“Trade Me” ความสำเร็จอีกบทหนึ่งของ Internet Auction

ช่วงเดือนที่ผ่านมา คงไม่มีข่าวในโลกธุรกิจในนิวซีแลนด์ข่าวไหนได้รับความสนใจไปมากกว่าข่าวที่ย ักษ์ใหญ่ในธุรกิจ Internet Auction ของนิวซีแลนด์ อย่าง "Trade Me" ถูกขายให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ในธุรกิจสิ่งพิมพ์และมีเดียของออสเตรเลีย อย่าง FairFax ในสนนราคาถึง 700 ล้านนิวซีแลนด์ดอลลาร์ (ประมาณ 1.7 หมื่นล้านบาท)
 

www.trademe.co.nz เป็นเว็บไซต์ Internet Auction ที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดในนิวซีแลนด์ ที่ถือกำเนิดมาเมื่อ 7 ปีที่แล้วด้วยความริเริ่มของหนุ่มชาวกีวีที่ชื่อ Sam Morgan โดย Sam เริ่มก่อตั้ง Trade Me ด้วยวัยเพียง 23 ปี จากคอมพิวเตอร์ของตนเอง และด้วยเงินทุนแรกเริ่ม 8,000 นิวซีแลนด์ดอลลาร์ (ประมาณ 180,000 บาท) ก่อนที่จะชักชวนญาติและเพื่อนสนิทของตนมาช่วยลงทุนเพิ่มเติม หลังจากนั้นเป็นต้นมา Trade Me ก็เริ่มเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไปพร้อมการขยายตัวของธุรกิจออนไลน์ประเภทต่างๆ ในนิวซีแลนด์

จนทุกวันนี้ Trade Me นอกจากจะเป็น Internet Auction ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในนิวซีแลนด์แล้วยังเป็นเว็บไซต์ของนิวซีแลนด์ที ่มีผู้เข้ามาเยี่ยมชมมากที่สุดด้วย โดย Trade Me มีส่วนแบ่งตลาดถึง 87% ของการซื้อ-ขายออนไลน์ทั้งหมด มีสมาชิกทั่วประเทศถึง 1.2 ล้านคน หรือมากกว่าหนึ่งในสี่ของประชากรทั้งประเทศ โดยคาดว่าในปีนี้ จำนวนสินค้าที่ทำการซื้อขายผ่าน Trade Me จะมีไม่ต่ำกว่า 35 ล้านชิ้นเลยทีเดียว คงปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งของความสำเร็จของ Trade Me นั้นมาจากโมเดลทางธุรกิจที่ประสบความสำเร็จของ eBay แต่อย่างไรก็ตาม Trade Me แม้จะมีรากฐานคล้าย eBay แต่ก็มี Theme ที่เด่นชัดเป็นของตัวเอง ซึ่งตรงจุดนี้คงเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ Trade Me ประสบความสำเร็จเหนือ Internet Auction รายอื่นๆ ในนิวซีแลนด์ ซึ่งคาดว่ามีไม่ต่ำกว่า 20 รายด้วยกัน

Theme ที่สำคัญประการแรกก็คือ Trade Me นับว่าเป็นเว็บไซต์ user friendly โดยเน้นที่ความเรียบง่ายในการทำการซื้อ-ขาย ไม่ยุ่งยากซับซ้อน แม้แต่ผู้ที่ทำการซื้อขายเพียงครั้งแรก ก็สามารถใช้งานเว็บไซต์ได้โดยที่แทบไม่ต้องอ่านคู่มือซื้อ-ขายเลย

หัวใจสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ Trade Me ได้สอดแทรกความเป็น Community ระหว่างสมาชิกของตนไว้อย่างเหนียวแน่น สมาชิกของ Trade Me หลายๆ คนมีโอกาสทำความรู้จักผ่าน Trade Me และไม่ได้มอง Trade Me ว่าเป็นแค่เพียง Internet Auction เท่านั้น แต่เป็นที่ที่สามารถเข้ามาพูดคุย ทำการแลกเปลี่ยน ปรึกษา ขอคำแนะนำด้านต่างๆ จากสมาชิกท่านอื่นอีกด้วยความรู้สึกผูกพันของผู้ซื้อผู้ขาย กับ Trade Me นั้นเห็นได้อย่างชัดเจน จนดูเหมือนว่า Trade Me นั้นได้กลายเป็นตลาดของสมาชิกทุกๆ คน ที่แต่ละคนได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือ วิธีที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ Trade Me ใช้ในการจำแนกความน่าเชื่อถือของผู้ซื้อ-ผู้ขาย ก็คือ การให้เรตติ้ง โดยผู้ซื้อหรือผู้ขายสามารถเข้าไปเช็กเรตติ้งของสมาชิกแต่ละท่านได้ว่า ได้ทำการซื้อ-ขายมาทั้งหมดกี่ครั้ง และได้รับ feedback ที่เป็นด้านบวกหรือด้านลบกี่ครั้ง ซึ่งข้อมูลนี้เองจะช่วยจำแนกระหว่างสมาชิกที่ดีและไม่ดี ได้ดีที่สุด สมาชิกที่มีประวัติไม่ดี ก็ยากที่จะทำการซื้อ-ขายในครั้งต่อๆ ไป

แต่การที่ระบบเรตติ้งของ Trade Me ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น ก็เนื่องมาจากสมาชิกส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับจุดนี้ โดยร่วมมือร่วมใจช่วยกันเขียน feedback ส่งเข้ามา เพื่อช่วยป้องกันและกำจัดผู้ซื้อและผู้ขายที่ไม่ดีออกไปจากตลาดของเขานั่นเอ ง

นอกจากนั้น Trade Me ยังเปิดโอกาส ให้ผู้ซื้อสินค้าแต่ละชิ้น ถามคำถามโดยตรงกับผู้ขายเกี่ยวกับสินค้าชิ้นนั้นๆ ผ่านเว็บไซต์ และผู้ขายโดยส่วนใหญ่ก็มักจะพยายามตอบคำถามผู้ซื้อให้ได้มากที่สุด แม้แต่สินค้าบางอย่างมีมูลค่าเพียง 1 ดอลลาร์ก็ตาม และด้วยความเป็น community ของ Trade Me อันนี้แหละที่โดนใจคนนิวซีแลนด์นักหนา เพราะการให้ความสำคัญกับ community สังคม ชุมชน และครอบครัว นั่นเป็นรากฐานที่สำคัญประการหนึ่งของสังคมนิวซีแลนด์นั่นเอง

สำหรับมูลค่าการซื้อ-ขาย Trade Me ในราคา 700 ล้านนิวซีแลนด์ดอลลาร์ ก็ดูเหมือนว่าอาจจะแพงไปหน่อยในสายตาของนักวิเคราะห์และนักลงทุนชาวออสเตรเล ีย เพราะเนื่องจาก Trade Me เป็นบริษัทที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ การประเมินราคาก็อาจคลาดเคลื่อนได้ง่าย นอกจากนั้น นักลงทุนชาวออสเตรเลียยังมองว่า เงินจำนวนมากขนาดนี้อาจจะไม่คุ้มกับธุรกิจที่มีฐานสมาชิกเฉพาะแค่ในนิวซีแลน ด์ ซึ่งเป็นประเทศขนาดเล็กที่มีประชากรเพียงแค่ 4 ล้านคน

แต่ในสายตาของนักลงทุนชาวนิวซีแลนด์เอง ราคานี้ดูเหมือนว่าเป็นราคาที่ไม่ได้แพงเกินไป เพราะราคานี้เทียบได้เท่ากับ 15.6 เท่าของกำไรสุทธิ (EBITDA) ที่คาดไว้ในปี 2007 ซึ่งค่า P/E ratio ในระดับ 15.6 เท่า นั้นยังต่ำกว่า P/E ratio โดยเฉลี่ยของทั้งตลาด หลักทรัพย์ในขณะนี้ ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 19 เท่า และเทียบไม่ได้กับ P/E ratio ของ eBay ที่คาดไว้ในปี 2007 ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 29 เท่า

นอกจากนั้น Trade Me ยังเป็นบริษัทที่มีการเจริญเติบโตมาอย่างสม่ำเสมอ โดยในปีนี้คาดว่ากำไรสุทธิจะเพิ่มมากกว่า 70% จากปีที่แล้ว นอกจากนั้น Trade Me ก็ได้รุกเข้าไปยังตลาดโฆษณาประเภทอื่น อย่างเช่น โฆษณาซื้อ-ขายรถ ซื้อ-ขายบ้าน ประกาศเช่าบ้าน และประกาศหางาน เป็นต้น นอกจากนั้น Trade Me ก็ยังได้ริเริ่มเว็บไซต์ลูกอีก 2 เว็บไซต์ นั่นก็คือ "Find Someone" และ "Old Friends" ดังนั้น ศักยภาพในการขยายตัวของ Trade Me ยังมีอยู่มาก บวกกับ goodwill ของการเป็นเว็บไซต์อันดับหนึ่งของ นิวซีแลนด์ จึงบอกได้ว่าราคานี้ไม่ได้แพงไปแต่อย่างใด

ดูเหมือนว่า trend ของการซื้อหรือเทกโอเวอร์ธุรกิจออนไลน์โดยบริษัทสิ่งพิมพ์และบริษัทมีเดีย จะเป็น trend ที่ได้รับความนิยมในขณะนี้ นอกจาก Trade Me แล้ว ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา FairFax ยังได้ทำการซื้อธุรกิจออนไลน์ประเภทอื่นในออสเตรเลียอีกสามบริษัท บริษัทคู่แข่งของ FairFax ในธุรกิจสิ่งพิมพ์อย่าง APN ก็ได้มีความพยายามจัดตั้งธุรกิจออนไลน์ของตนขึ้นมา ส่วนบริษัทมีเดียอันดับหนึ่งของออสเตรเลียและยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง NEWs Corp ก็ได้ทำการกว้านซื้อบริษัทและธุรกิจออนไลน์ประเภทต่างๆ เข้ามาหลายบริษัทในช่วงปีที่ผ่านมา

สาเหตุที่สำคัญก็คือ ธุรกิจสิ่งพิมพ์แบบเก่าเป็นธุรกิจที่ยากจะขยายตัวในอนาคต ส่วนธุรกิจออนไลน์เป็นธุรกิจสำหรับอนาคต ที่มีการเจริญเติบโตสูง ยกตัวอย่างเช่น รายได้จากธุรกิจสิ่งพิมพ์ของ FairFax ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมามีการขยายตัวเพียงแค่ 1% ในขณะที่ธุรกิจออนไลน์ของ FairFax มีการขยายตัวถึง 66% ในระยะเวลาเดียวกัน

นอกเหนือไปจากนั้น การเจริญเติบโตของธุรกิจออนไลน์อย่างรวดเร็ว อาจจะหมายถึงการหดตัวของธุรกิจสิ่งพิมพ์หรือบริษัทมีเดียที่มีแหล่งรายได้มา จากค่าโฆษณาผ่านหน้าหนังสือพิมพ์หรือผ่านสื่อประเภทอื่นๆ เพราะในปัจจุบันธุรกิจออนไลน์นับเป็นแหล่งโมษณาที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว และกำลังก้าวเข้ามาทดแทนการโฆษณาผ่านสิ่งพิมพ์ยุคเก่า และการโฆษณาผ่านสื่ออื่นๆ ดังนั้นการเข้าครอบครองธุรกิจออนไลน์ ในอันที่จริงแล้วจึงไม่ได้เป็นแค่การสร้าง Growth ให้บริษัทสิ่งพิมพ์หรือมีเดียเท่านั้น แต่ยังเป็นการประกันความเสี่ยงให้กับบริษัทเหล่านี้ไปในตัวด้วยเช่นกัน   

นิตยสารผู้จัดการ พฤษภาคม 2549

Comments

comments

%d bloggers like this: