โฆษณา “พ็อปอัพ” บนมือถือ “น่ารำคาญ” หรือ “น่าสนใจ”

เคยได้รับข้อเสนอหรือโปรโมชั่นใหม่ๆ ทางโทรศัพท์มือถือหรือเปล่า ?

ผล วิจัยล่าสุดจาก “จีเอฟเค เอ็นโอพี” บริษัทชั้นนำด้านวิจัยทางตลาด ร่วมมือกับบริษัท พอนทิส จำกัด ได้สำรวจผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือ 752 คน ในประเทศอังกฤษ ระบุว่า ผู้ใช้งาน มือถือมีความไม่พอใจมากกับวิธีของผู้ให้บริการมือถือในปัจจุบันที่มักส่ง ข้อความโปรโมชั่น หรือบริการต่างๆ ทั้งแบบเสียงและข้อมูลผ่านมือถือ

กว่า 70% เห็นว่า สิ่งที่นำเสนอไม่มีความเกี่ยวข้องกับตัวเขาเลย และ 64% ของผู้ดูโฆษณารู้สึกรำคาญ และมีเพียง 11% เท่านั้นที่เคยซื้อสินค้าหรือโปรโมชั่นจากชิ้นโฆษณานั้น

“กาย ทาลมิ” ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัท พอนทิส กล่าวว่า ผลสำรวจพิสูจน์ให้เห็นว่า วิธีทำตลาดที่โอเปอเรเตอร์ส่วนใหญ่ใช้กันทุกวันนี้ไม่เวิร์ก โดยแสดงให้เห็นนัย 2 ประการ ด้านหนึ่งบอกถึงความล้มเหลวของรูปแบบการให้บริการข่าวสารไปยังผู้ใช้ราย บุคคล อีกด้านเป็นโอกาสสำหรับโอเปอเรเตอร์ที่จะเปลี่ยนรูปแบบการทำงานโดยใช้ ประโยชน์จากข้อมูลเพื่อศึกษาความสนใจและพฤติกรรมของผู้ใช้นำไปสู่การเสนอ บริการอันถูกต้องและเหมาะสมได้

แม้จะมีผลสำรวจถึงความรำคาญที่ เกิดขึ้นจากการโฆษณาผ่านมือถือ แต่บริษัทโฆษณาหลายรายต่างยังเดินหน้าสร้างสรรค์เทคโนโลยีใหม่ๆเพื่อรองรับ การเติบโตของโฆษณาออนไลน์ต่อไป

ล่าสุดรูปแบบการโฆษณาบนมือถือแบบใหม่ ที่มีลักษณะ “พ็อปอัพ” (pop-up) กำลังจะเกิดขึ้น

ลักษณะการทำงานของโฆษณา โมบาย พ็อปอัพนี้จะแสดงบนหน้าจอมือถือที่ไม่ได้มีการใช้งานให้เห็นอยู่ตลอดเวลา

บริษัท ที่เป็นเจ้าของแนวคิด คือ “โมบายโพส” (mobile posse) และ “เอคูตี้ โมบาย” (acuity mobile) บริษัทผู้จัดหาโฆษณาผ่านมือถือ โดยคู่มั่นใจว่า พ็อปอัพจะมีประโยชน์ต่อลูกค้าและไม่สร้างความรำคาญ โดยโมบายโพส เสนอผลงานที่เรียกว่า “การใส่โฆษณาบนหน้าจอที่ไม่ได้ ใช้งาน” แค่ต้องโหลดแอปพลิเคชั่นลงบนโทรศัพท์ก่อน ผู้ใช้จึงจะรับโฆษณาหรือสิทธิประโยชน์คูปองส่วนลดต่างๆ ได้

มากกว่า นั้นระบบของโมบายโพสจะเรียนรู้ประเภทโฆษณาที่ผู้ใช้งานสนใจและคลิกเข้าไปชม เพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างความรำคาญให้ผู้ใช้โทรศัพท์

“จอห์น แจ็กสัน” ซีอีโอ โมบายโพส กล่าวว่า “สิ่งสุดท้ายที่เขาต้องการทำ คือ การโฆษณาไปหาผู้ที่ไม่มีความสนใจ เช่น ถ้าผู้ใช้ได้รับโฆษณาเกี่ยวกับอาหารฟาสต์ฟู้ด 5 ชิ้น แล้วยังไม่มีการคลิกเข้าไปชมเลย ระบบของโมบายโพสก็จะไม่ส่งโฆษณาที่มีประเภทคล้ายกันนั้นไปหาผู้ใช้อีก”

แจ็กสันก ล่าวอีกว่า ระบบของโมบายโพสแบบพ็อปอัพนี้น่าจะได้รับความสนใจจากนักโฆษณามากกว่าการ โฆษณาแบบแบนเนอร์ เพราะแบนเนอร์นั้นต้องใช้เว็บบราวเซอร์บนมือถือ ซึ่งมี ผู้ใช้อยู่เพียง 30 ล้านคนในอเมริกา ขณะที่ระบบโฆษณาบนหน้าจอเปล่าของโมบายโพสนั้นสามารถเข้าถึงผู้ใช้งานได้ จำนวนถึง 200 ล้านคน

ด้าน “เอคูตี้ โมบาย” ก็มีลักษณะการทำงานที่คล้ายคลึงกัน โดยจะส่งโฆษณาตรงไปยังผู้ใช้ มือถือที่อยู่ในพื้นที่เป้าหมาย เช่น ถ้าอยู่ใกล้ร้านกาแฟ อาจจะได้รับข้อมูลหรือสิทธิพิเศษต่างๆ ของร้านนั้นได้ แต่ผู้ใช้งานจะต้องดาวน์โหลดแอป พลิเคชั่นเข้าไปในโทรศัพท์และตั้งค่าพารามิเตอร์เกี่ยวกับชนิดของโฆษณาที่ จะรับซึ่งค่อนข้างยุ่งยาก ทำให้บริษัทโฆษณาเหล่านั้นต้องสร้างความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับบรรดาโอ เปอเรเตอร์ยักษ์ใหญ่ด้วย

เพื่อเหตุผลทางเทคนิค ขณะที่บางรายต้องการประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น คือเพื่อให้สามารถดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ใส่เข้าไปในโทรศัพท์ได้เลยก่อนที่จะ ขายมือถือนั้นแก่ลูกค้า มิฉะนั้นผู้ใช้มือถืออาจต้องเดินหาร้านค้าเพื่อติดตั้งซอฟต์แวร์สำหรับ โฆษณาแบบพ็อปอัพก็เป็นได้

ผู้เชี่ยวชาญในแวดวงโทรคมนาคมบางรายกล่าวว่า โอเปอเรเตอร์มือถือหลักๆ อาจจะไม่มีความสนใจพ็อปอัพโฆษณาผ่านมือถือนี้

เจฟฟ์ จาเนอร์ หัวหน้าฝ่ายการตลาด บริษัท เธิร์ด ซีน จำกัด บริษัทผู้ให้บริการโฆษณาผ่าน มือถือ กล่าวว่า โอเปอเรเตอร์น่าจะกังวลว่าโฆษณาแบบพ็อปอัพนี้จะก่อให้เกิดความน่ารำคาญกับ ผู้ใช้งานมากกว่า

“ถ้าคุณถามใครบางคนว่า เขาต้องการโฆษณาผ่านมือถือโดยปราศจากการตรวจสอบหรือเปล่า แน่นอนว่าคำตอบคือ ไม่ ดังนั้นโอเปอเรเตอร์คงคิดหนัก เพราะอาจเป็นเหตุให้ฐานลูกค้าของเขาเปลี่ยนไปใช้บริการของ โอเปอเรเตอร์รายอื่นได้”

ขณะที่แจ็กสันผู้หนุนหลังโฆษณาพ็อปอัพนี้กล่าวว่า ยักษ์ใหญ่บนโลกออนไลน์น่าจะให้ความสนใจในความคิดนี้

“น่า จะเป็นไปได้ว่าถ้าผู้มีอิทธิพลอย่างกูเกิล เอโอเอล เริ่มสนับสนุนความคิดนี้ โอเปอเรเตอร์รายใหญ่ก็คงจะสนใจตามมา จากนั้นโมบายโพส ก็จะสามารถส่งโฆษณาไปหาผู้ใช้งานจำนวน มากๆ ได้”

อย่างไรก็ตามกูเกิลยังไม่ได้ให้คำตอบอย่างชัดเจนว่า สนใจโมบาย พ็อปอัพหรือไม่

“พวก เรามองหารูปแบบโฆษณาที่หลากหลาย ซึ่งรูปแบบที่เราใช้อยู่รวมถึงในอนาคต คือ สิ่งที่คิดว่าก่อให้เกิดความรำคาญน้อยที่สุด และต้องมีคุณค่าแก่การส่ง” ดิลิป เวินคาทาชาลี ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการและบริหารสินค้าของกูเกิลกล่าว

ข้อมูลจาก http://www.matichon.co.th

Comments

comments

%d bloggers like this: