เทคนิคการเสกยอดขายเพิ่มขึ้นทันที.!

คุณรู้มั้ยครับ อะไรคือปัจจัยสำคัญที่สุดในการทำให้เกิดยอดขายสินค้าสำหรับธุรกิจ? คำตอบก็คือมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ยกตัวอย่างเช่น จำนวนคนเข้าร้านค้าของคุณ ยิ่งมีคนเข้าที่หน้าร้านหรือธุรกิจของคุณมากเท่าไร ยอดขายของคุณก็แปรผันตรงกับยอดขายทันที แต่ปัญหาของการทำธุรกิจในปัจจุบันเราไม่สามารถสั่งหรือบังคับให้ลูกค้ามาที่หน้าร้านค้าของเราได้ ยกตัวอย่างเช่น หากวันไหนฝนตก ยอดจำนวนคนที่จะมาที่หน้าร้านคุณก็น้อยเช่นกัน หากจะทำการตลาด ทำอะไร ทำเท่าไรถึงจะเรียกคนเข้าได้ร้านค้าได้? ไปแจกโบรชัว ทำป้ายใหญ่ๆ หรือมีคนไปตะโกนเรียกคนเข้าร้าน ก็จะดูเป็นวิธีที่แทบจะควบคุมหรือทำให้ลูกค้าเข้ามาที่ร้านค้าไม่ได้ดีเท่าที่ควร  แต่มันจะดีมั้ยครับหากคุณสามารถ “เสก” ลูกค้าเข้ามาที่หน้าร้านหรือธุรกิจของคุณได้ทันที? ซึ่งมันจะทำให้ยอดขายเด้งขึ้นมาได้เลย มาลองดูวิธีกันครับ

 เพิ่มยอดขาย

สำหรับการ “สูตรการสร้างยอดขาย” เกิดจากปัจจัยอยู่ 3 อย่างด้วยกันได้แก่

1. คนเข้ามาที่ธุรกิจของคุณ (Unique User หรือ UU)
คือจำนวนคนที่เข้ามาที่ธุรกิจของคุณแบบไม่ซ้ำกัน โดยยิ่งมีคนเข้ามามาก ยอดขายก็จะมีโอกาสสูงมาก ดังนั้นต้องกลับมาดูว่าเราจะมีกลุยทธ์ในการดึงดูดและสร้างลูกค้าเข้ามาที่ธุรกิจของคณได้อย่างไร หากเป็นร้านค้าออนไลน์ การสร้างและทำให้ลูกค้าเข้ามาที่หน้าธุรกิจทางออนไลน์ดูจะง่ายกว่าและมีประสิทธิภาพที่สุด เพราะในช่องทางออนไลน์​ เราสามารถสร้างและควบคุม จำนวนคนที่เข้ามาในหน้าธุรกิจเราได้ทันทีได้แก่
 .
  • การส่ง E-Mail ออกไปหาลูกค้า (E-Mail Direct Marketing หรือ EDM) : ยิ่งคุณฐานลูกค้ามากๆ ยิ่งส่ง E-Mail ออกไปหาคนมากเท่าไร (แต่คนเหล่านั้นควรเป็นลูกค้าของเราและส่งให้ตรงกับกลุ่มพฤติกรรมลูกค้า) เมื่อลูกค้าเห็น E-mail ก็คลิกเปิด (Open Rate) และถ้าข้อมูล E-Mail เราน่าสนใจเค้าจะคลิกกลับมาที่หน้าเว็บไซต์ของเรา (Click Thru Rate) เราก็จะมีคนเข้ามาหน้าค้าเราได้ทันที

.

  • การลงโฆษณาทางออนไลน์ (Online Advertising) : เดียวนี้มีหลากหลายวิธีในการลงโฆษณาออนไลน์ ซึ่งข้อดีของการลงโฆษณาออนไลน์คือเราควบคุมต้นทุนได้ชัดเจนต่อลูกค้าที่คลิกผ่านโฆษณาไปที่เว็บไซต์ของเรา โดยเราจ่ายค่าโฆษณาต่อคลิกที่ลูกค้ากดไป  (Pay Per Click หรือ PPC) โดยบางครั้งราคาลงโฆษณาอาจจะลงไปต่ำเพียง 1 บาทต่อการได้ลูกค้าหนึ่งเลย อย่างเช่นการลงโฆษณาใน Google หรือ Facebook ซึ่งข้อดีของสื่อโฆษณาออนไลน์บางแห่ง เราสามารถเลือกกลุ่มเป้าหมายได้เลยว่าต้องการคนเพศไหน อายุเท่าไร อยู่ในจังหวัดหรือประเทศไหน ทำให้การลงโฆษณาผ่านทางออนไลน์แม่นยำมากขึ้น ได้ผลมากขึ้น ในขณะที่ราคากลับถูกลงอย่างเห็นได้ชัด
.
นี้เป็นเพียงบางส่วนของกลยุทธการตลาดออนไลน์ที่เราสามารถใช้ และสามารถ “เสก”​ ลูกค้ามาที่หน้าร้านค้าของคุณได้ทันที ทำมาก หรือจ่ายมาก คุณก็จะได้ลูกค้าเพิ่มมากขึ้น ตรงไปตรงมา เข้าใจได้ง่ายๆ
.
.
2. อัตราผู้ซื้อ (Conversion หรือ CVR)
คือตัวที่สำคัญของในการทำให้เกิดยอดขาย มันคือตัวที่วัด “คุณภาพ” ของหน้าธุรกิจของคุณว่ามีความน่าสนใจไหม? เมื่อคุณสามารถสร้างลูกค้าเข้ามาที่หน้าร้านค้าได้แล้ว เค้าจะซื้อหรือจ่ายหรือไม่ อัตราผู้ซื้อจะเป็นตัวบอก โดยวิธีการหาอัตราผู้ซื้อหาได้จาก อัตราส่วนของประมาณ จำนวนคนที่ซื้อสินค้า (Order) ต่อ คนเข้ามาที่ธุรกิจของคุณ (UU) นำสองตัวแปรนี้มาหารกันก็จะได้ อัตราส่วนผู้ซื้อ เช่น ในเดือนมกราคม ธุรกิจหน้าร้านค้าคุณมียอดขาย 10 รายการ (Order) และมียอดคนเข้ามาที่ธุรกิจคุณ 1,000 คน หากจะหาอัตราผู้ซื้อก็นำยอดขาย 10 รายการหารด้วย 1,000 คนเข้ามาที่ธุรกิจ นั่นหมายถึง ธุรกิจคุณจะมีอัตราผู้ซื้อที่ 1% (แปลง่ายๆ คือ 100 คนเข้ามา ซื้อ 1 รายการ)
cvr
วิธีการทำให้อัตราผู้ซื้อเพิ่มมากขึ้น 
มีหลายปัจจัยที่จะทำให้คนที่เข้ามาร้านของคุณแล้วตัดสินใจ “ซื้อ” ได้แก่
  • จำนวนสินค้า (Number of Product) : ยิ่งจำนวนสินค้าในร้านค้ามีมากเท่าไร โอกาสที่ลูกค้าจะซื้อก็มีมากขึ้น แปรผันตรงทันที ตัวอย่างเช่น ร้านค้าที่มีสินค้า 10 แบบ กับอีกร้านมีสินค้า 100 แบบ คุณคิดว่าร้านค้าไหนจะมีคนซื้อมากกว่ากัน? แน่นอน ร้านค้าที่มีสินค้าจะมีโอกาสการขายได้มากกว่า เพราะลูกค้าเข้ามาในร้านแล้วมีสินค้าให้เลือกมากกว่า
.
  • ข้อมูลที่น่าสนใจ (Quality of Content) : หากสินค้าของคุณมีข้อมูลที่น่าสนใจ มีรายละเอียดบอกชัดเจนว่ามันคืออะไร มีประโยชน์อะไร โดยเฉพาะหน้าร้านค้าออนไลน์หากคุณมีภาพสินค้าสวยๆ มีวีดีโอแนะนำสินค้า มีข้อมุลคนที่เคยใช้สินค้าตัวนี้มาก่อน ยิ่ง “ข้อมูล”มีมากเท่าไร โอกาสที่จะโน้มน้าวให้คนหันมาซื้อก็จะมีมากขึ้นเท่านั้น
.
.
  • ความน่าเชื่อถือ (Trust) : มีผลมากต่อการตัดสินใจจะซื้อหรือไม่ซื้อสินค้า โดยเฉพาะธุรกินหรือร้านค้าที่ไม่ค่อยมีคนรู้จัก (Low Awareness) การทำให้คนมั่นใจกับธุรกิจของเราเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก ที่ต้องทำให้คนเชื่อถือเรา เพราะหากลูกค้าเกิดความไม่เชื่อ โอกาสการซื้อก็จะหายไปทันที (อ่านเพิ่ม 10 วิธีการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์คุณ http://www.pawoot.com/node/105)
.
 
3. ราคาเฉลี่ยต่อการซื้อ (Average Order Value หรือ AOV)
คือราคาเฉลี่ยที่ลูกค้าหนึ่งคนเข้ามาซื้อสินค้าของคุณ หนึ่งรายการมีมูลค่าเท่าไร บางคนอาจจะเรียกตัวเลขนี้ว่า Ticket Size  วิธีการหาคือ นำยอดขายในช่วงเวลานั้นๆ หารด้วยจำนวนรายการการสั่งซื้อ คุณก็จะได้ค่าเฉลี่ยต่อการซื้อหนึ่งรายการ ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจคุณในเดือนมกราคม มียอดขาย 100,000 บาท และมีจำนวนการสั่งซื้อ 100 รายการ วิธีการหาค่าเฉลี่ยต่อการซื้อหาได้โดยการนำ ยอดขาย 100,000 บาท หารด้วย ยอดการสั่งซื้อ 100 รายการ นั่นหมายถึง ราคาเฉลี่ยต่อการซื้อหนึ่งรายการ (AOV) จะเท่ากับ 1,000 บาท
.

เสกยอดขายเพิ่มขึ้นด้วยการควบคุม 3 ปัจจัยหลัก

 
เมื่อคุณรู้ทั้ง 3 ปัจจัยคุณก็จะสามารถ “เสก” ยอดขายได้ทันที โดยยอดขายจะเกิดจาก  คนเข้ามาที่ธุรกิจของคุณ (Unique User หรือ UU) คูณกับ อัตราผู้ซื้อ (Conversion หรือ CVR) และคูณกับ ราคาเฉลี่ยต่อการซื้อ (Average Order Value หรือ AOV)
DD78D665-A9F2-4E34-84EB-07503DB6540A
ตัวอย่างเช่น
หากมีคนเข้ามาที่ธุรกิจของคุณ = 1,000 คน, อัตราผู้ซื้อ = 1% และ ราคาเฉลี่ยต่อการซื้อ = 100 บาท ดังนั้นยอดขายคุณจะเท่ากับ 1,000 x 1% x 100 = 1,000 บาท
.

แต่หากคุณต้องการเพิ่มยอดขายขึ้น 300% หรือ 3 เท่าคุณจะทำอย่างไร?

เมื่อคุณเห็นปัจจัยทั้ง 3 ปัจจัยที่มีผลต่อยอดขายแล้ว เพียงคุณทำให้ตัวเลขใดตัวเลขหนึ่งเพิ่มขึ้น 3 เท่า เช่น สร้างให้คนเข้ามาที่ธุรกิจคุณ (UU) เพิ่มมากขึ้นโดยการลงโฆษณาออนไลน์เพิ่มมากขึ้น ซึ่งการสร้างคนทางออนไลน์มันสามารถควบคุมได้ง่ายมากๆ หรือ ปรับแต่งหน้าร้านค้าหรือเว็บไซต์ของคุณให้น่าสนใจมากขึ้นเพื่อเพิ่มอัตราผู้ซื้อ (CVR) หรือจะปรับราคาเฉลี่ย (AOV) ให้สูงมากขึ้น ยอดขายคุณก็จะเพิ่มขึ้น 3 เท่าทันที
.
.
เห็นไหมครับ การควบคุม หรือการสร้างยอดขายมันไม่ยากเลย หากคุณปัจจัยที่สำคัญ โดยเฉพาะการสร้างยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์ ที่เราสามารถ สร้าง (Generate)  และตรวจสอบ (Tracking) ทุกๆปัจจัยได้ไม่ยากทำให้เราสามารถเสกยอดขายจะขึ้นมาเท่าไรก็ได้ทั้งนั้น ดังนั้นเมื่อรู้ดังนี้แล้ว ก็ได้เวลาไป “เสก”​ ยอดขายของคุณให้เพิ่มขึ้นได้กันแล้วครับ
.

บทความที่เกี่ยวข้อง:

มาดูผลการสำรวจ การจองตั๋วเครื่องบิน ทางออนไลน์ ของคนไทยว่าเป็นยังไงกันบ้าง?
อยากเป็นเจ้าของกิจการ หรือเจ้าของธุรกิจมาศึกษาจากประสบการณ์ของผมละกันเน้อ
เทคนิคและวิธีการรับมือกับดราม่า และการถูกด่าในช่องทางออนไลน์
คาดการณ์อนาคตธุรกิจด้วย Big Data

Comments

comments

%d bloggers like this: