รู้จักพื้นฐานการออกแบบเว็บไซต์ด้วย Web Usability ?

ISO9241 ให้ความหมายของ Usability ไว้ว่า “ความมีประสิทธิภาพและความพึงพอใจที่ผู้ใช้งานผู้นั้นได้บรรลุถึงเป้าหมายในสภาพแวดล้อมนั้นๆ” Joel Spolsky ผู้เขียนหนังสือ User Interface Design for Programmers ได้ให้ความหมายของ Usability เอาไว้สั้นๆว่า “สิ่งที่ใช้งานได้ดี ก็ต่อเมื่อมันใช้ได้อย่างที่คาดคิด” ส่วน Jacob Neilson ได้ให้ความหมายของคำนี้ไว้ว่า “Usability เป็นคุณภาพที่วัดจากความง่าย ของการใช้ Interface ซึ่งคำว่า Usability นี้ยังรวมไปถึงการพัฒนาปรับปรุงความง่ายในการใช้งานใน ขั้นตอนการออกแบบอีกด้วย” 
 

             ในปี 2001 งานศึกษาของ Jacob Neilson ได้สังเกตการณ์ผู้ใช้งานเว็บไซต์ประเภท E-commerce ทั้งหมด 496 ตัวอย่างบนเว็บไซต์ที่ใช้ทดสอบที่คละกันไปทั้งเว็บไซต์ใหญ่และเล็ก โดยเฉลี่ยแล้ว อัตราที่ผู้ใช้งานจะซื้อของได้สำเร็จอยู่ที่ 56% นั่นหมายความว่าอีก 44% ไม่ประสบความสำเร็จในการซื้อของจากเว็บไซต์ E-commerce ซึ่งหมายถึงยอดขายที่หายไปเกือบครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว Usability มีคุณภาพในการชี้วัด 5 ประการ

    1. ความสามารถในการเรียนรู้ได้ (Learnability) ผู้ใช้งานสามารถเรียนรู้วิธีการใช้งานในคราวแรกได้เร็วเพียงใด
    2. ประสิทธิภาพในการใช้งาน (Efficiency) เมื่อผู้ใช้งานเรียนรู้แล้ว สามารถใช้งานได้เร็วและคล่องเพียงใด
    3. การจดจำได้ (Memorability) เมื่อผู้ใช้งานไม่ได้ใช้งานสิ่งนี้เป็นระยะเวลาหนึ่ง จะกลับมาใช้งานสิ่งนี้อีกครั้งได้ง่ายและเร็วเพียงใด
    4. ความผิดพลาดในการใช้งาน (Error) ผู้ใช้งานทำผิดพลาดมากเท่าใด และกลับออกมาจากความผิดพลาดนั้นได้ง่ายเพียงใด
    5. ความพึงพอใจ (Satisfaction) ผู้ใช้เกิดความพึงพอใจในการใช้งานเพียงใด
       

          ความพึงพอใจ (Satisfaction) ผู้ใช้เกิดความพึงพอใจในการใช้งานเพียงใดการออกแบบโดยคำนึงถึง Usability เป็นความจำเป็นข้อหนึ่งของการออกแบบ ถ้าเว็บไซต์ใช้งานยากผู้มาเยี่ยมชมก็จะจากไป ยิ่งถ้าเขาไม่รู้ว่าเป็นเว็บไซต์อะไรหรือเขาจะทำอะไรในเว็บไซต์นี้ได้เขาก็ยิ่งจะจากไปเร็วขึ้นไปอีก ถ้าข้อมูลบนเว็บไซต์หายากหรือไม่ตรงกับความต้องการ เขาก็จะจากไป
 

การตรวจสอบ Usability ในเว็บไซต์ของเรานั้นแบ่งเป็นหลายขั้นตอน
เราอาจเลือกทำบางขั้นตอนตามความเหมาะสมได้ โดยมีลำดับขั้นตอนต่างๆดังต่อไปนี้

  1. เริ่มแรกก่อนที่จะออกแบบใหม่ ถ้ามีเว็บไซต์เก่าอยู่ ให้ศึกษาทดสอบงานเก่าเพื่อดูว่าสิ่งดีๆของงานเก่าที่ควรเก็บไว้หรือไม่, ถ้ามีมันคืออะไร, และอะไรควรจะทิ้งไป
  2. ทดสอบเว็บไซต์ของคู่แข่ง (ถ้ามี) เพื่อหาจุดดีจุดด้อย หาทางเลือกของ Interface ที่มีลักษณะการใช้งานใกล้เคียงกับเว็บไซต์ของเรา
  3. สังเกตการณ์จากการใช้งานจริงว่าผู้ใช้มีพฤติกรรมอย่างไรในการใช้งานเว็บไซต์เรา
  4. การจัดสร้างเว็บไซต์ต้นแบบ (Prototype) แล้วทดสอบก่อนที่จะสร้างเว็บไซต์จริง และปรับปรุงจากต้นแบบนั้น
  5. การทดสอบเว็บไซต์จริงก่อนการเปิดใช้งาน (Launch) เพื่อหาจุดที่ต้องปรับปรุง

บทความที่เกี่ยวข้อง:

แอบเนียนนำ Social Network เพิ่มยอดขายให้กับ E-Commerce
วิเคราะห์กระแส E-Commerce ในไทยและทั่วโลก ปี 51- ปี 52
เจาะเทรนด์แนวโน้มการค้าออนไลน์ไทยปี 2013 (Thailand E-Commerce Trend 2013)
Omni-Channel ผสานช่องทางรอบธุรกิจพิชิตลูกค้าใจให้อยู่หมัด

Comments

comments

%d bloggers like this: