คนทำเว็บไทยฮือรวมตัวตั้งสภาวิชาชีพฯ รับกระแสดอทคอมฟื้นชีพ

สำนักข่าวไทย ๖ ธ.ค. - คนทำเว็บไซต์ทั่วประเทศชุมนุม เพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการสภาวิชาชีพผู้ดูแลเว็บไทย จำนวน ๙ คน เพื่อยกระดับมาตรฐานวิชาชีพผู้ดูแลเว็บไทย พร้อมปฏิบัติหน้าที่ตามธรรมนูญสภาวิชาชีพผู้ดูแลเว็บไทย พ.ศ. ๒๕๔๖ ด้านนักวิเคราะห์เชื่อหากรวมตัวกันติดในช่วงที่กระแสธุรกิจดอทคอมมีสัญญาณฟื้นสูง อาจส่งผลให้ปี ๒๕๔๗ เป็นปีที่ดีสำหรับวงการอีคอมเมิร์ซไทย
ตัวแทนจากเว็บไซต์ชื่อดังทั่วประเทศรวมตัว เพื่อทำการเลือกตั้งคณะกรรมการสภาวิชาชีพผู้ดูแลเว็บไทย จำนวน ๒ ประเภท โดยประเภทที่ ๑ เป็นประเภทเจ้าของเว็บไซต์ และประเภทที่ ๒ คือผู้แทนเว็บไซต์และนักพัฒนาเว็บไซต์ที่เจ้าของเว็บไซต์ได้ลงนามรับรองแล้ว โดยมี พ.ต.อ. ญาณพล ยั่งยืน นายกสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย เป็นประธานในพิธี ซึ่งเมื่อได้กรรมการครบทั้ง ๙ คนที่จะเข้ามาทำงานดูแลในด้านเว็บไซต์แล้ว ก็จะต้องมีการสรรหากรรมเพิ่มอีก ๘ คน แบ่งสัดส่วนของกรรมการ ว่า จะต้องเป็นตัวแทนจาก
องค์กรคุ้มครองผู้บริโภค ๒ คน เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฏหมาย ๑ คน และเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านต่าง ๆ อีก ๕ คน
นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ เว็บมาสเตอร์ www.Thaisecondhand.com ในฐานะเลขาธิการสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย ซึ่งทำหน้าที่เลขาธิการของสภาวิชาชีพได้เผยกับผู้สื่อข่าวว่า อาชีพเว็บมาสเตอร์เป็นอาชีพที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานในสังคมไทย จึงยังไม่ค่อยมีการส่งเสริมจากภาครัฐมากนัก จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรวมตัวกันเพื่อให้อาชีพนี้เป็นที่ยอมรับมากยิ่งขึ้น ที่ผ่านมาเราทำงานกันเอง เวลามีปัญหาทางกฎหมาย หรือปัญหาอื่น ๆ ทำให้การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างค่อนข้างลำบาก เลยมีการจัดตั้งสมาคมผู้ดูแลเว็บไทยขึ้นให้ถูกกิจจะลักษณะ คราวนี้ก็มีสภาวิชาชีพขึ้นมาเหมือนทำงานร่วมกันเป็นทีม เกิดสังคมคนทำเว็บไซต์ และเกิดการส่งเสริมซึ่งกันและกัน และอาชีพเว็บมาสเตอร์จะเป็นที่ยอมรับของสังคมไทยมากขึ้น
ด้าน นายปรเมศวร์ มินศิริ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ท่า www.sanook.com และเจ้าของบราวเซอร์ www.Plawan.com กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่คนทำเว็บรวมตัวกันได้ เพราะที่ผ่านมาเวลามีปัญหาก็ไม่รู้จะหันไปพึ่งใคร รัฐบาลก็ไม่ได้ให้ความช่วยเหลือเท่าที่ควร เมื่อก่อนปัญหามีเยอะมาก ต่อไปนี้มีเรื่องมีราวก็ไม่ต้องลงไปถึงตำรวจอย่างที่ผ่านมา นายกสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย ต้องเข้าไปเป็นเจ้าภาพคอยไกล่เกลี่ยให้อยู่บ่อยครั้ง แต่ถ้าปัญหามากกว่านี้ก็จะดูแลไม่ไหว โดยคิดว่าเป็นการดีที่มารวมตัวกัน และคงต้องให้เวลาคณะกรรมการผู้รักษาธรรมนูญวิชาชีพในการสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์
นายวันชัย จงศรีสวัสดิ์ www.shinee.com ในฐานะกรรมการสภาวิชาชีพ กล่าวหลังจากรับตำแหน่งใหม่ ว่า รู้สึกชื่นชมทีมงานที่ผลักดันกันจนเป็นองค์กรขึ้นมา เพราะการรวมตัวกันเป็นองค์กรสามารถพูดคุย หรือแม้กระทั่งแนะแนวทางให้กับคนในวงนอกได้ง่ายและมีน้ำหนักมากขึ้น โดยส่วนตัวเชื่อว่ากฎเกณฑ์ในโลกไซเบอร์จะต้องมีอยู่ วงการเว็บไซต์อาจมีมาตรฐานไม่เหมือนวงการอื่น จึงควรจะตั้งกฎ
ดูแลกันเองเพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามครรลอง
อย่างไรก็ตาม คนทำเว็บส่วนใหญ่เชื่อว่าจะมีโอกาสการฟื้นคืนกลับมาของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ซึ่งช่วงหนึ่งเคยรุ่งเรืองถึงขีดสุด ขนาดมีการซื้อขายเว็บกันเป็นหลักหลายล้านบาท
โดยนายภาวุธ กล่าวว่า ปีหน้าโมเดลในการสร้างรายได้จะแข็งแกร่งขึ้น เพียงแต่ว่าไม่เป็นฟองสบู่อย่างที่ผ่านมา และจะมีการนำเว็บไซต์เข้าไปผนวกเข้ากับธุรกิจมากขึ้น ด้วยแนวคิดด้าน
web service, payment และเรื่องของ Mobile Application เป็นเรื่องที่น่าจับตามองมากที่สุด เนื่องจากได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง
ด้านนายปรเมศวร์ กล่าวว่า ตนอยากให้มองจากต่างประเทศเข้ามาหาประเทศไทย เพราะธุรกิจดอทคอมนั้นจะเป็นอย่างไรก็อยู่ที่กระแสของโลกด้วย อย่าง กูเกิ้ล เว็บเสิร์ช ชื่อดัง
กำลังจะเข้าตลาดหุ้นแนสแดค (Nasdaq) ซึ่งแน่นอนว่าจะถูกจับตามอง เพราะเขาคือเว็บไซต์รายใหญ่ที่สุด
ที่เดินเข้าตลาดหุ้น นับตั้งแต่ธุรกิจดอทคอมล้มลงไปเมื่อหลายปีก่อน หากผลประกอบการของกูเกิ้ลดี
มั่นใจว่านักลงทุนและอีกหลาย ๆ เว็บไซต์จะต้องเดินกลับเข้าตลาดหุ้น จากนั้นมันก็จะส่งผลมาถึงบ้านเราได้
นายปรเมศวร์ กล่าวเสริมว่า โชคดีที่บ้านเรามีโครงการคอมพิวเตอร์เอื้ออาทร บรอดแบนด์เอื้ออาทร ที่มีราคาถูก ซึ่งอาจจะเป็นข่าวไม่ดีของไอเอสพีหลายเจ้าที่กำไรอาจจะหดหายลงไปบ้าง แต่ภาพรวมแล้วผู้ใช้อินเทอร์เน็ตก็จะเพิ่มขึ้น อย่างที่เกิดขึ้นกับต่างประเทศมาแล้วว่ามีลดราคา ค่าชั่วโมงอินเทอร์เน็ตทำให้คนหันมาใช้อินเทอร์เน็ตกันมากยิ่งขึ้น และก็ส่งผลด้านบวกให้กับเว็บไซต์ทั้งรายใหญ่และรายย่อยด้วย เพราะสามารถหาโฆษณาได้มากขึ้น แต่ไม่รวมถึงเกมส์ออนไลน์ เพราะกำไรเยอะอยู่แล้ว
ในขณะที่นายวันชัย มองต่างมุม ออกไปว่า ดอทคอมเมืองไทยยังไม่ถึงขั้นจะกลับมาบูม แต่เป็นเวลาที่ดีที่จะเริ่มเติบโตอย่างมีคุณภาพมากกว่า ซึ่งมองว่าวงการเว็บไซต์มีสัญญาณที่ดีที่จะกลับมา ในฐานะผู้ประกอบการก็เห็นว่าจริงส่วนหนึ่ง ทุกวันนี้มีคนติดต่อซื้อแบนเนอร์ ทั้งที่เมื่อก่อนต่อให้วิ่งขายกัน
แค่ไหนก็ไม่มีใครซื้อ แต่ต้องอยู่ที่เว็บมาสเตอร์จะต้องผลักดันให้เนื้อหาของเว็บไซต์ตัวเองมีคุณค่ามากพอ
ที่จะนำไปสร้างรายได้ให้มากที่สุด แต่สำหรับเมืองไทย การทำธุรกิจออนไลน์เพียงอย่างเดียวคงจะไม่ใช่ทางออกที่ดีนัก หากแต่ต้องทำออฟไลน์ควบคู่กันไปด้วย เมืองไทยยังไม่พร้อมที่จะกลับมาโตสักทีเดียว ตราบใดที่
ผู้บริโภคยังมองกันว่าเนื้อหาบนเว็บไซต์เป็นของฟรี สิ่งสำคัญคือ ๑. เนื้อหาต้องดีพอ ๒. อย่าใจใหญ่
ควบคุมบริหารค่าใช้จ่ายให้ดี เพราะอย่างไรเว็บไซต์สำหรับเมืองไทยก็ต้องโตกันแบบปากต่อปาก

ที่มา : TNA (www.mcot.or.th)