เทคนิคการปรับแต่งเว็บไซต์ E-Commerce ให้ประสบความสำเร็จ

    การขายของผ่านเว็บไซต์หรือ E-Commerce สิ่งที่สำคัญอันดับต้นๆ นอกจากการโปรโมตเว็บไซต์นั้นก็คือ "เว็บไซต์" ดังนั้นหากเราสามารถเตรียมเว็บไซต์ ของเราให้ "พร้อมกับการรองรับลูกค้า" ก็จะช่วยทำให้เว็บไซต์ E-Commerce ของคุณสามารถเพิ่มยอดขายได้ แต่คำถามคือ เราจะปรับเว็บไซต์ของเรา "ตรงไหน" และ "อย่างไร" ถึงทำให้เพิ่มประสิทธิภาพของเว็บไซต์เราได้มากขึ้น ซึ่งลองมาดูคำแนะนำและวิธีการ ว่าทำอย่างไร ที่ผมได้วิเคราะห์เอาไว้ครับ  แต่เนื่องจากเป็นสิ่งที่ผมแนะนำสำหรับ ลูกค้าที่ทำ E-Commerce โดยใช้ระบบเว็บไซต์สำเร็จรูป ของ TARADquickweb.com เป็นหลักครับ ซึ่งหากใครสนใจ ก็เข้าไปสมัครและเปิดเว็บไซต์ สำหรับการขายของได้ฟรีๆ เลยครับ [สมัครฟรี.! ที่นี่

 สำหรับคนที่มีเว็บไซต์ E-Commerce อยู่แล้ว ผมได้รวบรวมปัจจัยหลายๆ อย่าง ตั้งแต่หน้าเว็บไซต์ หน้าข้อมูลสินค้า หน้าแสดงรายการสินค้า รวมไปยังถึงหน้าหลังบ้าน (back office) ในการบริหารจัดการเว็บไซต์ ซึ่งหากคุณดำเนินการตาม ผมเชื่อว่า น่าจะช่วยทำให้เว็บไซต์ของคุณ สามารถเพิ่มยอดขายได้มากเลยครับ 

การจัดการหน้าเว็บไซต์ (Storefront) www.TARADquickweb.com
Topic Detail
หน้าแรก Home Page  
  Logo หรือชื่อร้าน ภาพหรือชื่อชัดเจน มีคำขยายของชื่อเว็บ บอกว่าเว็บนี้คือเว็บอะไร? เช่น CAT Center (ตัวใหญ่) ศูนย์แมวไทย เมืองอัมพวา (ตัวเล็ก)
  Menu & Nevigation เขียนอธิบายเมนู เข้าใจง่าย (กรณีใช้ Free Style Menu)
  แบ่งหมวดหมู่สินค้า เขียนอธิบายชื่อหมวดหมู่สินค้าง่ายต่อความเข้าใจ ไม่ซ้ำซ้อน หรือกว้างจนเกินไป
  ข่าวสารโปรโมชั่น ทำภาพ ข้อมูลสินค้าที่น่าสนใจ (Grphic) แล้วใส่ไว้ที่หน้าแรกด้านบน เพื่อเน้นสินค้าที่เป็น promotion และต้องการเน้นในการขาย
  สินค้าหน้าแรก เลือกสินค้าที่มานำเสนอหน้าแรก ได้น่าสนใจ และราคาดึงดูด
  สินค้าแนะนำ เลือกสินค้าที่น่าสนใจ มานำเสนอ
  ข่าวสารร้านค้า ใส่ข้อความที่ น่าสนใจและยืนยันความมีตัวตนของร้านค้า
  ความกว้างของหน้าเว็บ ปรับความกว้างของเว็บให้เป็น 1000 pixel หรือ 90-100% เพื่อการนำเสนอข้อมูลสินค้าได้ครบถ้วนมากที่สุด
  ข้อมูลการส่งสินค้า ระบุระยะเวลา ช่องทางในการส่งสินค้าให้ชัดเจน, การการันตี การรับประกันสินค้า ให้ชันเจนในเว็บไซต์
     
     
  Optional  
  Web Board ดึงเว็บบอร์ดไว้ที่หน้าแรกของเว็บไซต์
     
 หน้าหมวดหมู่สินค้า (Product Listing Page)
  คำอธิบายหมวดหมู่สินค้า ใส่ข้อมูลอธิบาย ข้อมูลของหมวดหมู่แต่ละหมวดหมู่ ใส่ keyword ที่ต้องการ เน้น และย้ำลงไป รวมถึงใส่ ลิงค์และตัวหนาบางลง เพื่อทำให้ข้อมูลน่าสนใจและ SEO Friendly มากขึ้น
  เลือกกรอบรูปสินค้า กรอบรูปสินค้าไม่ควรเด่นเกิน ภาพสินค้า (หลีกเลี่ยงสีจัดๆ)
  สินค้าที่เกี่ยวข้อง เลือกสินค้าที่เกี่ยวข้องกันในหมวดนั้น (เพื่อที่จะแสดงด้านข้างๆ ของเว็บไซต์) เช่น หมวดกล้อง ก็อาจจะมี กระเป๋ากล้องหรือ memory มาแสดงควบคู่ แนะนำ
     
     
หน้าแสดงรายละเอียดสินค้า (Product Detail Page)
  Topic สินค้า เขียนให้อ่านให้เข้าใจ หากมีคำกระตุ้น ใส่เพิ่มเข้าไป เพื่อให้สินค้าดูน่ากดมากขึ้น เช่น ลด 20% และควรจะใส่ Keyword ที่ต้องการลงไปใน topic เพื่อผลลัพย์ของการทำ SEO
  รายละเอียดสินค้า ใส่ ตัวหนา (bold), ตัวบาง, ตัวเอียง, สี, ขีดเส้นใต้ ที่จะให้ข้อมูลสินค้าน่าอ่านมากขึ้น พยายามเขียนให้ละเอียดที่สุด ระลึกเอาไว้ว่า เรากำลังสื่อสารกับลูกค้าที่ไม่เคยเห็น หรือรู้จักสินค้านี้เลย นอกจากข้อความภาพทีเราจะสื่อสารไปยังเค้าเท่านั้น ที่จะทำให้เค้าเข้าใจมากที่สุด และควรจะใส่ Keyword ที่ต้องการลงไปใน topic เพื่อผลลัพย์ของการทำ SEO
    ใส่รายละเอียดสินค้าให้ครบถ้วน และมากเพียงพอต่อการตัดสินใจ เช่น ใส่สเป็กสินค้า ขนาด ภาพ หรือใส่ VDO (เอาลิงค์จาก youtube มาใส่) ซึ่งจะทำให้ลูกค้าตัดสินใจได้ง่ายมากขึ้น
  ขนาดและน้ำหนัก สินค้าบางอย่างควรใส่ ขนาดและน้ำหนักลงไปในระบบ หลังบ้าน เพื่อทำให้ลูกค้าเข้าใจ รายละเอียดของสินค้ามากขึ้น (และยังสามารถเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสินค้ากับทางไปรษณีย์ได้)
  ราคา ใส่ราคาเต็ม และใส่ราคาส่วนลดลงไป เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าสนใจ ในสินค้านั้นมากขึ้น
  การใส่ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง การใส่ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง ควรใส่ลิงค์ไปที่หน้าของเจ้าของสินค้า (หากคุณเป็นตัวแทน) ต้องระวังลิงค์ที่อาจจะทำให้ลูกค้าตัดสินใจ ไปซื้อสินค้ากับเว็บอื่นได้
     
ภาพสินค้า (Product Picture)
  ภาพสินค้าของจริง ใช้ภาพจริงๆสินค้ามาแสดง ภาพชัดเจนไม่มัวหรือมืดจนเกินไป
  เปรียบเทียบขนาด สินค้าบางประเภทต้องการๆ เปรียบเทียบด้านขนาด เพื่อทำให้คนเห็นภาพแล้วเข้าใจขนาด โดยใช้การถ่ายภาพสินค้าควบคู่กับของอื่นๆ ที่คนจะสามารถเทียบขนาดได้ เช่น เหรียญบาท ซองบุหรี
  ภาพสินค้าหลายมุม ควรมีภาพสินค้าหลายๆ มุมมากกว่า 1 มุม หากสินค้า เช่นหน้าหน้า หลัง หรือภาพเปิดออกมาดูรายละเอียดสินค้าด้านใน
  ภาพซูมของสินค้า สินค้าบางอย่างต้องการภาพที่มีการบอกเล่ามากขึ้น เช่น ถ่ายซูมไปที่ ยี่ห้อ หรือ รายละเอียดบางอย่าง เพื่อสร้างความมั่นใจกับลูกค้า
  ใส่ลายน้ำ การใส่ลายน้ำ หรือข้อความ ลงไปบนภาพสินค้าเพื่อป้องกันการก๊อปปี้ภาพสินค้า ไปใช้ที่เว็บอื่นๆ ควรจะทำข้อความบางๆ ลงไปบนภาพ โดยข้อความไม่ไปขัดหรือบังภาพ จนเกินไป โดยอาจจะพิมพ์ชื่อร้านค้าหรือเว็บลงไป แต่ต้องมั่นใจว่าภาพที่ได้มาเป็นภาพถ่ายโดยร้านค้าเราจริงๆ
  ภาพ 360 องศา สินค้าบางอย่างเหมาะกับการทำภาพมุมมอง 360 องศา เช่นสินค้าที่เป็นชิ้นๆ เล็กๆ ไม่ใหญ่โตเกินไป แต่คงไม่เหมาะกับทำทุกชิ้นในร้านค้า เลือกเอาสินค้าที่ต้องการเน้นในการขาย
     
Additional  
  หน้าแสดงลูกค้าที่เคยซื้อ ใช้ CMS สร้างหน้าขึ้นมาแล้ว ทำลิงค์โดยใช้ Function Free Style Menu เพิ่มเมนูใหม่เข้ามา "ลูกค้าที่เคยซื้อ" โดยมีเนื้อหา เป็นลูกค้าที่เคยซื้อสินค้ากับทางร้านค้า (ภาพ+คำชม) เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ซื้อคนอื่นๆ มีลูกค้า 2-3 ราย
     
     
Webboard  
  กระทู้ที่คนถามบ่อยๆ ทำค้างเด่นไว้ด้านบนสุด เพื่อตอบคำถามลูกค้า
  จำนวนกระทู้ หากมีกระทู้น้อย 1-2 กระทู้ ควรสร้างกระทู้ให้เพิ่มมากขึ้นถึง 10-12 กระทู้ เพื่อเป็นช่องทางในการพูดคุยกับลุกค้าอีกช่องทาง
     
ติดต่อเรา (Contact Us)
    ใส่ข้อมูลที่อยู่จริง ใส่แผนที่ของร้านค้า (หรือปักลงไปใน google map)
     
เกี่ยวกับเรา (About Us)
    ใส่ข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจ ว่ามีความเป็นมาอย่างไร, เปิดมานานเท่าไร, มีรูปภาพหน้าร้านค้า หรือรูปเจ้าของ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า, รางวัลที่เคยได้รับ หรือ เคยไปออกสื่ออะไรก็นำมาใส่เอาไว้เพื่อสร้างความมั่นใจ (ตัวหนังสือใส่และจัดให้อ่านง่ายและสวยงาม)
     
Optional  
  Twitter Account ให้ร้านค้าเปิด Twitter Account และนำไป promote ในร้านค้า ตั้งเป้าให้ร้านค้าส่งข้อความ เรื่องทั่วไป ข้อมูลสินค้า โปรโมชั่นใหม่ๆ ทุกๆ วัน วันละ 2-3 ข้อความ ดูตัวอย่างร้าน www.munkonggadget.com
  Facebook Account หลังจากเปิดแล้ว ให้เอา Account Twitter เชื่อมเข้ากับ Facebook เพื่อข้อความจะได้ไปติดใน facebook หลังจาก Tweet ไปแล้ว (ลง Twitter application ใน facebook ด้วย)
     
     
Back Office
  ระบบการส่งสินค้า ควรระบุการส่ง และค่าส่งสินค้าด้วยระบบ "กำหนดการจัดส่งสินค้า" เพื่อให้การสั่งซื้อสินค้า รวมกับค่าส่งเข้าไปทันที ไม่ต้องแยก และติดต่อกลับไปหาลูกค้าซ้ำอีกที
เมนู = การชำระเงินภาษีและส่งสินค้า > กำหนดการจัดส่งสินค้า
    หากร้านค้ารองรับการส่งสินค้าด้วย ไปรษณีย์ไทย ควรเปิดระบบระบบการส่ง และในข้อมูลสินค้าควรใส่ น้ำหนักและขนาดเพื่อการคำนวนค่าขนส่งอัตโนมัติจากไปรษณีย์ไทย
  ระบบสินค้าคงคลัง (stock) หากร้านค้ามีจำนวนสินค้าในคลัง ควรใส่ จำนวนสินค้าใน stock ลงในระบบด้วย และควร update ตัวเลขจำนวนสินค้าอย่างน้อย อาทิตย์ละครั้งกับร้านค้า เพื่อจำนวนสินค้าที่ตรงกันกับเว็บไซต์
  ระบบอัตราภาษี หากร้านค้า มีการเสียภาษีถูกต้อง ควรดูระบบการคิดคำนวนภาษีด้วย
เมนู = การชำระเงินภาษีและส่งสินค้า > กำหนดอัตราภาษี
  ใส่ระบบวิเคราะห์สถิติ สามารถใส่ระบบเก็บสถิติคนเข้าเว็บของระบบอื่น เช่น google analytics เพื่อสามารถวิเคราะห์ ข้อมูลของการเข้าเว็บไซต์ได้
เมนู = ระบบรายงานและสถิติ > สถิติผู้เข้าชม ร้านค้า
  Search Engine Optimizationon เปิดระบบทำให้เว็บไซต์มีความสามารถในการทำ Search Engine Optimization ได้ที่
เมนู = ลูกเล่นพิเศษ > ปรับแต่งเว็บไซต์
     
     
     
     

 ปล. อีกที เนื่องจากสิ่งที่ผมแนะนำสำหรับ ลูกค้าที่ทำ E-Commerce โดยใช้ระบบเว็บไซต์สำเร็จรูป ของ TARADquickweb.com เป็นหลักครับ ซึ่งหากใครสนใจ ก็เข้าไปสมัครและเปิดเว็บไซต์ สำหรับการขายของได้ฟรีๆ เลยครับ [สมัครฟรี.! ที่นี่]

บทความที่เกี่ยวข้อง:

วิเคราะห์กระแส E-Commerce ในไทยและทั่วโลก ปี 51- ปี 52
การค้าออนไลน์กับการเสียภาษีอย่างถูกต้อง (ใครทำการค้าออนไลน์คุณต้องเข้าใจเรื่องนี้)
ธุรกิจคุณอยู่ในยุคไหนของการค้าออนไลน์? (Thailand E-Commerce Generation)
Thailand E-Commerce Landscape 2013

Comments

comments

%d bloggers like this: