสามารถสร้างรายได้ๆ เดือนนึงหลายหมื่นหรือหลายแสนบาทกันเลยทีเดียว ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากๆ ที่คนไทยหันมาใช้เทคโนโลยีเป็นช่องทางในการสร้างรายได้ให้กับตัวเอง หรือองค์กรมากขึ้น แต่มีหลายคนยังไม่รู้ว่า  "เมื่อใดก็ตามที่คุณมีรายได้เกิดขึ้น คุณต้องมีหน้าที่ในการเสียภาษีให้กับรัฐ" ดังนั้นการขายสินค้าไม่ว่าจะเป็นช่องทางไหนๆ ก็ตาม ก็ถือว่าคุณมีรายได้ เช่น คุณเปิดแผงร้านขายเสื้อในตลาดนัด, เปิดร้านขายของภายในห้าง หรือแม้แต่การเปิดเว็บไซต์ขายสินค้า หรือช่องทางอะไรก็ตามที่คุณสร้างรายได้ๆ คุณมีหน้าที่ต้องเสียภาษี ดังนั้นการทำการค้าผ่านช่องทางออนไลน์แล้วต้องเสียภาษี จึงไม่ใช่เรื่องใหม่เลย เพียงแต่ว่าหลายๆ คนยังไม่รู้และเข้าใจกัน และบางส่วนก็อาจจะเข้าใจผิดว่าทางกรมสรรพกรเองจะมีการออกมาตรการ การเก็บภาษีเฉพาะคนทำการค้าออนไลน์ขึ้นมา ผมขอบอกเลยครับว่าทางกรมสรรพกรเค้าไม่มีมาตรการอะไรใหม่ขึ้นมาสำหรับการค้าทางออนไลน์เลยครับ 
 

ผู้ที่ค้าขายต้องหน้าที่ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง

ผู้ที่ค้าขายไม่ว่าจะช่องทางไหน หรือผ่านช่องทางออนไลน์ต้องเสียภาษีภายใต้ประมวลกฎหมายรัษฎากรเหมือนธุรกิจอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น
 
1.) ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล  
2.) ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

ซึ่งมีผลบังคับใช้กับทุกธุรกิจรวมถึงการค้าขายผ่านทางออนไลน์ด้วย ดังนั้นเมื่อมีลูกค้าสั่งซื้อเข้ามาเจ้าของเว็บไซต์ต้องเสียภาษีเงินได้  และเมื่อสินค้าส่งออกไปให้กับลูกค้า ลูกค้าที่สั่งซื้อก็ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ด้วย

   ซึ่งการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)  ไม่ว่าจะประกอบกิจการในรูปของบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล หากคุณมีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการเกินกว่า 1.8  ล้านบาทต่อปี คุณมีหน้าที่ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เพื่อเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน โดยคำนวณภาษีที่ต้องเสียจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อ ดังนั้นเมื่อคุณขายสินค้าหรือบริการ คุณเองต้องแจ้งให้ลูกค้าทราบด้วยว่ามีการภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) อยู่ด้วย คุณจะรวมเข้าไปหรือแยกออกมาต่างหาก ก็แล้วแต่วิธีการของแต่ละคน และการซื้อขายสินค้าแต่ละครั้งจะมีการออกใบกำกับภาษีให้กับผู้ซื้อด้วย  แต่หากรายรับจากการขายสินค้าหรือบริการต่ำกว่า 1.8 ล้านต่อปี คุณก็ไม่ต้องไปยื่นจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ทำให้คุณไม่ต้องไปคิด VAT เพิ่มกับลูกค้านะครับ

รวมเทคนิคการซื้อสินค้าออนไลน์ ยังไงไม่ให้โดนโกง

 เดียวนี้หลายคนชอบซื้อสินค้าออนไลน์ กันเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แต่หลายคนก็ยังกังวล และไม่ค่อยมั่นใจกับเว็บไซต์ หรือหน้าร้านค้าออนไลน์ที่คุณกำลังจะเลือกซื้อ ว่าหลังจากคุณซื้อสินค้าและจ่ายเงินไปแล้ว คุณจะได้สินค้าหรือไม่ วันนี้ผมมีเทคนิคในการเลือกซื้อ เพื่อทำให้คุณมั่นใจมากขึ้น

A.) เช็กจากเว็บไซต์ร้านค้า

  1. ชื่อเว็บไซต์น่าเชื่อถือหรือเปล่า พวกชื่อเว็บทีลงท้ายด้วย .cc ค่อนข้างน่ากลัวเพราะเป็นชื่อโดเมนที่แจกฟรี 
  2. เช็กชื่อเว็บว่าชื่อเว็บนี้จดหรือตั้งมานานแล้วหรือยัง สำหรับ .com เช็กได้ที่ http://dawhois.com  สำหรับขือเว็บที่ลงท้ายด้วย .th เช็กได้ที่  http://thnic.co.th/whois หากเว็บที่เปิดมานานแล้ว เกิน 6  เดือนขึ้นไป ก็จะมีความน่าเชื่อมากกว่าเว็บที่เพิ่งเปิดมาเพียงไม่กี่เดือน (ส่วนใหญ่เว็บที่หลอกลวงจะเปิดได้ในช่วงเวลาสั้นๆ)
  3. หากเป็นเว็บที่เปิดกับผู้ให้บริการที่มีชื่อเสียงก็จะมีความน่าเชื่อถือระดับนึง เพราะผู้ให้บริการจะมีการตรวจสอบร้านค้ามาก่อน เช่น http://ชื่อร้าน.tarad.com หากจะตรวจสอบก็ติดต่อกับผู้บริการได้เลย เพื่อตรวจสอบข้อมูลเจ้าของร้าน
  4. เช็กเว็บบอร์ดของเว็บไซต์ (หากมี) ดูว่ามีคนเข้าไปเขียนตอบอะไรบ้าง อัตราการโต้ตอบในเว็บบอร์ดเร็ว หรือกระทู้ล่าสุดที่่ตอบคือเมื่อวันไหน? เพราะหากเว็บบอร์ดถูกทิ้งไม่ได้ตอบไว้นาน หรือในเว็บบอร์ดมีแต่คนเข้าไปด่า แบบนี้ก็อย่าไปซื้อกับเว็บนั้นเลยครับ
  5. ตรวจสอบดูความใหม่ของสินค้าหน้าเว็บไซต์ และการอัพเดทเว็บไซต์ หากเว็บไซต์มีการอัพเดทเป็นประจำ เช่นมีสินค้าใหม่ๆ, มีการเปลี่ยนแปลงโปรโมชั่น การแปลี่ยนแปลงข่าวสารหน้าเว็บเป็นประจำ ก็แสดงให้เห็นว่าเจ้าของร้านดูแลหน้าเว็บไซต์เป็นประจำ ทำให้เรามั่นใจได้มากขึ้น
  6. ดูว่ามีลูกค้าที่เคยซื้อสินค้ากับร้านนี้หรือไม่ ลองเช็กได้ทางเว็บบอร์ดของทางร้าน (หากมี) หรือลอง email ติดต่อไปหาคนที่เคยซื้อไป ว่าบริการของร้านค้าเป็นอย่างไรบ้าง เราจะได้มั่นใจมากขึ้น
  7. ต้องระวังหากสินค้ารายการนั้นมีราคาถูกมากจนเกินไป (แบบไม่น่าเชื่อ) ต้องระวังให้ดี และยิ่งหากข้อ A และ B ด้านบนไม่ครบถ้วนในการตรวจสอบ ก็อาจจะเข้าข่ายน่ากลัวได้เช่นกัน

นับ 1-6 กับการเริ่มต้นปรับแต่งเว็บไซต์ E-Commerce ให้น่าซื้อ

 หลายคนที่เริ่มต้นเปิดเว็บไซต์ขึ้นมาใหม่ๆ อยากให้ลองอ่านตรงนี้ก่อนเลยครับ

1. ปรับปรุงเว็บให้สวยงามพร้อมรับกับการขายก่อน

เพราะ : หน้าตาเว็บที่ดูดี จะทำให้คนมั่นใจการซื้ิอสินค้ามากขึ้น อันนี้สำคัญ

 

2. เพิ่มจำนวนสินค้าให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ อย่างต่ำ ต้อง 20-30 รายการ หากสินค้าเราน้อยพยายามทำ Combination or Bundling product (ควบรวมสินค้าเข้าไปครับ)

เพราะ : ยิ่งสินค้าจำนวนเยอะๆ โอกาสที่ Search Engine จะเข้ามาเว็บเราก็มีมากเช่นกัน, และสินค้าจำนวนมากๆ โอกาสที่ลูกค้าจะอยู่ในเว็บเราจะกดดูต่อไปเรื่อยก็มีมากเช่นกันครับ 

 

3. การใส่ข้อมูลสินค้า ต้องใส่ข้อมูลให้มากๆ หน้า ยาวๆ มีขั้นตอนการใส่ที่วางโครงสร้างของข้อมูลเอาไว้ เช่น คำเชิญชวน, ตัวอย่างลูกค้าที่เคยซื้อไป, ทำไมคุณถึงต้องซ้อ

เพราะ : ส่วนใหญ่เจ้าของร้านหลายคนมักเข้าใจว่า ลูกค้าจะเข้าใจข้อมูลสินค้าของตนอยู่แล้ว แต่จริงๆ ผิดเลยครับ เค้าไม่เข้าใจสินค้าคุณเท่าไรหรอก น้อยคนที่จะเข้าใจสินค้าคุณลึกๆ  ดังนั้น คุณต้องเขียนอธิบายให้ครบถ้วน ให้เหมืนอคนที่ไม่เคยเห็นสินค้าคุณมาก่อน อ่านแล้ว "เข้าใจ" อ่านแล้ว "เกิดความต้องการอยากซื้อสินค้าของคุณ"  จริงอยู่ที่การทำลักษณะนี้ มันต้อง "ใช้เวลาค่อนข้างมาก" ในการเตรียมข้อมูล และทำให้กับสินค้าแต่ละชิ้น "แต่หากคุณไม่ทำ โอกาสการขายของคุณก็จะน้อยลงเช่นกันครับ" ลองคิดดู หากคุณอยากจะซื้อสินค้าซักชิ้นจากเว็บไซต์เว็บนึง คุณเองก็ต้องอ่านข้อมูลสินค้านั้นๆ ให้เข้าใจและครบถ้วนก่อนใช้ไหมครับ ยกเว้นเสียแต่คุณรู้จักสินค้านั้นดีมาก่อนแล้ว ซึ่งมีน้อยมากครับ ลูกค้าที่เป็นลักษณะนั้น

และควรสอดแทรก keyword ของ สินค้าเข้าไปครับ อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.pawoot.com/article/search-engine-marketing/497

 

จะสร้างแอพในมือถือให้กับธุรกิจ อ่านตรงนี้ก่อน!

 ปัจจุบันเราได้เข้าสู่ยุคหลังการใช้พีซีแล้ว (Post PC) เรากำลังจะเริ่มใช้พีซีของคอมพิวเตอร์ตั้งโตีะ หรือโน็ตบุ๊คกันน้อยลง  หลายคนเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้งานอินเทอร์เน็ตหรือทำงานผ่านทางอุปกรณ์ต่างๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ หรือแท็ปเล็ต กันมากขึ้น และเราเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมจากเดินใช้บราวเซอร์ เริ่มหันไปใช้แอพพิลเคชั่นบนมือถือกันมากขึ้น จนตอนนี้เรามีแอพในมือถือมากมายนับล้านๆ แอพ หลายธุรกิจและหลายแบรนด์ต่างเริ่มหันมามองถึงการพัฒนาและสร้างแอพของตัวเองเพื่อเป็นเครื่องมือในการเข้าถึงและสื่อสารลูกค้า แต่หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีความคิดที่สร้างแอพของธุรกิจของคุณขึ้นมาอยู่ในหัว ผมอยากให้คุณอ่านบทความนี้ให้จบก่อนครับ
 

เหตุผลที่ธุรกิจหรือแบรนด์พัฒนาแอพบนมือถือ

ตอนนี้หลายบริษัทในไทย (และต่างประเทศ) ต่างพากันเฮโล พากันพัฒนาแอพในมือถือขึ้นมากันมากมาย เพราะมีความเชื่อว่าและเหตุผลที่หลากหลาย โดยจุดเด่นใหญ่ๆ ที่ธุรกิจต่างๆ นำมาใช้เป็นเหตุผลในการสร้างแอพของตัวเองขึั้นมากกัน

1. จำนวนผู้ใช้มือถือ สมารท์โฟนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

2. เป็นช่องที่เข้าถึงลูกค้าได้ง่ายและทันที

3. บริการลูกค้าผ่านช่องทางใหม่ เพิ่มความสะดวกให้ลูกค้ามากขึ้น

4. เห็นชาวบ้านมีกัน เราต้องมีบ้าง เท่ห์ดี

แต่เท่าที่เห็นๆ มาส่วนใหญ่ เหตุผลส่วนใหญ่จะตกอยู่ที่ข้อ 4 กัน คือเห็นชาวบ้านทำกันเลยอยากทำบ้าง หรือทำเพื่อทำให้ภาพลักษณ์ขององค์กร หรือแบรนด์ออกมาดูดี และสาเหตุส่วนใหญ่ที่หลายคนทำแอพกันส่วนใหญ่เกิดจาก ผู้บริหารหรือฝ่ายการตลาดอยากให้มี ซึ่งทำให้มองข้าม ความต้องการของผู้ใช้ ว่าเค้าต้องการแอพ หรือบริการต่างผ่านมือถือจริงๆ หรือเปล่า?

มือถือซื้อมาสองหมื่น อย่าใช้แค่สองร้อย มาใช้เทคโนโลยีให้คุ้มค่ากันดีกว่า

 ตอนนี้เราอยู่ในยุคที่มีอุปกรณ์ไอทีต่างๆ มากมายไม่ว่าจะมือถือ แท็ตแล็ต โน็ตบุ๊ค เครื่องนั่น เครื่องนี้ เต็มไปหมด หลายคนก็ติดตามไปหามาใช้กันเกือบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ไอโฟน4เอส นิวไอแพ็ด รุ่นใหม่ล่าสุด แบบที่ว่า รุ่นอะไรไหม่ออกมา ฉันจะรีบไปหามาใช้กันอย่างรวดเร็ว (คุณเองอยู่ในกลุ่มนี่หรือเปล่า?) แต่ถามจริงๆ เหอะ อุปกรณ์ไฮเทคที่คุณซื้อมาหลายพันหลายหมื่น คุณใช้มันเต็มที่ หรือเต็มความสามารถมันหรือเปล่า? วันนี้เรามาคุยเรื่องนี้กันครับ

ประเทศไทยเป็นประเทศที่แทบจะไม่ได้เป็นผู้ผลิตอุปกรณ์ไอทีต่างๆ เหล่านี้เองได้เลย เราเป็นประเทศที่บริโภคสินค้าเทคโนโลยีกันเป็นส่วนใหญ่ และบริโภคเยอะมากๆ ด้วย เรานำเข้าสินค้าและอุปกรณ์เทคโนโลยีปีๆ นึงนับหลายหมื่นล้านบาทเลยทีเดียว หากคุณลองมองและสังเกตุคน คนรอบๆ ตัวคุณ เดียวนี้คนหลายๆ ใช้อุปกรณ์โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ แท็บเล็ตรุ่นใหม่ เครื่องนึง หลายหมื่น หลายพันบาท แต่คุณเคยสังเกตุไหมว่า โทรศัพท์หรืออุปกรณ์ไฮเทคสมัยใหม่ ที่ซื้อมา "คุณใช้มันอย่างคุ้มค่าจริงๆ หรือเปล่า?"  บางคนซื้อไอโฟน 4S มาเครื่องละ 2-3 หมื่น หรือซื้อรุ่นที่มีความจุมากมาย  32-64Gb เป้าหมายคือซื้อมาเพื่อความโก้เก๋ เทห์ ใช้แล้วดูทันสมัย แต่จริงๆ แล้ว มีของดีๆ แต่ก็เอามาใช้แค่รับสายโทรเข้าโทรออก หรือรับส่ง SMS แทบไม่เคยใช้ความสามารถอื่นๆ  แบบนี้ืถือว่าคุณใช้อุปกรณ์เหล่านี้ได้ไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย เรียกได้ว่า "ซื้อมาสองหมื่น ใช้อยู่สองร้อย" มองดูแล้ว จริงๆ มันก็เรื่องของคุณ เงินของคุณ แล้วมันจะไปเดือนร้อนคนอื่นยังไง?

เพิ่มศักยภาพในการสื่อสารในครอบครัว ทีมและองค์กรด้วยข้อความแบบด่วน IM

ต้องยอมรับว่าการสื่อสารคือสิ่งที่สำคัญมากที่สุดในการใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่น รวมถึงกับการทำงาน "ยิ่งสื่อสารกันมาก ยิ่งเข้าใจกันมากขึ้น" แต่เราจะทำอย่างไรที่จะทำให้ประสิทธิภาพของการสื่อสารของเรา ครอบครัว ทีม และองค์กร ของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้น วันนี้เราอยู่ในยุคของการสื่อสาร เทคโนโลยีต่างๆ เริ่มเข้ามาบทบาทกันมากขึ้น ตอนนี้มีแอ็พพิลเคชั่นหลากหลายและบริการหลายๆ ทั้งในคอมพิวเตอร์และมือถือ ที่คุณสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างไม่ยากเลย มาดูกันว่ามันช่วยอะไรได้บ้าง และมีอะไรที่คุณสามารถนำไปใช้ได้
 

อะไรคือ "ข้อความด่วน"

การส่งข้อความด่วน (IM – Instant Messaging) คือการส่งข้อความสั้นๆ ผ่านทางแอ็พพิลเคชั่นที่หลากหลาย และช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นทางคอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์มือถือ ที่ทำให้คุณและเพื่อนๆ ของคุณสามารถสื่อสารกันได้ผ่านตัวหนังสือเป็นหลัก นอกจากนี้ยังสามารถส่งภาพ เสียง หรือไฟล์ต่างๆ ได้

เจาะลึกลูกค้าที่เข้ามาในร้านค้าคุณง่ายๆ ด้วย Foursquare

 หากคุณมีธุรกิจที่มีหน้าร้าน และอาจจะมีสาขามากมายหลายแห่ง แต่ละวันคุณอาจจะมีลูกค้าเข้ามายังหน้าร้านค้าคุณมากมาย จนคุณแทบนับไม่ไหวว่ามีจำนวนเท่าไร? และแทบจะไม่มีโอกาสเลยที่คุณจะสามารถรู้ได้ว่า คนเหล่านั้นเป็นใคร อายุเท่าไร เค้าเคยมาร้านค้าคุณกี่ครั้งแล้ว? แต่เชื่อไหมครับ เดียวนี้คุณสามารถรู้จักลูกค้าคุณได้ดีมากขึ้น  ด้วยการใช้บริการของโฟว์สแควร์ (Foursquare.com) มาใช้เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลและรู้จักลุกค้าของร้านค้าคุณได้ดีมากขึ้น ทำอย่างไรเรามาดูกันครับ

Foursquare.com คือบริการที่เปิดโอกาสให้คนสามารถบอกตำแหน่งตัวเอง หรือเรียกง่ายๆ ว่า "เช็กอิน (Check-in)" ผ่านบริการนี้ โดยสามารถเลือกตำแหน่ง หรือสถานที่ว่าตอนนี้เราอยู่ที่ไหน และกำลังทำอะไรอยู่ โดยหลังจากที่คุณแจ้งข้อมูลแล้ว คุณจะสามารถได้ คะแนนหรือป้ายพิเศษ (Badge) และนอกจากนี้ยังสามารถส่งต่อแจ้งออกไปยัง โซเชี่ยลเน็ตเวิกร์อย่าง Facebook และ Twitter ได้อีกด้วย 

 

[AEC] อาเซียน บรรสาน หรือ Asean Harmonization คืออะไร ธุรกิจคุณจะได้ประโยชน์จากส่วนนี้อย่าง่ไร?

 อาเซียน บรรสาน หรือ Asean Harmonization คือ การปรับประสาน กฏระเบียบ เครื่องสำอาง ของประเทศอาเซียน 10 ประเทศ (ได้แก่ ไทย พม่า มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปินส์ บรูไน เขมร เวียดนาม ลาว) ให้สอดคล้องกัน นั่นคือ ทำให้ระเบียบเกี่ยวกับเครื่องสำอางของประเทศเหล่านี้ มีความสอดคล้องกันและเป็นที่ยอมรับซึ่งกันและกันได้ เมื่อมีการค้าขายเครื่องสำอางระหว่างประเทศเหล่านั้น

 
เรื่องนี้คณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณะสุขทำหน้าที่เป็นแม่งาน ในการประสานระเบียบเหล่านี้ กับประเทศเพื่อนบ้านทั้ง 10 ประเทศ โดยประยุกต์จากบทบัญญัติเครื่องสำอางของสหภาพยุโรป(EU) ซึ่งกระบวนการนี้ทำให้บริษัทผู้ผลิตเครื่องสำอาง มีงานเอกสารจำนวนมหาศาลที่ต้องเตรียมปรับปรุงแก้ไข รวมถึงกระบวนการผลิต และพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติและการตกลงร่วมกันระหว่าง 10 ประเทศ ดังกล่าว 

ดังนั้นหากสินค้าของเท่า จะต้องมีการขออนุญาติทาง อย. ต่อไปหากคุณสามารถผ่านได้ จะสามารถขายไปทั่ว อาเซียนได้เลย (ตลาดใหญ่ขึ้น) แต่ความยากก็จะเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน

10 กลยุทธ์การตลาดออนไลน์ประเทศไทยปี 2012 (Thailand E-marketing Trend 2012)

ต้องยอมรับว่าในปี 2012 การตลาดออนไลน์จะเริ่มเข้ามาบทบาทกับการทำธุรกิจมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็ก หรือธุรกิจขนาดใหญ่แค่ไหนก็ตาม เพราะ "การสื่อสารของคนไทย ได้เริ่มเปลี่ยนรูปแบบไปแล้ว" ปีนี้ 3G จะเริ่มเข้ามาบทบาทกับคนไทยมากขึ้น และจะทำให้คนไทยเปลี่ยนพฤติกรรมมาใช้ช่องทางการสื่อสารทางออนไลน์เป็นช่องทางหลักในการสื่อสารกันเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น เดียวนี้หลายคนเลิกส่ง SMS แล้วหันไปใช้โปรแกรมส่งข้อความแบบ WhatsApp หรือ Line ที่เป็นโปรแกรมส่งข้อความแบบฟรี บนมือถือรุ่นใหม่ๆ เกือบทุกรุ่น, หลายคนติดตามเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ว่าเค้าทำอะไรกันอยู่ผ่านทางโปรแกรม Facebook บนมือถือ หรือแม้แต่โปรแกรมตัวใหม่อย่าง Path ก็ทำให้คุณติดตามและสื่อสารกับเพื่อนและคนที่สนิทได้ไม่ยากอีกต่อไป  หรือเดียวนี้หากคุณอยากจะซื้อของอะไร คุณแทบไม่เปิดสมุดหน้าเหลืออีกต่อไปแล้ว คุณมักจะค้นหาสินค้าที่คุณต้องการผ่าน Search Engine อย่าง Google ทันที, คุณดูละครเมื่อวานไม่ทัน แต่เช้าอีกวันคุณสามารถดูละครเรื่องนั้นผ่านทาง Youtube ได้ทันที เห็นไหมครับว่ารูปแบบการสื่อสารและรับรู้ข้อมูลของคนไทยเริ่มเปลี่ยนไปแล้ว ดังนั้นนักการตลาดและผู้ที่ต้องการจะสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายหรือลูกค้าของคุณ "คุณต้องปรับเปลี่ยนตัวเองไปตามพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายที่เปลี่ยนแปลงไป" อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มาดูกันว่าในปี 2012 การตลาดรูปแบบใดกำลังจะ "มา" และเริ่มเป็นช่องทางที่ทำให้เราสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มีศักยภาพมากขึ้น มาดูกันครับ

10 อันดับแบรนด์และธุรกิจของประเทศไทย ในโซเชี่ยลเน็ตเวิรก์ (Thailand Top Brand on Social Network 2011)

ทางเว็บไซต์ ZocialRank.com เว็บไซต์จัดอันดับการใช้โซเชี่ยลเน็ตเวิรก์ของประเทศไทย ประกาศผล 10 อันดับสูงสุดของแบรนด์และธุรกิจของประเทศไทย ในโซเชี่ยลเน็ตเวิรก์  โดยอันดับ 1. ได้แก่ค่ายหนัง GTH 2. ค่ายหนังเครือเมเจอร์ซินิเพล็กซ์ 3. ค่ายหนัง เอสเอฟซินิม่า 4. กลุ่มบริษัท โออิชิ และ 5. เครื่องดื่มเป็ปซี่  เห็นได้ชัดว่าจากผลของอันดับ กลุ่มธุรกิจค่ายหนัง ถือเป็นกลุ่มที่มีการใช้กลยุทธ์และการตลาดผ่านทางโซเชี่ยลเน็ตเวิรก์มากที่สุด โดยทั้ง 1-3 อันดับล้วนเป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับภาพยนต์ทั้งสิ้น เห็นได้ชัดว่าในปี 2011 ที่ผ่าน เป็นปีที่เริ่มมีหลายธุรกิจและแบรนด์ของไทย เข้ามาใช้โซเชี่ยลเน็ตเวิกร์อย่าง Facebook หรือ Twitter เป็นเครื่องมือในการเข้าถึงคนไทยมากขึ้น โดยในปี 2011 ประเทศไทยมีคนใช้ Facebook สูงถึง 13 ล้านคน หรือคิดเป็น 20% ของประชากรไทยทั้งประเทศ มากเป็นอันดับ 16 ของโลกนี้ ซึ่งแนวโน้มการใช้โซเชี่ยลเน็ตเวิรก์ในปี 2012 จะมีการเปลี่ยนแปลงไป เพราะเริ่มมีบริการโซเชี่ยลเน็ตเวิรก์ใหม่ๆ เกิดขึ้น  อีกทั้งการบริการเหล่านี้เริ่มขยายเข้าไปยังบนโทรศัพท์มือถือ ซึ่งการเปิดให้บริการ 3G อย่างเต็มที่ในประเทศไทย จะเป็นตัวกระตุ้นให้คนไทยหันมาใช้โซเชี่ยลเน็ตเวิรก์มากขึ้นอย่างมากในปีหน้า


 

วิธีการวัดผลของการจัดอันดับ

เนื่องจากโซเชี่ยลเน็ตเวิรก์ที่คนไทยนิยมมากที่สุดในปี 2011 ได้แก่ Facebook และ Twitter เราจึงได้ทำการวัดผลด้วยวิธีการ นำตัวเลขของจำนวนคน “ชอบ (Likes)” และจำนวน “คนตาม (Follower)” ของธุรกิจและแบรนด์ต่างๆ ของประเทศไทย ที่จัดอันดับอยู่ในเว็บไซต์ www.ZocialRank.com มารวมกัน โดยเก็บข้อมูล ณ.เดือน ธันวาคม 2011 เพราะตัวเลขทั้งสองตัวถือเป็นตัวชี้วัดให้เห็นถึง จำนวนคนที่สนใจและติดตาม แบรนด์และธุรกิจผ่านทางโซเชี่ยลเน็ตเวิรก์ และยังสะท้อนถึงการ ใช้กลยุทธ์และกิจกรรมทางการตลาดผ่านทางช่องทางนี้อีกด้วย

 

** หมายเหตุ : การจัดอันดับครั้งนี้ เป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้น จากทีมงานของ ZocialRank.com เป็นการวัดผลตามแนวความคิดของทีมงาน  โดยหลักการในการจัดอันดับ ได้มาจากข้อมูลที่เก็บได้จริง จากแหล่งข้อมูลต่างๆ ในโซเชี่ยลเน็ตเวิรก์ เพื่อต้องการให้เกิดการกระตุ้นและการนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับธุรกิจและประเทศ

Captcha Advertising อันนี้เจ๋งแหะ

 ไปค้นๆ ดูเห็นอันนี้ เจ๋งดี ยังไม่มีใครทำในไทย เป็นระบบ Captcha ที่ต้องการให้ระบุตัวตนว่าเป็นคนจริงๆ โดยการกรอก ตัวเลขหรือตัวอักษรลงไปยืนยัน แต่เร่ิมมีคนคิดต่อว่า หากมันจะเอาแบรนด์หรือโฆษณาใส่ลงไป ก็น่าจะทำให้คนจดจำได้ดียิ่งขึ้น คุณเห็นด้วยไหม?

เจาะลึกกลยุทธ์ธุรกิจยุคใหม่ ทำยังไงถึงเติบโตระดับโลก?

 ตอนนี้สิ่งที่เห็นได้ชัดของแนวโน้มที่เกี่ยวข้องธุรกิจใหม่ๆ โดยเฉพาะธุรกิจอินเทอร์เน็ตหลายแห่ง ทั่วโลกต่างเติบโตกันอย่างรวดเร็วมาก ใช้เวลาเพียงไม่กี่ปี บริษัทหน้าใหม่ ก็สามารถแซงหน้าบริษัทยังษ์ใหญ่ที่เปิดมาสิบๆปีอย่างสบายๆ ทั้งมูลค่ายอดขาย และมูลค่าของแบรนด์ขององค์กรหรือสินค้า ยกตัวอย่างเช่น Google สร้างบริษัทมาเพียง 12 ปี มูลค่าของแบรนด์ 55,317 ล้านเหรียญ (1.7 ล้านล้านบาท) แซงหน้าบริษัทยักษใหญ่ที่มีอายุร้อยกว่าปีอย่าง GE ได้ หรือ Apple กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่ามากมากถึง 324.3 พันล้านเหรียญ (10 ล้านล้านบาท) อะไรคือปัจจัยทีทำให้บริษัทหน้าใหม่เหล่านี้ สามารถเติบโตได้อย่างติดจรวด และเราจะสามารถเรียนรู้และนำกลยุทธนี้มาใช้กับธุรกิจของเราได้หรือไม่? เรามาเจาะเรื่องนี้กันครับ

 

เค้าวัดผลจากการมองได้อย่างไร? Eyes tracking และ Heat Map Tracking

 เคยเห็นการวัดผลเชิงการมองไหมครับ? (Eyes Tracking) โดยเป็นการวัดว่าคนส่วนใหญ่จะมองตรงไหน ของสื่อโฆษณาหรือหน้าเว็บไซต์ วันนี้ผมบังเอิญไปเจอเค้ามีเครื่องมือในการวัดผลว่าคนส่วนใหญ่มองอย่างไร? จากVDO 


วิธีการ Track ของ Head Map + Eyes tracking


เทคโนโลยีของ tobii สามารถวัดผลทางตาได้
 


ตัวอย่างการวัดจากมุมมอง ของการไปซื้อของใน Super Market


 อันนี้ Track กับโฆษณาทางทีวีก็ได้นะ 

เจาะลึก-วิเคราะห์คู่แข่งคุณทางโซเชียลมีเดียผ่าน ZocialRank.com

 ต้องยอมรับว่าเดียวนี้หลายๆ ธุรกิจเริ่มมีการใช้โซเชี่ยลมีเดีย มาเป็นเครื่องมือในการทำการตลาด การติดต่อสื่อสารกับลูกค้าของตัวเอง รวมถึงมีการสร้างกลยุทธในการดึงลูกค้าให้เข้ามาเป็นสมาชิกผ่านช่องทางโซเชี่ยลมีเดียมากขึ้น ทั้ง Facebook และ Twitter หลายธุรกิจประสบความสำเร็จมากในการใช้ช่องทางนี้ ยกตัวอย่างเช่น Facebook ของคุณตัน อิชิตัน ตอนนี้มีสมาชิกทะลุ 1 ล้านคนไปแล้ว นั้นหมายถึงการสื่อสาร การพูดคุยกับคน 1  ล้านจะเป็นเรื่องที่ง่ายๆ และทำได้ทันที ฟรีอีกต่างหาก ดังนั้นตอนนี้จึงมีคนและธุรกิจไทยเข้าไปสร้างหน้าใน Facebook (Facebook Pages) มากกว่า 3 หมื่นแห่งแล้ว เราจึงสามารถวิเคราะห์ กลยุทธการตลาด การสื่อสารของธุรกิจและแบรนด์ต่างๆ รวมถึงคุณแข่งของธุรกิจคุณได้ผ่านช่องทางนี้ วิธีการง่ายๆ ทำได้ไม่ยากเพียงแค่เข้าไปที่ ZocialRank.com ครับ

เว็บ www.ZocialRank.com เป็นเว็บไซต์ที่รวมรวมข้อมูลการใช้งานโซเชียลมีเดียของเมืองไทย ทั้ง Facebook และ Twitter มีการจัดอันดับของธุรกิจและแบรนด์ว่าใครเป็นอันดับที่ 1 ในการใช้โซเชี่ยลมีเดียในการสื่อสารกับลูกค้า อีกทั้งคุณยังสามารถวิเคราะห์ลงลึกไปแต่หน้า Facbook ของแบรนด์หรือธุรกิจที่คุณสนใจในเมืองไทย ว่าเค้ามีกลยุทธและเทคนิคอย่างไร และทำอะไรบ้าง รวมถึงยังเปรียบเทียบกับ Facbook ของคุณได้ทันที ลองมาดูกันลึกๆ กันว่าเว็บนี้บอกอะไรคุณได้บ้าง

 

เผยเทคนิคทำให้ทีมงานทำงานได้ทุกที่ทั่วโลกธุรกิจไม่หยุด แม้น้ำจะท่วมจดมิดออฟฟิศ

ในช่วงที่ประเทศไทยน้ำท่วมหนัก ผมเองเป็นคนหนึ่งที่กระทบกับเหตุการณ์นี้ด้วยเช่นกัน ทั้งบ้านและทีทำงานโดนน้ำท่วมจนไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ จึงต้องย้ายไปอยู่ต่างจังหวัด รวมถึงทีมงานผมแต่ละคนก็แยกย้ายกระจัดกระจายไปทั่วประเทศไทย แต่จากการคาดการณ์ว่าน้ำท่วมครั้งนี้น่าจะนานหลายอาทิตย์ ผมเองก็ไม่อยากให้ธุรกิจและงานหยุดหรือปิดไปตามออฟฟิศ จึงได้มีการวางแผน การให้พนักงานทุกคนสามารถทำงานที่บ้านได้ โดยมีการนำเครื่องมือทางออนไลน์ เข้ามาช่วยในการทำให้การเชื่อมต่อ สื่อสารกับคนภายในออฟฟิศเให้สามารถทำงานได้เหมือนอยู่ที่ ออฟฟิศเลยทีเดีย มาดูกันผมใช้เครื่องมือตัวไหนบ้าง

%d bloggers like this: