|

เวลาเที่ยงของวันหนึ่ง “ป้อม” ต้องการซื้อกำไลข้อมือยาง
สีขาว-ดำ สุดฮิตผ่านอินเทอร์เน็ต จึงใช้เว็บกูเกิลเซิร์ชหาเว็บขายของออน์ไลน์แห่งหนึ่ง
เมื่อคลิกเข้าไปดูภาพสินค้า และพบว่าราคาถูกกว่าที่วางขายในห้างสรรพสินค้า
จึงได้ตกลงใจซื้อกำไลยางสีขาวดำจากเว็บนี้ 1 ชิ้นในราคา 900
บาท โดยการชำระผ่านบัตรเครดิต เมื่อถึงกำหนดรับมอบสินค้า กลับพบว่าสินค้าที่ได้เป็นกำไลยางสีขาว
2 เส้น ป้อมจึงอีเมล์ไปถามเว็บขายของเพื่อ ขอเปลี่ยนสินค้า แต่ปรากฎว่าทางเว็บไม่รับเปลี่ยนและไม่คืนเงิน
ป้อมจึงต้องโทรไปแจ้งบริษัท บัตรเครดิตเพื่อขอระงับการชำระเงิน
จนกว่าเว็บขายของจะยอมเปลี่ยนสินค้าให้
หากท่านผู้อ่านต้องเจอเหตุการณ์แบบเดียวกับป้อม คุณจะทำอย่างไร...
ในสังคมที่เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที)
มีบทบาทต่อการใช้ชีวิต ประจำวัน ทั้งการสื่อสาร
การทำงาน การอำนวยความสะดวกระหว่างวัน และความบันเทิง
ทำให้อินเทอร์เน็ตได้เข้ามาเกี่ยวพันธ์กับชีวิตประจำวันของผู้คนเสมือนสิ่งที่ขาดไม่ได้
ทั้งนี้ การที่ไอซีทีเข้ามามีบทบาทต่อธุรกิจ
ทั้งในรูปแบบการค้าและการบริการ โดยเฉพาะธุรกิจแบบ พาณิชย์อิเล็คทรอนิกส์ (E-Commerce)
ที่เป็นแนวโน้มจะมีบทบาทสำคัญมากยิ่งขึ้น เพราะเป็นธุรกิจที่สามารถครอบคลุมไปได้ทั่วโลก
มีความสะดวก รวดเร็ว ประหยัดค่าใช้จ่าย และไม่จำกัดเวลา
สำหรับใน ประเทศไทย ธุรกิจ อี-คอมเมิร์ซ มีแนวโน้มเติบโตขึ้น
แต่ยังมีอุปสรรค บางประการที่ทำให้การขยายตัวยังไม่เติบโตเท่าที่ควร
เนื่องจากการทำ อี-คอมเมิร์ซ เป็นการทำธุรกรรมในลักษณะที่คู่สัญญาไม่มีโอกาสพบหน้ากัน
และส่วนมากก็เป็นการทำธุรกิจ ข้ามชาติ จึงเกิดปัญหาต่างๆ ที่มักจะอยู่ในรูปการฉ้อฉลผู้บริโภคในการซื้อขายสินค้า
บนอินเทอร์เน็ต ความปลอดภัยในการชำระเงินด้วยบัตรเครดิต การส่งสแปมเมล์
การส่งสปายแวร์มาเก็บข้อมูลของผู้บริโภคโดยไม่ได้รับการยินยอม
ปัญหาความรับผิดชอบเมื่อสินค้าที่ส่งชำรุด และการเรียกร้องสิทธิต่างๆจากผู้ประกอบการ
และปัญหาการระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้น
ดังนั้น เมื่อวันเร็วๆนี้ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
จึงร่วมกับคณะกรรมการ การอุดมศึกษา สำนักงานกองทุนสนับสนุนผู้วิจัย
และสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย จัดสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง “ปัญหาและมาตรการทางกฎหมายของ
การคุ้มครองผู้บริโภค สำหรับการพาณิชย์อิเล็คทรอนิกส์ในประเทศไทย”
เพื่อให้ผู้ประกอบการและผู้บริโภครับทราบถึงปัญหา และแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับอี-คอมมิร์ซ
และให้ผู้ร่วมสัมมนาได้แลกเปลี่ยนความรู้ และการแก้ปัญหาจากการทำธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ
นางสาวสารี อ๋องสมหวัง ผู้จัดการมูลนิธิเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค
ให้ข้อมูลว่า จากการสำรวจของมูลนิธิเกี่ยวกับพฤติกรรมการการซื้อขายแบบอี-คอมเมิร์ซ
พบว่า ราคาเป็นตัวดึงดูดใจในการซื้อสินค้า และจะนิยมซื้อสินค้าที่ราคาไม่เกิน
1,000 บาทมากที่สุด ช่องทางการชำระเงินใช้การชำระผ่านทางธนาคารมากที่สุด
48% สำหรับปัญหาที่ผู้บริโภคกลัวมากที่สุด คือ กลัวโดนขโมยเลขบัตรเครดิตและเบอร์โทรศัพท์
73.5% และผู้บริโภคออนไลน์เรียกร้องสิทธิให้กับตัวเองถึง 56.4%
มากกว่าผู้บริโภคทั่วไป
ผจก.มูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภค เปิดเผยผลสำรวจต่อว่า สำหรับการแก้ไขปัญหาการซื้อ-ขาย
พบว่า ผู้ขายแก้ปัญหาให้ 35% ไม่ทำอะไรให้ 22% ตอบรับแล้วตรวจสอบคำสั่งซื้อ
11.32% โดยลูกค้าพอใจกับการแก้ปัญหา 60% ส่วนมาตรการของผู้บริโภคในการตอบโต้เว็บอี-คอมเมิร์ซ
พบว่า มีการบอยคอตเว็บที่ถูกร้องเรียน 85.1% ร้องเรียนรัฐ 8.4%
แจ้งดำเนินคดี 6.5% นอกจากนี้ ในประเทศไทยพบว่าผู้บริโภคไม่สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยตัวเอง
เช่น ตั๋วเครื่องบิน แสดงให้เห็นว่ากลไกการทำงานเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคไม่ดี
บางครั้งการคืนสินค้าคืนได้แต่ไม่ได้เงินคืน ซื้อแล้วเว็บหายไป
เช่น เว็บไซต์ขายยา อาหารเสริมที่หมดอายุ
นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กรรมการผู้จัดการ
บริษัท ตลาดดอทคอม จำกัด ในฐานะเลขาธิการ สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย
แสดงความเห็นว่า ปัญหาในภาพรวมของประเทศไทย คือ องค์ความรู้เรื่องอี-คอมเมิร์ซมีอยู่น้อยมาก
ผู้ประกอบการยังไม่กล้าใช้เป็นช่องทางจัดจำหน่าย หรือ ซื้อ-ขายสินค้า
เนื่องจากผู้ประกอบการไม่มีความรู้ภาษาอังกฤษ ลูกค้าและความพร้อมของตลาดในประเทศไทยยังไม่มี
การฉ้อโกงบนเว็บไซต์ที่เจ้าหน้าที่ยังไม่มีความรู้เรื่องกฎหมายอี-คอมเมิร์ซที่ประเทศไทยยังล้าหลัง
การขาดความตระหนักในเรื่องการรักษาความปลอดภัย บนเว็บไซต์ การส่งผ่านข้อมูล
รวมถึง การบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ เป็นต้น
เลขาธิการ สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย แสดงความเห็นอีกว่า ผู้ประกอบการส่วนหนึ่งยังขาด
การประชาสัมพันธ์และการโฆษณาสินค้าและบริการ บางรายทำเว็บไซต์ได้ดีมาก
แต่คนไม่รู้จักไม่มีคนเข้าชม และ การสนับสนุนจากรัฐบาลที่มีอยู่
ค่อนข้างกระจัดกระจาย ไม่มีความชัดเจนว่าใครเป็นเจ้าภาพ
ขาดพิมพ์เขียวที่จะสานต่อโครงการให้มีความต่อเนื่อง ไม่จริงจังพอที่จะทำให้เกิดผลได้ชัดเจน
ที่ผ่านมา แผนที่ออกมาแต่ละครั้งมักเป็นแบบระยะสั้น
“เมื่อมองในส่วนผู้ประกอบการเอง ปัญหาที่พบคือ ปัญหาในการหัก
ลดหย่อนภาษี ซอฟต์แวร์ด้านอี-คอมเมิร์ซมีราคาแพง ปัญหาการฉ้อโกงที่อยากให้มีองค์กรกลาง
ในการจัดการปัญหา ประชากรบนอินเทอร์เน็ตน้อย รวมทั้งอยากเสนอให้ภาครัฐต้องดึง
ผู้ประกอบการเข้ามาร่วม และทำแบล็กลิสต์เว็บไม่ดีไว้แลกเปลี่ยนข้อมูลกันเหมือนเครดิตบูโร
ให้ธนาคารหาหน่วยงานติดตามการชำระเงิน และอยากฝากไปยังผู้ประกอบการว่า
ถ้าจะทำอี-คอมมิร์ซให้มองที่ตลาดโลกไว้ อย่ามองแค่เมืองไทยที่เป็นตลาดเล็กๆ
หากทำเองไม่ได้ต้องดิ้นรนไปให้ถึงจุดนั้นให้ได้” นายภาวุธ
กล่าว
ด้าน นายธีรวุธ วงษ์วิบูลย์สิน กรรมการผู้จัดการ
บริษัท เอเชียนสตาร์เทรดดิ้ง จำกัด (เว็บไซต์ ทูโฮม ดอทคอม)
แสดงความเห็นว่า ความน่าเชื่อถือของลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากคนซื้อ-ขายไม่ได้เจอกัน
สำหรับเรื่องบัตรเครดิต คนกลัวว่าเลขบัตรจะถูกนำไปใช้ คนเลยไม่กล้าซื้อ
แต่ถ้าผู้ประกอบการดำเนินการไปสักระยะจะเจอลูกค้าที่ไม่มีตัวตนจริง
ผู้ประกอบการจึงต้องติดตามมิจฉาชีพเหล่านี้ให้ทัน แต่ที่ผ่านมา
ยอมรับว่าผู้บริโภคคนไทยนิยมเรียกร้องสิทธิมากขึ้น แต่ผู้ประกอบการก็เป็นคนกลางในการนำเสนอหากสินค้ามีปัญหา
แล้วลูกค้ามาเรียกร้องเกินความรับผิดชอบก็ลำบาก จะต้องเขียนข้อจำกัดสิทธิไว้บนเว็บ
ทั้งนี้ การทำอี-คอมเมิร์ซมีข้อดีแต่บ้านเรายังมีจุดนี้อยู่น้อยมาก
สหรัฐอเมริกามีนักช็อปออนไลน์กว่า 80 ล้านคนที่ซื้อ-ขายของออนไลน์กันหมด
ในประเทศไทย แม้แต่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตก็ยังมีเพียงแค่ 7 ล้านรายเท่านั้น
ส่วน รศ.ดร.ดาราพร ถิระวัฒน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงกฎหมายว่า ตัวกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคและพาณิชย์อิเล็คทรอนิกส์แตกต่างกัน
หากมองดูด้านใดด้านหนึ่ง กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคที่เรามีไม่ได้มองว่า
ไร้ความประสิทธิภาพ แต่เพราะความเสียเปรียบในด้านพาณิชย์อิเล็คทรอนิกส์
การทำสัญญาซื้อขายเราก็เสียเปรียบเพราะไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาจับต้องก็ไม่ได้
นอกจากนี้ ปัญหาในทางกฎหมายเกี่ยวกับรูปภาพ อาทิ ป๊อป-อัพ สแปมเมล์
จะควบคุมอย่างไร ดังนั้น ภาพที่เสนอจึงต้องสมจริงไม่มีการหลอกลวง
เรื่องกฎหมายไม่เพียงพอ น่าจะเป็นเรื่องการเอากฎหมายมาปรับใช้มากกว่า
เนื่องจาก กฎหมายธรรมดาใช้กับ ทรัพย์ที่มีรูปร่าง แต่ถ้าเป็นบริการบนเน็ต
กฎหมายเหล่านี้คงใช้ไม่ได้
การซื้อ-ขายสินค้าไม่ว่าจะซื้อจากที่ไหนก็มีปัญหาได้ทั้งนั้น
แต่ถ้าซื้อตามร้านปกติ ผู้บริโภคก็อาจมีทางเลือกหรือ ทดลองใช้
และตรวจสอบสินค้าได้ด้วยตัวเอง แต่การซื้อของออนไลน์จะไม่ได้เห็นหรือสัมผัสสินค้าตรงๆ
หน้าตาคนขายเป็นอย่างไรก็ไม่เห็น ฝั่งคนที่เป็นผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซเช่นกัน
ไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าตาของลูกค้า ความน่าเชื่อถือจึงเป็นสิ่งสำคัญที่หน่วยงานที่เกี่ยวของจะต้องสร้างให้เกิด
รวมถึง การแก้ปัญหาเรื่องกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค ให้สอดคล้องกับ
พระราชบัญญัติว่าด้วย ธุรกรรมทางอิเล็คทรอนิกส์ เพื่อให้การคุ้มครองครอบคลุมในทุกด้าน...
กลับหน้าหลัก Itdigest Online


|