E-Marketing คืออะไร? ประกอบด้วยอะไร และทำอย่างไร?

 การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ หมายถึง การดำเนินกิจกรรมทางการตลาดใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ เช่น คอมพิวเตอร์ เป็นเครื่องมือในการดำเนินกิจการทางการตลาดกับกลุ่มเป้าหมาย เป็นกิจกรรมที่เป็นการสื่อสารแบบ 2 ทาง และกิจกรรมที่นักการตลาดสามารถติดต่อกับผู้บริโภคได้ทั่วโลกและตลอดเวลา

ลักษณะพิเศษการตลาดแบบอิเล็กทรอนิกส์

  • ตลาดเป็นการเฉพาะเจาะจง (Niche Market) ลูกค้ามาที่เว็บไซต์มีจุดมุ่งหมายจะซื้อสินค้าที่เขาอยากได้
  • เป็นการแบ่งส่วนตลาดเชิงพฤติกรรม (Behavioral Segmentation) การจัดกลุ่มลูกค้าพิจารณาจากความสนใจคุณค่าที่ลูกค้าให้ต่อสินค้า หรือบริการใดบริการหนึ่ง และวิถีชีวิตของลูกค้า ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เป็นสิ่งกำหนดพฤติกรรมของลูกค้า
  • เป็นการตลาดแบบตัวต่อตัว (Personalize Marketing/P – Marketing) ลูกค้าสามารถกำหนดรูปแบบของสินค้าและบริการได้ตามความต้องการซึ่งอาจจะแตกต่างกับผู้อื่น
  • ลูกค้ากระจายอยู่ทั่วโลก เพราะระบบอินเทอร์เน็ตสามารถเข้าถึงได้ทุกพื้นที่ทั่วโลก ทำให้ตลาดกว้างใหญ่ไพศาล
  • ทำธุรกิจได้ตลอดเวลา ผู้ขายสามารถเปิดขายได้ 365 วัน 24 ชม.
  • ข้อมูลของสินค้าและบริการเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค เพราะผู้บริโภคจะรู้จักและเกิดความรู้ในสินค้า (Product Knowledge) จากข้อมูลคอมพิวเตอร์ เขาไม่มีพนักงานขายคอยแนะนำ
  • ธุรกิจออนไลน์เป็นกิจกรรมทางการตลาดแบบผสม บนเว็บไซต์การโฆษณาประชาสัมพันธ์ขาย การชำระเงิน และกิจกรรมอื่นๆ ที่ทำให้เกิดการขายสินค้าอยู่ร่วมกันในเว็บไซต์ เป็นการสื่อสาร 2 ทาง ผู้ซื้อกับขายสามารถโต้ตอบกันได้ทันที
  • เป็นการดำเนินธุรกิจที่ต้นทุนต่ำ เพราะใช้บุคลากรจำนวนน้อย การสื่อสารการตลาดทำได้รวดเร็วและเปลี่ยนแปลงได้ง่าย ในระบบอิเล็กทรอนิกส์ผู้ขายสามารถจัดทำได้รวดเร็วและราคาถูก นอกจากนี้ธุรกิจเหล่านี้ยังไม่จำเป็นต้องมีทรัพย์สินถาวรที่สูง เช่น สถานที่ทำงาน อุปกรณ์สำนักงาน เพราะติดต่อกับลูกค้าบนจอคอมพิวเตอร์เท่านั้น
  • สินค้าบางประเภทจะถูกจัดวางให้ลูกค้าในระยะเวลาอันรวดเร็ว เช่น การดาวน์โหลดเพลง หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์

การวางแผนการตลาดบนเว็บไซต์

          ระบบของ Domain Name จะมีการจัดแบ่งออกเป็นหลาย Level โดยเริ่มตั้งแต่ Top Level ซึ่งประกอบด้วย Generic Domain (gTLD) ซึ่งได้แก่ Domain Name ที่ลงท้ายด้วย .com (Commercial), .net (Networking), .org (Non-Commercial Organization), .edu (Education), .gov (Government), .int (International), .mil (Military)

  • การวิเคราะห์โอกาสทางธุรกิจด้าน E- Commerce ขององค์กร พิจารณาจากข้อดีข้อเสีย พฤติกรรมผู้บริโภค และการสำรวจวิจัยตลาด
  • ศึกษาองค์ประกอบของ E-Commerce
    การวางแผนสินค้าสำหรับE-Commerce ประกอบด้วย การเลือกสินค้า การออกแบบแค็ตตาล็อกออนไลน์ ระบบความปลอดภัย การชำระเงิน นโยบายการขาย การจัดส่งและคลังสินค้า รวมถึงการรับประกันสินค้า
  • การสร้างชื่อเว็บให้เป็นที่รู้จัก
  • กลยุทธ์การขายและการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า
  • การประเมินธุรกิจโดยใช้การตลาดอินเทอร์เน็ต ตั้งแต่การตรวจสอบจำนวนผู้เข้าชมเว็บ การวิเคราะห์เสิร์ช เอ็นจิน

ประเภทของสินค้าและบริการ

         1.สินค้าที่จับต้องได้ (Hard Goods) เป็นสินค้าที่ผู้ขายต้องจัดส่งไปให้ผู้ซื้อ ถ้าผู้ขายสินค้าประเภทนี้ จะต้องจัดหาบริษัทขนส่งสินค้า ศึกษารายละเอียดและเงื่อนไขการจัดส่งของแต่ละบริษัท อาทิ การคำนวณค่าขนส่ง ประเภทสินค้าที่ได้รับขนส่ง ปริมาณการขนส่ง เป็นต้น

นอกจากนี้ บริษัทยังต้องจัดการเกี่ยวกับโกดังสินค้าเพราะต้องสต็อกสินค้าเอาไว้เพื่อเตรียมขาย จุดขายจุดหนึ่งคือ การจัดส่งที่รวดเร็ว ซึ่งทำให้บริษัทต้องสำรองสินค้าไว้ในคลังสินค้าเป็นจำนวนมาก การจัดส่งให้ลูกค้าได้อย่างรวดเร็วเป็นจุดขายที่ดี แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นจุดอ่อนในด้านค่าใช้จ่าย ที่บริษัทต้องเสียไปในการจัดเก็บสินค้า

        2.สินค้าที่จับต้องไม่ได้ (Soft Goods) เป็นสินค้าที่ผู้ขายไม่จำเป็นต้องจัดส่งให้ผู้ซื้อ เพราะเป็นสินค้าที่ผู้ซื้อสามารถดึงหรือที่เรียกว่า ดาวน์โหลดจากเครื่องคอมพิวเตอร์จากผู้ขาย มาเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ซื้อ สินค้ากลุ่มนี้ ได้แก่ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ข้อมูลประเภทต่างๆ และเพลง เป็นต้น การขายสินค้าประเภทนี้ใช้เงินทุนต่ำกว่าประเภทแรก เพราะสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายและงานได้หลายรายการ แต่ผู้ขายสินค้าประเภทนี้จะต้องลงทุนในเทคโนโลยี ซึ่งบางครั้งจะต้องให้ผู้ซื้อดาวน์โหลดโปรแกรมบางโปรแกรม จึงจะสามารถใช้บริการของผู้ขายได้

        3. บริการ (Service) บริการที่ผู้ขายจัดขึ้นเพื่อให้บริการแก่ผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ โดยไม่ได้ขายสินค้าหรือบริการ บริการที่เสนออาจเป็นบริการที่เกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ต เช่น Internet service provider – ISP ซึ่งเป็นบริษัทที่ให้บริการกับเจ้าของร้านค้าหรือบุคคลทั่วไปในการจับจองเนื้อที่ของเว็บไซต์เพื่อดำเนินนการตามวัตถุประสงค์ หรือบางบริการอาจเป็นบริการที่ไม่เกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ต เช่น เว็บไซต์ที่เป็นศูนย์รวมของข้อมูลข่าวสารที่เรียกว่า Portal site ซึ่งให้บริการในการค้นหาข้อมูลซึ่งเรียกว่า Search engine ผู้ต้องการข้อมูลไม่ว่าจะเป็นข้อมูลใดๆ สามารถค้นหาได้โดยพิมพ์คำที่มีความหมายถึงประเภทของข้อมูลที่ต้องการ ก็จะได้ข้อมูลตามที่ต้องการ
 

ขั้นตอนการค้าแบบอิเล็กทรอนิกส์

        ในการค้าแบบอิเล็กทรอนิกส์ประกอบด้วยขั้นตอน 10 ขั้นตอน เริ่มจากเจ้าของสินค้าเสนอขายสินค้าหรือบริการ จนกระทั่งลูกค้าซื้อสินค้าและผู้ขายรับเงิน

ขั้นตอนที่ 1 ผู้ขายจัดหาสินค้าแล้วเสนอขายต่อผู้บริโภคทางอินเทอร์เน็ต
ขั้นตอนที่ 2 ผู้บริโภคใช้อินเทอร์เน็ตเห็นข้อมูลของสินค้า
ขั้นตอนที่ 3 เมื่อผู้บริโภคเปรียบเทียบข้อมูลต่างๆ แล้วตกลงตัดสินใจซื้อจากผู้ขาย
ขั้นตอนที่ 4 เมื่อผู้บริโภคสั่งซื้อสินค้าโดยผ่านบัตรเครดิตหรือบริการอื่นของธนาคาร เช่น เช็ค ส่วนใหญ่จะเป็นการตัดบัญชีผ่านบัตรเครดิต
ขั้นตอนที่ 5 เมื่อธนาคารตรวจสอบเครดิตของผู้ซื้อแล้วก็จะส่งข้อมูลมาในอินเทอร์เน็ต
ขั้นตอนที่ 6 ผู้ขายได้รับทราบข้อมูลจากธนาคารก็จะจัดเตรียมสินค้าตามที่ผู้ซื้อต้องการ
ขั้นตอนที่ 7 ผู้ขายเลือกบริษัทขนส่ง แล้วเตรียมสินค้าให้พร้อมสำหรับการขนส่ง แล้วส่งไปบริษัทขนส่ง หรือบริษัทขนส่งมารับสินค้าแล้วแต่กรณี
ขั้นตอนที่ 8 บริษัทขนส่งจัดส่งสินค้าไปยังผู้ซื้อพร้อมเก็บค่าธรรมเนียม / ภาษีแล้วแต่กรณี
ขั้นตอนที่ 9 ผู้ซื้อจ่ายเงินโดยธนาคารหักบัญชีของผู้ซื้อ
ขั้นตอนที่ 10 ธนาคารจ่ายเงินให้ผู้ขาย
 

เครื่องมือหลักๆ ในการทำตลาดอิเล็กทรอนิกส์

        เวิลด์ ไวด์ เว็บ (www) คือ การจัดทำเว็บไซต์เพื่อวัตถุประสงค์ทางการตลาด เช่น เพื่อขายสินค้า เพื่อประชาสัมพันธ์บริษัท
        อี-เมล์ (E-mail) หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งใช้เป็นเครื่องมือในการส่งข้อมูลข่าวสารไปยังลูกค้า หรือบุคคลที่ติดต่อด้วย
        เมล์ลิ่งลิสต์ (Mailing list) คือกลุ่มของบุคคลที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกัน ซึ่งในด้านการตลาดถือว่าเป็นเครื่องมือที่สำคัญมาก เพราะเป็นกลุ่มเป้าหมายทางการตลาด เนื่องจากแต่ละกลุ่มจะประกอบด้วยคนที่สนใจในเรื่องเดียวกัน
       เว็บบอร์ด (Web board) คือ กระดานข่าวที่ให้ผู้คนเข้ามาเสนอแนวความคิดหรือพูดคุยกัน ในด้านการตลาดสามารถใช้เว็บบอร์ดเป็นที่สร้างกระแสได้ ซึ่งจะทำให้ผู้คนรู้จักและทราบในเรื่องที่เราต้องการสื่อสารซึ่งถือเป็นสื่อ (Medium) ชนิดหนึ่งในการประชาสัมพันธ์

 กลยุทธ์การตลาดที่สำคัญ

    1. การกำหนดตลาดเป้าหมาย และการกำหนดตำแหน่งผลิตภัณฑ์ (Targeting and positioning) ต้องสอดคล้องกัน

    2. การตั้งชื่อ (Branding) การตั้งชื่อในการตลาดแบบอิเล็กทรอนิกส์จะต้องคำนึงความง่ายถึงการค้นหาของผู้ซื้อเป็นหลัก ดังนั้นการตั้งชื่อจะต้องบ่งบอกสินค้า และต้องใช้คำศัพท์ที่เป็นสากล

    3. ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า (Interactivity) คือต้องสามารถสื่อสาร 2ทาง ผู้ขายและผู้ซื้อต้องสามารถโต้ตอบกันได้ และต้องรวดเร็ว

    4. ข้อมูลของสินค้า (Product information) เป็นปัจจัยที่สำคัญ เพราะการขายบนเว็บไซต์จะต้องทำเว็บให้ทำหน้าที่เหมือนโชว์รูมพนักงาน และพนักงานบริการ ไม่มีพนักงานขายคอยแนะนำสินค้าไม่มีแค็ตตาล็อกสินค้าให้อ่าน และไม่มีคนคอยเชียร์ให้ซื้อสินค้า ดังนั้น "ข้อมูล" จึงเป็นสิ่งสำคัญมากในการตัดสินใจซื้อของลูกค้า

    5. การแนะนำสินค้า (Product recommendation) เป็นกลยุทธ์ที่สำคัญกลยุทธ์หนึ่ง เพื่อช่วยเร่งเร้าการตัดสินใจซื้อของลูกค้าให้เร็วขึ้น เพราะบนเว็บไม่มีพนักงานทำหน้าที่ปิดการขาย

    6. สร้างจุดเด่นให้กับเว็บไซต์ (Web site differentiation)

    7. เพิ่มคุณค่าให้กับสินค้า (Enhancing to product) ด้วยการปรับปรุงและพัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่อง หาบริการใหม่ๆ นำเสนอลูกค้า

    8. พยายามกระตุ้นให้ผู้เข้ามาเยี่ยมชมเว็บมาซ้ำบ่อยๆ (Encouraging repeated visits ) กลยุทธ์นี้เป็นกลยุทธ์ที่สำคัญ เพราะการที่มีผู้เข้ามาเยี่ยมชมบ่อย เปรียบเสมือนกับร้านค้าหรือธุรกิจ ที่มีผู้คนพลุกพล่าน ซึ่งทำให้โอกาสในการขายสินค้าและบริการสูงตามไปด้วย

    9. การสร้างเว็บให้เป็นแหล่งชุมชน (Building community) กลยุทธ์สำคัญอีกประการหนึ่งคือ สร้างเว็บให้เป็นศูนย์รวมของผู้คน เพื่อให้มีผู้เข้ามาเยี่ยมชมอยู่ตลอดเวลาและเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ

    10. ตอบสนองความพึงพอใจลูกค้าให้มากที่สุด (Customizing) กลยุทธ์นี้ อยู่ภายใต้แนวความคิดว่า สินค้าหรือบริการบนเว็บไม่ใช่สินค้าทั่วไปที่วางขายอยู่ตามท้องตลาด เช่น บริษัทท่องเที่ยว ที่ขายบริการท่องเที่ยวผ่านเว็บ จะต้องระลึกถึงการทำให้ลูกค้าสนุกกับโปรแกรมตลอดเวลา ดังนั้น จึงควรสอบถามความต้องการของลูกค้า เช่น สถานที่ อาหาร กิจกรรม ที่พัก และพาหนะเดินทางที่ลูกค้าชอบ แล้วจึงจัดรายการตามนั้น จึงจะทำให้ลูกค้าพอใจสูงสุด และเป็นการหลีกเลี่ยงการตัดราคาด้วย

    11. การส่งเสริมการขาย (Sales promotion) เช่น การแจกตัวอย่างสินค้า (Sampling) ส่งเสริมการขายด้วยวิธีแจกเงินแก่ผู้ที่เข้ามาในเว็บไซต์ ถ้าใช้เวลานานก็จะได้เงินมาก และถ้าแนะนำผู้อื่นก็จะได้ค่าแนะนำด้วย เมื่อผู้ถูกแนะนำท่องเว็บนี้ กลยุทธ์คล้ายกับกลยุทธ์ และการขายตรงแบบหลายชั้น (Multi level marketing)

    12. การตลาดเชิงกิจกรรม (Event marketing) เช่น มีเกมให้เล่น มีการแข่งขันตอบคำถาม

    13.ใช้ อี-เมล์ เป็นเครื่องมือในระบบการจัดการด้านลูกค้าสัมพันธ์ (CRM : Customer relationship management) เมื่อบริษัทมีข่าวสารหรือโปรแกรมส่งเสริมการขายเฉพาะตัว สามารถใช้ อี-เมล์ เป็นเครื่องมือ เพราะเป็นการตลาดทางตรง ซึ่งลูกค้ารายอื่นๆ ไม่จำเป็นต้องทราบ

    14. สิ่งจูงใจอื่นๆ ( Other incentives)

    15. ต่อเชื่อมกับเว็บอื่น (Web linking) ที่มีกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน ซึ่งจะทำให้กลุ่มเป้าหมายไม่ต้องเสียเวลาในการเปิดเว็บใหม่ เป็นการทำเว็บให้เป็นศูนย์รวมคล้ายๆ กับห้างสรรพสินค้า "One-stop shoping" มาใช้

    16. โฆษณาประชาสัมพันธ์ในเว็บที่เป็นที่นิยม เช่น www.yahoo.com เพราะสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้เป็นจำนวนมาก

    17. ส่งเสริมการขายนอกเว็บ (Offline promotion) การที่ทำให้เว็บเป็นที่รู้จัก ต้องสื่อสารการตลาดแบบครบวงจร (Integrated marketing communication) คือใช้สื่ออื่นๆ นอกเว็บด้วย เช่น การโฆษณา การประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ

หลักการของ E-Marketing

        1. การตลาดยุค E เน้นการใช้ Mass Customization มากกว่า Mass Marketing เพราะลูกค้าทุกคนมีสิทธิ์เลือกเว็บไซต์ต่างๆ ทั่วโลกเพื่อหาสินค้าที่ตนเองต้องการ เพราะฉะนั้น เราต้องเน้นระบบที่สนองตอบความต้องการของลูกค้าแต่ละคนเป็นหลัก ทั้งนี้เราจักต้องสร้าง ระบบโปรแกรมอัตโนมัติขึ้นมาตอบสนองความต้องการดังกล่าว โดยให้แต่ละคนสามารถเลือก ทางเลือกที่สนองความต้องการได้ด้วยตนเอง

        2. การแบ่งส่วนตลาดต้องเป็นแบบ Micro Segmentation หรือ One-to-One Segmentation หมายถึง หนึ่งส่วนตลาดคือ ลูกค้าหนึ่งคน เพราะในตลาดบนเว็บถือว่าลูกค้า เป็นใหญ่ เนื่องจากมีสิทธิ์ที่เลือกซื้อสินค้าใครก็ได้ ยกเว้นแต่เราเป็นเพียงรายเดียวที่มีอยู่ใน ตลาด ฉะนั้นการพิจารณาข้อมูลความต้องการ หรือพฤติกรรมของลูกค้าทุกคน โดยอาศัยระบบฐานข้อมูลที่ตรวจจับพฤติกรรมของลูกค้าแต่ละราย ได้ถือเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จที่สำคัญมาก หรือในแง่ของการจัดการแล้วเราเรียกว่า CRM หรือ Customer Relationship Management นั่นเอง เพราะนี่จะทำให้เราทราบว่า ใครคือลูกค้าประจำ

         3. การวางตำแหน่งสินค้าต้องเป็นไปตามความต้องการแต่ละบุคคล หรือ Migrationing การวางตำแหน่งสินค้าเพื่อให้ลูกค้ารับรู้นั้น ต้องวางตามความต้องการของแต่ละบุคคล และหากความต้องการนั้นเปลี่ยนไป ระบบก็ต้องเคลื่อนตำแหน่งของการวางนั้นไปสนองตอบต่อความต้องการใหม่ด้วย

        4. ให้เราเป็นหนึ่งในเว็บที่ลูกค้าจำได้ การ สร้างความจดจำเพื่อให้จำเว็บไซต์เราการจดชื่อโดเมนที่ทำให้จดจำง่าย หรือมีความหมายที่สอดคล้องกับเนื้อหาของเว็บไซต์จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก

        5. ต้องรู้ความต้องการลูกค้าล่วงหน้า จำเป็นจักต้องติดตามพฤติกรรมการซื้อของกลุ่มเป้าหมายโดยตลอด

        6. ต้องปรับที่ตัวสินค้าและราคาเป็นหลัก สินค้าถือเป็นหัวใจที่สำคัญที่สุด จำเป็นอย่างยิ่งที่จักต้องเทียบกับคุณค่าของสินค้า และคู่แข่งเสมอว่า ใครสนองตอบต่อความต้องการได้ดีกว่ากัน

        7. ต้องให้ลูกค้าตกแต่งสินค้าตามความต้องการได้โดยอัตโนมัติ วิธีที่ให้ลูกค้าได้รับ คุณค่า หรือสนองความต้องการได้ดีที่สุด ก็คือ การให้ลูกค้าได้เลือกหรือตกแต่งสินค้าเอง รวมทั้งการคำนวณราคาด้วย ฉะนั้น การให้ Options ให้ลูกค้าได้เลือกมากที่สุด จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

E -mail สำหรับการตลาดออนไลน์

          – คุณจะต้องให้ความสำคัญกับหัวข้อของจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (Subject line) ต้องไตร่ตรองอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนส่ง โดยหัวข้อควรจะเกี่ยวพันกับเนื้อหาหรือสินค้าและบริการที่คุณเสนอด้วยและจะต้องใช้คำพูดที่ดึงดูดกลุ่มเป้าหมายที่คุณส่งด้วย

          – ข้อเสนอ (Offer) ข้อเสนอของคุณจะต้องดึงดูดและใหม่ ต้องคำนึงถึงหน้าเว็บเพจ (Landing Page) ที่ผู้ได้รับจดหมายอิเล็กทรอนิกส์จะคลิกอ่าน หน้าเว็บเพจนี้จะต้องใช้คำพูดที่น่าอ่าน ไม่รกและจะต้องแสดงข้อความ ภาพได้อย่างรวดเร็ว อย่างน้อยจะต้องประกอบไปด้วย หัวเรื่อง ชื่อบริษัท ที่อยู่โทรศัพท์สำหรับติดต่อ

          – การส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e-Newsletter) ไปยังเป้าหมาย การสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มเป้าหมายของคุณและการจัดเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้คุณส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ไปยังกลุ่มเป้าหายได้อย่างแม่นยำ

          – การประเมินผลความสำเร็จ ความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่เพียงร้อยละของจำนวนคลิกต่อผู้ได้รับเท่านั้น

เหล่านี้เป็นเพียงตัวเลขสนับสนุน แต่ความสำเร็จในที่นี้หมายถึงยอดขายที่เพิ่มขึ้นจากการส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แต่ละครั้ง การส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ถึงผู้อ่านอาจจะใช้เวลาเพียงไม่กี่วันเท่านั้น แต่การตัดสินใจซื้ออาจจะใช้เวลาเป็นเดือนก็ได้ ดังนั้น การส่งแต่ละครั้งจะต้องสามารถวัดผลความสำเร็จในแคมเปญนั้นๆ ได้อย่างถูกต้อง

ประโยชน์การตลาดอิเล็กทรอนิกส์

         1. สำหรับผู้ประกอบการ ประหยัดเงิน เพราะเอกสารประกอบการขาย เช่น แค็ตตาล็อก โบรชัวร์ และเอกสารประกอบการขายอื่นๆ ไม่ต้องพิมพ์ในกระดาษทำให้ผลิตเอกสารได้รวดเร็ว สวยงาม นอกจากนี้ยังสามารถปรับเปลี่ยนเอกสารเหล่านี้ได้โดยไม่ต้องพิมพ์ใหม่ การจัดส่งก็ทำได้รวดเร็ว และไม่เสียค่าใช้จ่ายในการจัดส่งเอกสาร เหตุผลเหล่านี้ทำให้ต้นทุนในการสื่อสารต่ำลง

        2.ประหยัดเวลาและขั้นตอนทางการตลาด เนื่องจากไม่ต้องใช้เวลาในการผลิตสื่อ ทั้งทางด้านการประสานงานกับบริษัทโฆษณาและการผลิตเอกสาร ลดขั้นตอนการใช้พนักงานขายในการเข้าพบลูกค้า ประกอบการสามารถเสนอข้อมูลให้ลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง เมื่อลูกค้าต้องการข้อมูลเพิ่มเติมหรือเฉพาะเจาะจง ผู้ประกอบการก็สามารถจัดทำได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้การซื้อขายสะดวกขึ้น

        3.ผู้ขายสามารถกำหนดกระบวนการซื้อได้ เพราะการขายบนเว็บ ผู้ขายสามารถจัดขั้นตอนการซื้อให้ลูกค้า ดำเนินตามขั้นตอนที่กำหนดด้วยการอำนวยความสะดวกในเรื่องของแบบฟอร์มและการกรอก เพียงลูกค้าคลิกเมาส์เท่านั้น ขบวนการซื้อก็จบลง ซึ่งเป็นการตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว และตรงกับความต้องการของลูกค้ามากที่สุด

        4.ผู้ขายสามารถให้ข้อมูลแก่ลูกค้า ได้มากเท่าที่ลูกค้าต้องการ และข้อมูลจะเป็นมาตรฐาน ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับการตลาดแบบดั้งเดิมที่ใช้พนักงานเป็นผู้ให้ข้อมูล มาตรฐานของข้อมูลจะขึ้นอยู่กับความเหนื่อยและอารมณ์ของพนักงาน

        5.ตลาดกว้างใหญ่ไพศาล สามารถขายให้กับลูกค้าทั่วโลก ดังนั้นระยะทางและเวลา จะไม่เป็นอุปสรรคสำหรับการขาย

        6.กำจัดอุปสรรคในการขายสินค้าในบางประเทศ เพราะสามารถขายให้กับทุกคนที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ กฎระเบียบและข้อจำกัดต่างๆ ทางการค้า ซึ่งเคยเป็นอุปสรรคในการตลาดแบบดั้งเดิม จะไม่เป็นอุปสรรคอีกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าที่ซื้อขายด้วยวิธีการดาวน์โหลด

        7.สามารถขาย และสื่อสารได้ตลอดเวลาด้วยมาตรฐานเดียวกันตลอด 365 วัน และ 24 ชม.ซึ่งทำให้สามารถขายได้ตลอดเวลา

        8.การโฆษณาและประชาสัมพันธ์ให้กว้างขวาง เพราะสามารถเชื่อมโยงกับเว็บต่างๆ ได้ ผู้สนใจสามารถค้นหาข้อมูลจากเว็บอื่นได้ ทำให้เข้าถึงผู้ซื้อได้มาก

        9.ข้อมูลจากผู้ซื้อทำให้นักการตลาดปรับแผนและกลยุทธ์การตลาดได้อย่างรวดเร็ว ข้อเสนอแนะหรือข้อคิดเห็นของผู้ซื้อ จะเป็นประโยชน์ในการปรับปรุงสินค้า ราคา เงื่อนไข และกลยุทธ์การตลาดต่างๆ ได้

        10.ผู้ประกอบการสามารถสืบหาข้อมูลเกี่ยวกับกลยุทธ์การตลาดของคู่แข่งได้ โดยการเข้าไปในเว็บของคู่แข่งขัน ก็จะทราบกลยุทธ์การตลาด ทำให้สามารถปรับแผนการตลาดได้อย่างรวดเร็ว
 

คุณสมบัติของนักการตลาดอิเล็กทรอนิกส์ที่ดี

        1.มีความคิดสร้างสรรค์ เหมือนการตลาดทั่วไป ที่นักการตลาดต้องตกแต่งหน้าร้านให้สามารถดึงดูดหรือเรียกร้องความสนใจ นักการตลาดจะต้องปรับเว็บให้เป็นที่น่าสนใจตลอดเวลา เพราะถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงจะทำให้ลูกค้าเบื่อ และเลิกสนใจเว็บ

        2.เป็นผู้รู้จักพฤติกรรมของลูกค้าอย่างลึกซึ้ง จะต้องเข้าใจถึงความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง และรู้วิธีจูงใจลูกค้า ให้เยี่ยมชมเว็บอย่างสม่ำเสมอ

        3.เป็นผู้ไวต่อการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากการตลาดบนเว็บเป็นการสื่อสาร 2 ทาง ลูกค้าสามารถติดต่อกับผู้ขายได้ตลอดเวลา เช่น ถามข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า หรือบริการ นักการตลาดจะต้องตอบสนองลูกค้า ได้อย่างรวดเร็ว

        4.เป็นนักประสานสิบทิศ การที่จะบริการลูกค้าได้รวดเร็ว และถูกต้อง บริษัทต้องมีความพร้อมตลอดเวลา ซึ่งนักการตลาดจะต้องทำงานร่วมกันกับลูกค้า เจ้าของสินค้า ฝ่ายผลิตบริษัทจัดส่ง และธุรกิจอื่นๆ ดังนั้น เขาจะต้องมีความสามารถประสานหน่วยงาน หรือบุคคลต่างๆ เหล่านี้ให้พร้อมในการบริการ

        5.มีความเป็นมืออาชีพ ทำงานทุกอย่างด้วยประสิทธิภาพสูง แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี

        6.เป็นผู้มีความกระตือรือร้น ต้องติดตามรายละเอียดของงาน ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ จึงต้องเป็นผู้มีพลังใจในการทำงานสูงมาก

        7.มีวิสัยทัศน์ ต้องเป็นผู้คาดการณ์อนาคตได้อย่างแม่นยำ เพราะการตลาด เว็บมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก ในด้านลูกค้าซึ่งมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว คู่แข่งขันซึ่งปรับกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง เทคโนโลยีที่ไม่หยุดนิ่ง ดังนั้น นักการตลาดบนเว็บจะต้องเป็นผู้ที่ไม่กลัวความเปลี่ยนแปลง และติดตาม
 

สาเหตุที่การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ประสบผลสำเร็จ

1. ใช้สิ่งออนไลน์สิ่งเดียวในการติดต่อสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย เช่น ใช้โฆษณา หรือ ประชาสัมพันธ์ในเว็บของตนเอง และผ่านเว็บอื่นเท่านั้น ซึ่งเป็นการสื่อสารเฉพาะกลุ่มที่รู้จักอินเทอร์เน็ตเท่านั้น การที่ไม่ใช้สิ่งอื่นนอกจากอินเทอร์เน็ต (Offline communication) อาจจะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ไม่ทั่วถึง

2. ไม่ใช้เว็บไซต์อย่างจริงจัง บางธุรกิจเปิดเว็บไซต์ตามแฟชั่น ตัวอย่างที่ดีคือ มีบริษัทหนึ่งซึ่งเป็นบริษัทค้าปลีกของเล่นที่ใหญ่ที่สุด และเป็นที่รู้จักกันมากที่สุดในระบบค้าปลีก แต่ในระบบ E-Commerce กลับพ่ายแพ้อย่างไม่เป็นท่า เมื่อเปรียบเทียบกับหนึ่งบริษัทของเล่น ในตอนเริ่มต้นบริษัทแรกเปิดเว็บไซต์โดยมีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อให้เป็นแค็ตตาล็อกออนไลน์เท่านั้น จึงจัดสรรงบประมาณและบุคลากรจำนวนน้อยมาก ซึ่งผิดกับบริษัทหลังซึ่งเอาจริงเอาจังในเรื่องนี้

3. ดำเนินงานโดยขาดความเป็นมืออาชีพ บุคลากรด้านต่างๆ ไม่สันทัดงานด้าน E-Commerce ขณะเดียวกันต้องรับผิดชอบงานในระบบการค้าแบบดั้งเดิมด้วย ทำให้ขาดทักษะและความชำนาญ

4. ไม่ปรับหรือปรับกลยุทธ์ช้าเกินไป การตลาดในระบบ E-Commerce จะต้องเป็นกลยุทธ์การตลาดเชิงรุก เพราะการแข่งขันและเทคโนโลยีที่จะสนับสนุนกลยุทธ์การตลาดเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้กลยุทธ์การตลาดบนเว็บล้าสมัยเร็วมาก ถ้าไม่หมั่นตรวจสอบประสิทธิผลของกลยุทธ์ อาจทำให้กลยุทธ์เดิมล้าสมัย และสูญเสียลูกค้าในที่สุด

5. หลงกับเทคโนโลยีจนลืมความสำคัญทางการตลาด มักจะเป็นที่เข้าใจผิดว่าการสร้างเว็บจะต้องเพรียบพร้อมด้วยเทคโนโลยี ทั้งภาพเคลื่อนไหว เสียง และเทคนิคต่างๆ เพื่อเรียกร้องความสนใจจากผู้เข้ามาเยี่ยมชม เว็บที่มากด้วยเทคโนโลยี ทำให้การเข้าเยี่ยมชมเว็บใช้เวลานานมากในการที่จะเรียกแต่ละหน้ามาดู จึงเป็นสาเหตุให้ลูกค้าเปลี่ยนใจไปเว็บอื่น เช่นเดียวกับรายการทีวี หรือโฆษณาทางทีวีที่ไม่น่าสนใจ ผู้ชมมักจะกดรีโมทคอนโทรล เพื่อเปลี่ยนช่องไปดูรายการที่ช่องอื่น นอกจากนี้ต้องไม่ลืมว่า ข้อมูลเป็นสิ่งที่ลูกค้าสนใจมากกว่าเทคโนโลยี

6. ใช้การตลาดแบบเหวี่ยงแห (Mass marketing) แทนที่จะใช้การตลาดเฉพาะกลุ่ม (Segment หรือ niche marketing) หลายบริษัทเมื่อเปิดเว็บไซต์ขึ้นมามักจะเริ่มต้นด้วยความพยายามที่จะทำให้มีจำนวนผู้เข้ามาเยี่ยมชมให้มากที่สุด จึงบรรจุทุกสิ่งทุกอย่างไว้ในเว็บของตัวจนทำให้ไม่มีกลุ่มเป้าหมายที่แน่ชัด ดังนั้นจึงควรที่จะเลือกกลุ่มเป้าหมายให้แน่ชัด แล้วนำเสนอสินค้า หรือบริการในแนวลึก ซึ่งตรงตามหลักการตลาดเฉพาะกลุ่ม ตัวอย่างเช่น www.timezone.com เสนอขายเฉพาะข้อมูลระดับหรู เพื่อขายกลุ่มเป้าหมายระดับสูง ซึ่งเป็นเว็บหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในยอดขาย แม้ว่าจะมีผู้เยี่ยมชมไม่มาก แต่ทุกคนที่เข้ามาคือ กลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงทางการตลาด

7. อัดแน่นด้วยข้อมูล แต่ข้อมูลส่วนใหญ่ไม่จำเป็นสำหรับลูกค้า เป็นข้อมูลที่ไม่ทำกำไร หรือก่อให้เกิดผลประโยชน์ใดๆ ต่อบริษัท ซ้ำยังทำให้เกิดต้นทุน บางเว็บบรรจุผังองค์กร (Organization chart) และรายละเอียดทุกอย่างของบริษัท ราวกับว่ากำลังทำรายงานประจำปี หรือโบรชัวร์ของบริษัท

ข้อมูลจาก http://www.tradepointthailand.com

บทความที่เกี่ยวข้อง:

5 เหตุผล ทำไมคนไม่เข้าเว็บไซต์คุณ
แอบเนียนนำ Social Network เพิ่มยอดขายให้กับ E-Commerce
โปรโมทเว็บไซต์ หรือการทำ การตลาดออนไลน์ (e-Marketing, digital marketing) เริ่มยังไงให้ได้ผล
ซื้อของ online อย่างไรให้ปลอดภัย?

Comments

comments

%d bloggers like this: