มองย้อนดอทคอมเมืองไทย

                  หากย้อนยุคไปเมื่อปี 2000 คงนับได้ว่าเป็นยุคเฟื่องฟูสุด ของธุรกิจดอทคอม หรือ ธุรกิจการทำเว็บไซต์ ทั่วโลก ทุกธุรกิจและผู้ลงทุนทั่วโลกต่างให้ ความสนใจและ การลงทุนในธุรกิจที่เริ่มก่อตัวขึ้นในโลก ของอินเตอร์เน็ต ซึ่งเป็นธุรกิจที่ไม่ตัวตน เพราะรูปแบบของธุรกิจอยู่ในโลกเสมือนทั้งหมด (Virtual World) ซึ่งประเทศไทยก็เป็นประเทศหนึ่งที่ได้รับ กระแสธุรกิจดอทคอมนั้นด้วยเช่นกัน หากมองกลับไปในช่วงนั้น การทำเว็บไซต์ในเมืองไทย ยังไม่มี ใครทำเป็นธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบ การทำเว็บส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มของนักศึกษาและกลุ่มคนเล็กๆ เท่านั้น แต่ภายหลังจากการหลั่งไหลของกระแสธุรกิจดอทคอม ทำให้มีกลุ่มผู้ลงทุนต่างต่างประเทศและในประเทศให้ความสนใจในการที่จะ ลงทุนในธุรกิจที่มีภาพสวยงามเป็นจำนวนมาก

โดยกรณีของการลงทุนที่เป็นจุดฉนวนของการลงทุนในธุรกิจดอทคอมในช่วงนั้นได้แก่ Mweb ซื้อกิจการของ เว็บไซต์ สนุกดอทคอม ซึ่งในตอนนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของกระแสในการเข้ามาลงทุนในธุรกิจดอทคอม อย่างมากในช่วงเวลาดังกล่าว ในตอนนั้นทุกธุรกิจต่างหันมามองในการลงทุนกับธุรกิจดอทคอม ได้แก่ กลุ่มชินวัตร เข้ามาเปิดบริษัททุนนวัตรกรรม AD Venture กลุ่ม Nation กับการลงทุนทำ Thaland.com กลุ่มสามารถ กับการลงทุนใน YamYai.com นับว่าทั้งหมดเป็นการลงทุนเป็นเม็ดเงินจำนวนมหาศาล ซึ่งเป้าหมายสำหรับทุกคนในตอนนั้นคือการเข้าไปทำกำไรในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งดูจากตัวอย่างจาก ธุรกิจเว็บไซต์ในต่างประเทศ เช่น Yahoo.com, Amazon.com ซึ่งเว็บไซต์เหล่านี้ ต่างเข้าไปทำเงินเป็นจำนวนมหาศาลจากการเข้าไประดมทุนในตลาด NESDAQ ซึ่งนับว่าเป็นจุดสูงสุดของ ธุรกิจดอทคอมในขณะนั้นเลยทีเดียว

จากโมเดลการสร้างรายได้จากการเข้าตลาดหลักทรัพย์ ของธุรกิจดอทคอม ในอเมริกา ได้กระจายรูปแบบธุรกิจที่เกิดขึ้น ไปยังทุกเมืองธุรกิจของโลก ประเทศไทยก็นับเป็นประเทศหนึ่งที่รับกระแสของโลกธุรกิจนี้เช่นกัน โดยตอนนั้นเอง เป็นยุคของการระดมเงินในธุรกิจเว็บไซต์ในเมืองไทย ซึ่งในขณะนั้นเว็บไซต์ในเมืองไทยยังมีเพียงไม่กี่เว็บไซต์เท่านั้นที่เปิดให้บริการอย่างจริงๆ จัง ๆ เพราะว่าส่วนใหญ่จะเป็นเว็บรวมลิงค์ซะมากกว่า เพราะว่าส่วนใหญ่จะเป็นเว็บที่ทำโดยกลุ่มวัยรุ่นและกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยยังไม่มีเว็บไซต์ใดที่เปิดให้บริการในรูปแบบของบริษัทอย่างเต็มรูปแบบในขณะนั้น ซึ่งยุคนั้นเว็บดังๆ ได้แก่ Pantip.com, Hunsa.com, Sanook.com ซึ่งภายหลังจากกลุ่มทุนที่ต้องการเข้ามาสร้างรูปแบบทางธุรกิจเช่นเดียวกับทางอเมริกา ก็ได้เริ่มมีการพยายามสร้างรูปแบบธุรกิจดังกล่าว เช่นการ ร่วมทุน กับเจ้าของเว็บ หรือการซื้อกิจการไปเลย โดยให้เจ้าของเว็บไซต์เป็นผู้จัดทำและให้บริการต่อไป โดยทางกลุ่มทุนที่เข้ามาจะเป็นผู้ช่วยเหลือในด้าน เงินทุน การตลาดและสิ่งทีอื่นๆ ที่ทางกลุ่มผู้ลงทุนจะพยายามสร้างชื่อเสียงให้เว็บไซต์ที่ตนเข้าไปร่วม ให้คนทั่วไปได้รู้จักมากที่สุด จึงไม่แปลกใจเลยที่ ในช่วงนั้นจะเห็นโฆษณาเว็บไซต์ในสื่อโทรทัศน์ ซึ่งนับว่าเป็นสื่อโฆษณาที่มีค่าใช้จ่ายสูงที่สุด ซึ่งหากมามองจุดที่นักลงทุนทุกคนมองก็คือ การได้นำเว็บไซต์เหล่านั้นเข้าไปสู่ตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งในขณะนั้นเอง ทางตลาดหลักทรัพย์เมืองไทย ก็ได้เริ่มเปิดกว้างมากขึ้นโดย เปิดตลาดหลักทรัพย์ MAI สำหรับธุรกิจใหม่ที่ต้องการเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ แต่มีกฏระเบียบน้อยว่า ตลาดหลักทรัพย์เดิม ซึ่งทำให้หลายๆ ธุรกิจดอทคอมหลายแห่งก็พยายามนำพาธุรกิจดอทคอมของตนเข้าไประดมทุนกัน เพราะนั้นคือเป้าหมายสุดท้ายของธุรกิจนี้

สูงสุดคืนสู่สามัญ

    ในขณะที่ธุรกิจดอทคอมไทย พยายามปั้นและสร้างภาพธุรกิจในเมืองไทยอยู่นั้น ธุรกิจดอทคอมอเมริกาก็เริ่มถึงสุดสูงสุด เพราะเมื่อมีการประกาศผลประกอบการของธุรกิจดอทคอมหลายๆ แห่ง ปรากฏว่ารูปแบบของเว็บไซต์ต่างๆ ที่เข้าไปอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ไม่สามารถสร้างกำไรจากรูปแบบของธุรกิจเลย หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ขาดทุน เพราะรูปแบบรายได้ส่วนใหญ่ของการทำเว็บไซต์ในขณะนั้นคือการ ขายโฆษณาบนหน้าเว็บไซต์ ซึ่งมันไม่ได้มากพอที่จะทำให้ธุรกิจทำเว็บไซต์บางแห่งที่มีพนักงานหลายร้อยคนสามารถอยู่ได้ การขาดทุนนี้เองส่งผลทำให้ หุ้นของเว็บไซต์เหล่านั้นเริ่มตกลง จากเดิมที่หุ้นบางตัวมีราคาสูงมากว่า $100 เริ่มตกลงมาอย่างต่อเนื่อง จนตอนนี้ราคาหุ้นของบางเว็บไซต์ มีราคาเพียงไม่กี่เซนต์ก็มี นี้นับเป็นจุดที่สร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง ของธุรกิจดอทคอมในอเมริกา ซึ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจดอทคอมในเมืองไทยด้วย เว็บไซต์หลายๆ เว็บที่ได้มีการลงทุนไปหลายร้อยล้าน ไม่สามารถนำธุรกิจเว็บไซต์ที่ตนหวังไว้ว่าจะสามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ เข้าไประดมทุนได้ จึงเกิดภาวะฟองสบู่แตกของธุรกิจเว็บไซต์ในตอนนั้น เว็บไซต์หลายแห่งปิดตัวลง บางแห่งลดขนาดองค์กรลง และต้องเลย์ออฟพนักงานนับร้อยๆ คนเลยทีเดียว หลังจากที่เกิดปรากฏการณ์ฟองสบู่ของธุรกิจดอทคอมแตกธุรกิจเว็บไซต์ กลับกลายเป็นธุรกิจที่ไม่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนเลย ภาพที่เมื่อก่อนเคยมีข่าวเกี่ยวกับธุรกิจเว็บไซต์ในหน้าหนังสือพิมพ์เริ่มหายไปจากสื่อ และเริ่มได้รับความสนใจน้อยลง เว็บไซต์ต่างๆ ซึ่งตอนนั้นทุกๆ เว็บไซต์ต่างหวังเงินจากรูปแบบการทโฆษณาผ่านสื่อเว็บไซต์ กันซะส่วนใหญ่ แต่เอเยนซี่โฆษณาก็ยังไม่เชื่อในการลงสื่อโฆษณาทางเว็บไซต์เท่าไร จึงเป็นผลทำให้เว็บไซต์นับร้อยๆ แห่งต่างพากันปิดบริการลง ซึ่งส่งผลทำให้ภาพของธุรกิจเว็บไซต์ย้ำแย่หนักลงไปอีก

ตอนนี้ธุรกิจเว็บไซต์เป็นอย่างไรบ้าง

    ปัจจุบัน ลักษณะการทำธุรกิจเว็บไซต์มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยจากเดิมส่วนใหญ่เว็บไซต์ที่ทำมักจะเป็นเว็บประเภทเว็บท่า (Portal) ที่เน้นความวาไรตี้ของข้อมูลที่หลากหลายแก่คนทั่วไป แต่เดียวนี้การให้บริการเว็บไซต์มักจะเน้นไปยังเฉพาะกลุ่มมากขึ้น เช่นเว็บไซต์เกี่ยวกับ PDA เว็บไซต์เกี่ยวกับรถยนต์ เป็นต้น ซึ่งเว็บไซต์เหล่านี้จะได้รับความนิยมได้ง่ายกว่าการที่จะสร้างเว็บท่าเหมือนแต่ก่อน และรูปแบบการทำธุรกิจเว็บไซต์ ก็มีการเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งแต่ก่อนการทำเว็บไซต์มักจะทำเป็นรูปแบบของบุคคนทั่วไปที่ทำกัน อาจจะเป็นกลุ่มวัยรุ่นหรือ เพื่อนๆ ที่ร่วมกันทำ แต่ตอนนี้เริ่มมีการให้บริการเว็บไซต์ในรูปแบบของธุรกิจมากขึ้น และรูปแบบบริษัทที่ให้บริการเว็บไซต์เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่เน้นการพัฒนาเว็บไซต์และการอัพเดทข้อมูลในเว็บไซต์ของตน และพยายามสร้างจำนวนคนที่เข้ามาเว็บไซต์ให้มากที่สุด แต่ตอนนี้เริ่มมีการเปลี่ยนมาเป็นการเน้นการรับพัฒนาเว็บไซต์หรืองานต่างๆ ให้กับองค์กรต่าง เพราะการจัดทำเว็บไซต์ให้คนเข้ามาเว็บไซต์มากที่สุด นั้นไม่สามารถสร้างรายได้ดีเท่ากับการ พัฒนาเว็บไซต์ให้กับองค์กรต่างๆ ดังนั้นบริษัที่ให้บริการเว็บไซต์หลายๆ รายเริ่มมีการสร้างทีมที่รับพัฒนาเว็บไซต์ให้กับหน่วยงานต่างๆ และลดบทบาทของทีมที่รับผิดชอบในการดูแลและอัพเดทเว็บไซต์ลง และเริ่มมีการนำเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาใช้ร่วมกับเว็บไซต์เพื่อสร้างรายได้ให้กับเว็บไซต์ เช่น บริการดาวน์โหลดโลโก้ริงโทน, บริการโทร 1900 เป็นต้น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจเว็บไซต์แบบใหม่ ซึ่งจะต้องพยายามสร้างรายได้ให้มากที่สุดจากทำธุรกิจเว็บไซต์ ซึ่งตอนนี้ก็มีหลายๆ รูปแบบที่น่าสนใจซึ่งผมจะมาแนะนำในคราวหน้าว่า การสร้างรายได้จากการทำเว็บไซต์มีอะไรบ้าง มารอดูกันคราวหน้าครับ

โดย Pawoot P. 26/01/04

บทความนี้เป็นลิขสิทธิ์ของ นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ หากต้องการนำไปใช้ที่อื่นๆ แจ้งนิดนึงนะครับที่ pawoot@tarad.com

Comments

comments

%d bloggers like this: