รู้ก่อนรวยก่อน ทะลวง 10 เทรนด์การค้าออนไลน์ (E-Commerce) ไทยปี 2014

ปี 2013 เป็นปีที่ E-Commerce ของไทยเติบโตขึ้นอย่างมากด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง เช่น ประมาณของผู้ประกอบการที่กระโดดเข้าสู่การค้าออนไลน์เพิ่มมากขึ้นอย่างมาก คนไทยสามารถใช้บัตรเดบิตซื้อของไลน์ได้ ซึ่งปัจจุบันมีผู้ถือบัตรถึง 42.2 ล้านใบเลยทีเดียว การมาของโครงข่าย 3G ที่กระจายไปทั่วประเทศ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยทีทำให้การค้าผ่านทางออนไลน์ของไทยเติบโตมากขึ้น 30% เลยทีเดียว (จากการประเมินของผมเอง) ทีนี้เรามาดูกันว่าปีหน้า 2014 จะมีเทรนด์อะไรบ้างในการค้าออนไลน์ของไทยที่เราควรจะรู้เพื่อนำมาเตรียมรับมือและปรับธุรกิจให้มีความพร้อมมากขึ้น

1. การค้าผ่านมือถือจะถึบตัวสูงอย่างมาก (M-Commerce)
ปี  2014 จะเป็นปีที่มือถือกลายเป็นช่องทางหลักของการเข้าสู่อินเทอร์เน็ต และการขายสินค้าผ่านทางมือถือเติบโตขึ้นถึง 158% (ของ TARAD.com)  เพราะต้องยอมรับว่าเดียวคนรับข้อมูลข่าวสารทางมือถือกันเป็นช่องทางหลักแล้ว ทำให้การซื้อ-ขายสินค้าจึงเกิดผ่านช่องทางนี้ด้วย

คำแนะนำ : หากธุรกิจคุณยังไม่มีตัวตนหรือรองรับการแสดงผลผ่านทางมือถือ อาจจะทำให้การรองรับลูกค้าหรือเข้าถึงลูกค้าได้ยากมากขึ้น จงสร้างหน้าสำหรับรองรับมือถือขึ้นมา หรือมีเงินเยอะไปสร้างแอพเอาก็ได้

2. โมบายแช็ทและโซเชี่ยลมีเดียจะเป็นช่องทางเพิ่มยอดขาย (Mobiel Chat & Social Media)
โมบายแช็ท (Mobile Chat) หรือการส่งข้อความผ่านแอพทางมือถือกำลังได้รับความนิยมสุดในตอนนี้ คนไทยเกือบ 20 ล้านคน (ณ.เดือน ธค. 2013) ใช้ LINE เป็นช่องทางในการสื่อสารอย่างมาก และรวมถึงการใช้ Social Media ของคนไทยที่เติบโตมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้มันกลายเป็นช่องทางให้ธุรกิจนำมาใช่เป็นช่องทางในการเข้าถึงลูกค้า เพื่อนำเสนอและขายสินค้า

คำแนะนำ :  คุณมีการสื่อสารกับลูกค้าผ่านทางมือถือบ้างแล้วหรือยัง? รวมถึง Social Media หากยังไม่มีสร้างขึ้นมาซะ หากมีแล้วกลับมาดูสิว่ามันมีประสิทธิภาพและสามารถเพิ่มยอดขายคุณให้ได้ขนาดไหน หากยังห่วย จงปรับปรุงให้ดีขึ้นซะ

3. การค้าออนไลน์กับคนเฉพาะกลุ่มจะมีมากขึ้น และขายดี (Vertical E-Commerce)
การขายออนไลน์กำลังเติบโตขึ้นอย่างมา จึงทำให้เกิดการค้าขายกับตลาดและกลุ่มเป้าหมายเฉพาะกลุ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในโลกออนไลน์ เพราะต้นทุนที่ต่ำกว่า แต่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ ที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงทำให้มีเว็บไซต์ขายสินค้าที่เจาะจงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น เช่นเว็บขายสินค้าให้ คุณแม่-เด็กเล็ก, สัตว์เลี้ยงประเภทต่างๆ, อุปกรณ์ภายในครัว หรือแม้แต่เว็บขายของกับกลุ่มเกย์ เป็นต้น

คำแนะนำ : หากคุณมีธุรกิจที่เจาะกลุ่มเป้าหมายเฉพาะกลุ่ม คุณควรบุกมาใช้ช่องทางออนไลน์ได้แล้ว เพราะช่องทางออนไลน์จะเป็นช่องทางที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด ในการที่จะสร้างยอดขายให้กับธุรกิจของคุณ

4. สินค้าดิจิตอลจะขายดีเป็นเทน้ำเทท่า (Digital Content)
สินค้าดิจิตอลประเภทซอฟต์แวร์, แอพ, e-book, เพลง หรือบริการทางออนไลน์ต่างๆ จะขายดีมากขึ้น คุณจะเห็นได้ชัดว่าคนไทยนิยมซื้อสินค้าประเภทดิจิตอลมากขึ้น แต่สังเกตุให้ดีว่าสินค้าประเภทนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นของต่างประเทศซะส่วนใหญ่ ดังนั้นจึงเป็นโอกาสให้คนที่จะทำสินค้าประเภทนี้มาขาย ซึ่งข้อดีคือการขายสินค้าประเภทดิจิตอล จะไม่มีค่าส่งสินค้า และไม่ต้องกังวลเรื่องการสต๊อกสินค้า เมื่อลูกค้าจ่ายเงินเราสามารถส่งมอบได้ทันที และสามารถขายได้ทั่วโลก

คำแนะนำ : กลับมาดูธุรกิจของคุณว่าสามารถปรับเปลี่ยนหรือขยายเข้าสู่การเป็นดิจิตอลได้หรือไม่ เพราะหากได้ คุณสามารถขายกับคนทั่วโลกได้ง่ายๆ ทันที

5. ผู้เล่นจากต่างชาติจะบุกเข้ามามากขึ้น (International Player)
ตอนนี้ผู้ให้บริการการค้าออนไลน์จากต่างประเทศเริ่มบุกเข้ามาในอาเซียนมากขึ้น รวมถึงในประเทศไทย ตัวอย่างเช่น Qoo10.my (ในเครือ ebay) หรือ taobao.com เว็บ E-Commerce ยักษ์ใหญ่ ต่างก็เริ่มเปิดบริการขายสินค้าจากจีนตรงมายังประเทศรอบๆ ไทยแล้วเช่น มาเลย์เซีย, สิงค์โปร์ ซึ่งแน่นอนคงจะเปิดในไทยเร็วๆ นี้ นั้นหมายถึงคุณจะต้องค้าขายกับแข่งพ่อค้าจีนที่เหาะข้ามโลกมาขายคนไทยสบายๆ ผ่านอินเทอร์เน็ต ดังนั้นขายอยู่เฉยๆ ตอนนี้คู่แข่งจากต่างประเทศมาจ่อค้าขายแข่งกับคุณแล้วครับ

คำแนะนำ : ทำไมต้องรอเค้าบุกมาดึงลูกค้าเรา? วางแผนขยายและขายสินค้าของคุณผ่านช่องทางออนไลน์ไปยังลูกค้ากลุ่มประเทศอื่นๆ ง่ายกว่า สะดวกกว่า  ต้นทุนต่ำกว่า เริ่มวางแผนได้แล้ว

6. การชำระเงินผ่านออนไลน์จะเติบโตสุดๆ (Online Payment)
ปัจจุบันบริการชำระเงินผ่านช่องทางออนไลน์อย่าง บัตรเครดิตหรือชำระเงินผ่านมือถือ กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะสะดวกกว่า รวดเร็วกว่า และยังทำให้สามารถปิดการขายได้เร็วและมากกว่าการให้ลูกค้าไปโอนเงิน ทำให้หลายๆ ธุรกิจตอนนี้เริ่มหันมาใช้ระบบชำระเงินออนไลน์เพิ่มมากขึ้น โดยปัจจุบันมีผู้ให้บริการหลากหลายอย่าง ThaiEpay.com, Paysbuy.com หรือธนาคาต่างๆ เป็นต้น

คำแนะนำ : หากธุรกิจของคุณยังไม่มีระบบชำระเงินออนไลน์ จงรีบติดต่อผู้ให้บริการและเริ่มนำติดตั้งกับธุรกิจได้แล้ว

7. เว็บเปรียบเทียบราคาจะเป็นทางเลือกผู้บริโภค (Price Comparison)
เดียวคนหลายๆ คนเวลาจะซื้อสินค้าก็เริ่มจะหันไปใช้บริการเว็บไซต์ที่เปรียบเทียบราคาสินค้ากันมากขึ้น เพราะเว็บเหล่านี้จะทำหน้าที่รวมราคาสินค้าจากเว็บไซต์ต่างๆ มารวมไว้ เพื่อให้คุณสามารถค้นหา และเปรียบเทียบราคาได้ง่ายมากขึ้น ทำให้คุณสามารถหาสินค้าที่ต้องการในราคาที่ถูกที่สุดได้ง่ายและสะดวก เช่น Attackprice.com หรือ Priceza.com

คำแนะนำ : หากคุณมีธุรกิจ จงรีบนำสินค้าหรือบริการของคุณไปแสดงไว้ในเว็บเปรียบเทียบราคาสินค้าเหล่านี้ ทันที

8. การตลาดออนไลน์จะฉลาดเป็นกรดมากขึ้น (Advance Online Marketing)
เดียวนี้การตลาดออนไลน์ สามารถทำให้เราเข้าใจพฤติกรรมลูกค้าและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเราได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และใช้เม็ดเงินน้อยลงมากๆ ทำใหเราสามารถเพิ่มยอดขายได้ทันที ผ่านเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น การตลาดผ่าน การตลาดแบบติดตามลูกค้า ซ้ำและย้ำอีกครั้ง (Re-Targeting) ที่จะติดตามลูกค้าไปทุกที่ เพื่อปิดการขายให้ได้ (www.pawoot.com/remarketing)  หรือจะเป็น การตลาดแบบเจาะกลุ่มเป้าหมายแบบเฉพาะเจาะจง (Targeted Marketing) ที่สามารถเลือกกลุ่มเป้าหมายของลูกค้าของคุณได้ทันที (www.pawoot.com/facebook-advertising-gay-campaign) นี้เป็นเพียงบางส่วนของความสาารถของการตลาดออนไลน์ ที่จะเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจของคุณได้ทันที

คำแนะนำ : นำการตลาดออนไลน์รูปแบบใหม่ๆ มาใช้กับธุรกิจของคุณซะ อย่าช้า เพราะถูกกว่า ดีกว่า ประหยัดกว่า อย่ามาอ้างไม่รู้ หาอ่านเพิ่มซะ ของดีๆ แบบนี้ทำไมไม่ใช้กัน เดียวตีตายเลย อิอิ

9. การเปลี่ยนผู้ชมเป็นผู้ซื้อ (Conversion)
สิ่งที่คนทำการค้าออนไลน์ให้ความสำคัญมากที่สุดคือ “การเปลี่ยนผู้ชม (Visitor) ให้เป็นผู้ซื้อ (Buyer) หรือเราเรียกว่า Conversion (CVR)” เพราะหากเว็บไซต์ของคุณมีคนเข้าหมื่นคนต่อวัน แต่มันจะไม่มีความหมายอะไรเลย หากคนเหล่านั้นเค้าไม่ซื้อของอะไรเลย ดังนั้น อัตราการเปลี่ยนผู้ชมเป็นผู้ซื้อ (CVR) จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ที่ธุรกิจคุณจะต้องโฟกัส ที่ผ่านมาหลายๆ ธุรกิจไม่เคยสนใจสิ่งนี้เลย วิธีการหา CVR ง่ายๆ คือการนำ ยอดขาย (Order) หารกับจำนวนคนเข้าเว็บไซต์ (Visitor) โดยตัวเลขมักจะเป็นเปอร์เซ็นต์

คำแนะนำ : หาอัตราการเปลี่ยนผู้ชมเป็นผู้ซื้อ (CVR) ของธุรกิจของคุณให้เจอ และวางแผนปรับให้มันสูงขึ้น เพราะยิ่งสูงขึ้นนั่นหมายถึงยอดขายของคุณที่เพิ่มมากขึ้นนั้นเอง

10. ระบบจัดการและส่งสินค้าครบวงจร (Fulfillment)
หากคุณขายสินค้าได้วันละ 4-5 รายการต่อวันคุณคงไม่ปวดหัวหรือมีการจัดการอะไรมากนัก แต่หากธุรกิจของคุณเติบโตขึ้นจนมียอดขายมากถึง 50-100 รายการต่อวัน ทำให้การจัดการ การบริหารสินค้า, การส่งสินค้า, การติดต่อประสานกับลูกค้าจะกลายเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและปวดกบาลมากๆ เลยทีเดียว เดียวนี้จึงการบริการให้บริการ จัดการและส่งสินค้าครบวงจร (Fulfillment) กับธุรกิจที่มียอดการขายมากๆ ในแต่ละวัน โดยเค้าจะทำหน้าที่เก็บสินค้า (warehouse) หยิบและแพ็กสินค้า (Pick & Pack) รวมไปถึงการจัดส่งให้ถึงมือลูกค้า (Delivery) แบบเสร็จสรรพ จึงทำให้เจ้าของธุรกิจสามารถโฟกัสกับธุรกิจการขายของตัวเองได้เต็มที่ เมื่อมียอดขายเข้ามา ก็ส่งรายการการสั่งซื้อไปให้ผู้ให้บริการเหล่านั้นได้ทันที ทำให้ต้องปวดหัวกับการจัดการสินค้า และไม่จำเป็นต้องมาเพิ่มคนเพื่อมาทำในส่วนนี้

คำแนะนำ :  หากธุรกิจของคุณเติบโตมียอดขายมากๆ ผมแนะนำให้ลองติดต่อผู้ให้บริการจัดการแบบครบวงจร คุณจะขยายธุรกิจไปได้รวดเร็วมากขึ้น

ทั้งหมดนี้คือแนวโน้มหรือเทรนด์ของการธุรกิจการค้าออนไลน์ (E-Commerce) ของไทย ที่จะมาแน่ๆ หรือบางอย่างมาแล้วครับ ดังนั้นเมื่อรู้แล้ว และมันสอดคล้องกับธุรกิจของคุณ จงเตรียมรับมือและนำสิ่งทีผมแนะนำมาใช้กับธุรกิจครับ เพราะการแข่งขันการค้าออนไลน์จะดุเดือดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคู่แข่งจากต่างชาติจะเริ่มบุกเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ และสำคัญทีสุด อ่านแล้ว ได้ไอเดียแล้ว จงลงมือทำซะครับ

บทความที่เกี่ยวข้อง:

การค้าออนไลน์กับการเสียภาษีอย่างถูกต้อง (ใครทำการค้าออนไลน์คุณต้องเข้าใจเรื่องนี้)
Thailand E-Commerce Landscape 2013
ทำธุรกิจแบบเดิมๆ ก็ได้ผลลัพย์แบบเดิม มาคิดอะไรใหม่ๆ เพื่อได้ผลลัพย์ใหม่กันดีกว่า.!
เทคนิคทำให้ธุรกิจขนาดเล็กและธุรกิจชุมชนอยู่รอดได้

Comments

comments

%d bloggers like this: