|

ท่ามกลางการเติบโตและขยายตัวของ
อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ทำให้เกิดธุรกิจที่ค้าขาย
ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่เรียกว่า พานิชย์อิเล็กทรอนิกส์
หรือ อีคอมเมิร์ซ ซึ่งหลายคนเรียก กันง่ายๆว่า
ธุรกิจดอทคอม
ข้อดีของธุรกิจดอทคอมคือ ลงทุนไม่มาก
แต่ต้องอาศัยทักษะทางเทคโนโลยีประกอบกับ
แนวคิดด้านการตลาดที่ก้าวหน้า
และต้องยอมรับปัญหาข้อจำกัดทางกฎหมายที่ยังก้าว
ไม่ทันกับความเปลี่ยนแปลง
วันนี้ ... IT Exclusive ได้มีโอกาสต้อนรับ
ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กรรมการผู้จัดการ บริษัท
ตลาดดอทคอม จำกัด และเลขาธิการสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย
ในฐานะหนึ่งในผู้บุกเบิก ธุรกิจดอทคอม
ที่ยังยืดหยัดธุรกิจมาจนถึงขณะนี้
นักบริหารหนุ่มคนนี้
มีมุมมองเกี่ยวกับธุรกิจดอทคอมอย่างไร พร้อมด้วย คำแนะนำสำหรับ
ผู้ที่ต้องการก้าวเข้ามาสู่วงการนี้ ใครสนใจ
ขอเชิญสัมผัสแนวคิดของเขาได้ ณ บัดนี้...
IT Exclusive : กว่าจะมาเป็นบริษัท
ตลาดดอทคอมในทุกวันนี้ มีที่มาอย่างไร?
ภาวุธ : เว็บไซต์ตลาดดอทคอมเกิดขึ้นเมื่อ 7
ปีที่แล้ว โดยเริ่มต้นจากการทำแบบสนุกสนาน กับเพื่อนๆ
ประกอบกับต่อมาดอทคอมเริ่มโตและเริ่มขายได้
รวมทั้งเป็นยุคที่คนเริ่มสนใจ ธุรกิจทางด้านนี้
จากเดิมที่เคยคิดเล่นๆ
ก็เริ่มมาคิดจริงจังมากขึ้นและโตขึ้นเรื่อยๆ หลังจากนั้น
ก็ได้ร่วมกับกลุ่มโมโนและกลุ่มจัสมินลงทุนเปิดเป็นบริษัท
ตลาดดอทคอม จำกัด ทำให้การทำงานของเป็นรูปแบบมากขึ้น
จากที่เดิมทำแบบเด็กๆ ก็เริ่มโตมากขึ้น มีคนเยอะขึ้น
IT Exclusive :
มองธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในเมืองไทย ปัจจุบันอย่างไร?
ภาวุธ : ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในประเทศไทย
ขณะนี้กำลังโตขึ้นมาก เพราะเมื่อก่อนมีอี-คอมเมิร์ซ
แต่ระบบชำระเงินไม่มี ระบบขนส่งไม่มี คนไทยไม่ค่อยใช้กัน
อินเทอร์เน็ตราคาแพง คนยังกลัวๆ
อยู่และยังไม่มีคนที่ทำสำเร็จเท่าไหร่
แต่พอมาถึงปัจจุบันโครงสร้างพื้นฐาน ถูกลงมาก
ระบบชำระเงินเริ่มมีมากขึ้น
ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่ทำให้อี-คอมเมิร์ซเกิด
ส่วนระบบส่ง ขณะนี้ ไปรษณีย์ของเมืองไทยดีขึ้น
ผู้ประกอบการเริ่มมีโซลูชั่น หรือ มีแอพลิเคชันเข้ามาช่วย
ทำให้ตัวเลือกเยอะขึ้น แตกต่างจากเมื่อก่อนที่แอพลิเคชัน
อีคอมเมิร์ซมีไม่มาก จะมีแต่ในต่างประเทศ เดี๋ยวนี้
คนไทยเริ่มมีมากขึ้นแล้ว เพราะฉะนั้น เริ่มหาซื้อได้ง่าย
อันสุดท้ายที่จะเป็นจุดที่ดึงให้คนเข้ามา คือ
เริ่มมีคนที่ทำสำเร็จออกมาให้เห็น
สร้างเงินได้โดยไม่ต้องลงทุนมากนัก ไม่ต้องมีธรุกิจเลยก็ทำได้
ตัวนี้ เป็นตัวขับเคลื่อนที่ทำให้เกิด
เพราะคนไทยเป็นพวกที่ชอบตามกระแส
IT Exclusive : ที่ต่างประเทศไปก่อนเรา
เพราะเขามีบรอดแบนด์ก่อน หรือ เป็นเพราะเราออกตัวช้า?
ภาวุธ : เราออกตัวช้าไป 1) คือ
คนไม่พร้อมตอนนี้ คนที่เล่นอินเทอร์เน็ตในบ้านเรามีแค่ 7 ล้านคน
คิดเป็น 10% ของประเทศเกาหลี ญี่ปุ่นและอเมริกา
เพราะประเทศเหล่านี้ มีเกิน 50% นอกจากนี้
ด้านกฎหมายก็ยังไม่มีการพัฒนาอย่างเต็ม ที่ ดังนั้น
ต่างประเทศจึงได้เปรียบ
2) ต่างประเทศได้เปรียบด้านเทคโนโลยี เพราะเป็นเจ้าของ คือ
จะเห็นว่า ต่างประเทศที่มีการก้าวหน้าทางด้านนี้
จะเป็นประเภทที่คิด ผลิตและนำมาใช้
แตกต่างจากคนไทยที่เอามาใช้อย่างเดียว
ส่วนกรณีที่คนไทยพัฒนาขึ้นก็พัฒนามาจาก
ของเก่าของต่างประเทศทั้งหมด
3) พฤติกรรมของผู้บริโภคที่แตกต่างกัน เช่น
ในอเมริกาคนจะใช้บัตรเครดิตเป็นว่าเล่น
เพราะชอบสั่งซื้อสินค้าทางอีเมล์และจดหมาย เป็นต้น ดังนั้น
แต่ถ้าเป็นเมืองไทยจะเป็นแบบ เงินมาของไป ดังนั้น
พฤติกรรมพื้นฐานของประชาชนต่างกันจึงทำให้การขับเคลื่อนธุรกิจอี-คอมเมิร์ซต่างกัน
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่า ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในเมืองไทย
จะเติบโตไม่ได้ แต่ต้องอาศัยเวลาในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
IT Exclusive :
จำเป็นต้องมีหน่วยงานรัฐเข้ามาส่งเสริมหรือไม่?
ภาวุธ : ตอนนี้ รัฐบาลก็พยายามสนับสนุนอยู่
แต่เป็นการสนับสนุนทีละจุด เช่น
เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งประเทศไทย หรือ ซอฟต์แวร์ปาร์ค
และสำนักงาน ส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ หรือ ซิป้า
เป็นต้น แต่ว่า ยังไม่เป็นจุดเดียวกัน
มีการรวมกันเป็นแกนแล้วขับเคลื่อนอี-เมิร์ซพร้อมกันไปทั้งประเทศ
ทำให้การทำงานซ้ำซ้อน กันอยู่ ภาพจึงไม่ชัด
IT Exclusive : ที่ผ่านมากระทรวงไอซีทีและ
คณะกรรมการธุรกรรมทาง อิเล็กทรอนิกส์ ได้ผลักดันเรื่องนี้
มีส่วนช่วยบ้างไหม?
ภาวุธ : ตอนนี้
ก็มีกฎหมายธุรกรรมทางอินเทอร์เน็ตที่สามารถผลักดันได้ในระดับหนึ่ง
แต่ตัวที่จะผลักดันอี-คอมเมิร์ซในประเทศไทยให้เป็นจริงได้ คือ
พระราชบัญญัติว่าด้วย การทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ อย่างไรก็ตาม
ที่ผ่านมา กระทรวงไอซีทีและ คณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์
ก็ทำได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ส่วนตัวมองว่า ยังช้าอยู่
ที่ผ่านมา
มีการนัดรวมตัวกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจอี-คอมเมิร์ซบ้าง
โดยมีผู้เข้าร่วมประมาณ 10 ราย เช่น ไทยแลนด์ ไทยกอฟเฟอร์
เอเชียบุ๊ค วาเคชั่นทูโฮม จุฬาบุ๊คและเซ็นทรัล เป็นต้น
โดยมาพูดคุยกันว่า ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในประเทศไทยมีปัญหาอะไรบ้าง
แต่ยังไม่ได้มีขั้นที่สอง อย่างไรก็ตาม ในอนาคตมีแนวโน้มว่า
จะมีการรวมตัวกันเพื่อทำให้ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ นประเทศไทย
เติบโตไปในทิศทางเดียวกัน
ส่วนภาครัฐบาล ขณะนี้ ก็มีการรวมกลุ่มบ้างแล้ว
ส่วนผู้ประกอบการธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ยังต้องรออีกสักพักหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ถ้าผู้ประกอบการธุรกิจอี-คอมเมิร์ซมีการรวมตัวกัน
อย่างชัดเจนและเสนอข้อเรียกร้องต่างๆ ให้รัฐบาล เชื่อว่า
รัฐบาลจะสามารถช่วยเหลือธุรกิจอี-คอมเมิร์ซได้
IT Exclusive : ที่ผ่านมาการ สนับสนุนจาก
ภาครัฐเพียงพอ หรือไม่?
ภาวุธ : การสนับสนุนของ
ภาครัฐอย่างที่บอกว่า มันกระจาย อาจเป็นเพราะภาครัฐ
ยังไม่รู้ปัญหาจริงๆ เพราะเอกชนยังกระจายกันอยู่ อย่างไรก็ตาม
การสนับสนุนจาก ภาครัฐถือว่า ตอนนี้ ดีขึ้นเรื่อยๆ เช่น
การทำให้อินเตอร์เน็ตราคาถูกลง
ระบบโครงสร้างพื้นฐานทางการสื่อสาร
ระบบไปรษณีย์และระบบชำระเงินก็ดีขึ้น เป็นต้น
ยกเว้นระบบภาษีที่ยังมีปัญหาอยู่
เพราะเกิดความซ้ำซ้อนและไม่ชัดเจน เช่น
การขายสินค้าให้ต่างประเทศ เป็นต้น
IT Exclusive :
อุปสรรคที่สำคัญของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในเมืองไทยคืออะไร?
ภาวุธ : อุปสรรคหลักๆ มีอยู่ 10 ข้อ คือ 1)
คน เพราะยังไม่มีความพร้อมและไม่มีความรู้ด้าน อินเตอร์เน็ต 2)
ระบบโครงสร้างพื้นฐานทางการสื่อสารยังไม่พร้อม 3) ขาดแรงสนับสนุน
4) ขาดการรวมตัวกันของกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจ 5)
เริ่มมีการแข่งขันจากต่างประเทศ 6) ปัญหาแหล่งเงินทุน 7)
เรื่องเกี่ยวกับภาษี 8) ความพร้อมด้านเทคโนโลยีที่ประเทศไทย
ยังมีความล้าหลังอยู่ 9) ความพร้อมด้านกฎหมาย
โดยเฉพาะการจัดการกับการฉ้อโกงและ 10)
ความน่าเชื่อถือของทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย
IT Exclusive : นับตั้งแต่เริ่มทำตลาด
ดอทคอมกับไทยเซกคันแฮนด์มาจนถึงวันนี้
ถือว่าประสบความสำเร็จหรือยัง
และตรงไหนถึงเรียกว่าประสบความสำเร็จ?
ภาวุธ : ส่วนตัวคิดว่า เดินมาไกลพอสมควร
เพราะตอนนี้ ในธุรกิจดอทคอมมีน้องๆ
หลายคนเลือกเปิดบริษัทเหมือนตลาดดอทคอม อย่างไรก็ตาม
แม้จะเดินมาไกล พอสมควรแต่ตลาดดอทคอมก็ยังจะต้องเดินหน้าต่อไป
เพราะยังไม่ได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ ทั้งนี้
อาจเป็นเพราะปัจจัยหลายๆ เรื่อง เช่น ยังค้าขายอยู่ในประเทศ
ซึ่งแตกต่างจากธุรกิจอี-คอมเมิร์ซจริงๆ ที่เป้าหมายหลัก คือ
การค้าขายทั่วโลก เป็นต้น ดังนั้น การประสบความสำเร็จที่แท้จริง
คือ ทำให้สินค้าของคนไทยออกขายสู่ตลาดทั่วโลกได้
IT Exclusive :
ผลประกอบการที่ผ่านมาเป็นอย่างไรและ ปี 2548
มีเป้าหมายรายได้ประมาณเท่าใด?
ภาวุธ : ผลประกอบการในปี 2547
รายได้เพิ่มขึ้นเกือบ 80 เปอร์เซ็น โดยเป็นผลมาจาก
การปรับเปลี่ยนการทำงานที่ทำให้เป็นระบบและมีบริการต่างๆ
เพิ่มมากขึ้น ส่วนปีนี้ ท้าทายมาก
เพราะมีผู้เข้ามาอยู่ในธุรกิจอี-คอมเมิร์ซมากขึ้น
IT Exclusive : ปัญหาเศรษฐกิจ
น้ำมันแพงและค่าเงินบาทจะมีผลต่อธุรกิจอี-คอมเมิร์ซหรือไม่?
ภาวุธ : ตลาดดอทคอมมองว่า
นี่เป็นวิกฤตที่เป็นโอกาส อย่างเว็บไซต์ www.thaisecondhand.com
ที่เกิดได้เพราะช่วงวิกฤต คือ ในตอนนั้น
คนเปิดท้ายขายของเต็มไปหมด เลยมองว่า
ทำไมไม่ลองเอาสินค้ามาขายบนเว็บไซต์ ในตอนนั้น
คนไม่มีเงินก็เลยเอาสินค้ามาขายบนเว็บไซต์ เพราะประหยัดเวลา
ต้นทุนไม่มีและไม่ต้องทำอะไร ดังนั้น ถ้าเกิดปัญหาเศรษฐกิจ
ผู้ประกอบการก็ต้องคิดว่า ทำอย่างไรจะลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้
หลังจากนั้น ก็ต้องมองหาทุกๆ ทาง
และเมื่อโทรทัศน์และวิทยุใช้ไม่ได้ก็ต้องหันมา ใช้อินเทอร์เน็ต
เพราะให้ความคุ้มค่ากว่า
IT Exclusive : มีการแบ่งเวลาดูแล
งานระหว่าง งานบริษัทและ งานสมาคมผู้ดูแลเว็บไทยอย่างไร?
ภาวุธ : ปี 2547 งานหนักมาก โดยงานสมาคมฯ
กินเวลาไปเกือบ 70 เปอร์เซ็น ของการทำงาน ทั้งหมด
เพราะต้องทำกิจกรรมหลายๆ อย่าง และเป็นคนสนุกกับการทำงานด้วย
ส่วนปีนี้ น้องๆ ในบริษัทบอกว่า ขอเถอะนะ คือ
พยายามให้อยู่ที่บริษัทมากขึ้น ดังนั้น ในปีนี้
จึงพยามลดงานสมาคมฯลงประกอบกับที่สมาคมฯ
ได้ผู้จัดการก็เลยช่วยแบ่งเบางานตรงนี้ได้ อย่างไรก็ตาม
การทำงานที่สมาคมฯจะเป็นลักษณะการตัดสินใจ ควบคุมและดูภาพรวม
โดยใช้เว็บไซต์เป็นเครื่องมือในการพูดคุยและโต้ตอบกัน ดังนั้น
เมื่ออยู่ที่บริษัทก็สามารถ ทำงานสมาคมฯไปพร้อมกันได้
ยกเว้นในกรณีที่ต้องออกไปพูดและแสดงความคิดเห็น ตามที่ต่างๆ
ส่วนเวลาเดินทางไปต่างจังหวัดก็สามารถ
สั่งงานกับลูกน้องผ่านอินเทอร์เน็ตได้
IT Exclusive : มีแนวคิดที่อยากฝากไปยังน้องๆ
ที่สนใจจะเป็นคนทำเว็บกลาง ซื้อขายอย่างไร?
ภาวุธ : การทำธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในขณะนี้ดี คือ ได้เงินแน่นอน
แต่ต้องดูด้วยว่า 1) สิ่งที่ทำถนัดหรือไม่ 2) ใช้อินเตอร์เน็ต
คุ้มค่าหรือไม่ เพราะเทคโนโลยีและอินเตอร์เน็ต
สามารถนำมาประยุกต์ใช้งานต่างๆ ได้ 3)
ต้องเปิดตัวเองหาทักษะใหม่ๆ ตลอดเวลา เช่น บางคนคิดว่า
ตัวเองทำเว็บเป็นก็คิดจะทำธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ เป็นต้น แต่จริงๆ
แล้วมันไม่ใช่
เพราะการทำธุรกิจอี-คอมเมิร์ซจะต้องมีความรู้เรื่องการตลาด
การขายและการติดต่องานต่างๆ นอกจากนี้
ถ้าเปิดบริษัทยังต้องมีทักษะด้านการบริหารคนอีกด้วย
การทำเว็บไซต์เป็น การเขียนโปรแกรมได้
เป็นเพียงองค์ประกอบเดียวของการทำธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ดังนั้น
ต้องเปิดตัวเองตลอดเวลา โดยเฉพาะความรู้ด้านการตลาดซึ่งเป็น
สิ่งสำคัญมาก เพราะบางคนทำเว็บไซต์สวยมาก ทำโปรแกรมดีมาก
แต่กลับไม่มีคนใช้เลย เพราะขายไม่เป็น
IT Exclusive :
อยากฝากอะไรถึงผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์บ้าง?
ภาวุธ : จริงๆ แล้ว
สำหรับคนไทยที่อ่านไทยรัฐในต่างประเทศก็สามารถทำธุรกิจอี-คอมเมิร์ซได้
เช่น เอาสินค้าที่เมืองไทยออกไปขาย เป็นต้น อย่าคิดว่า
ตัวเองเป็นเด็กทำธุรกิจ ทำอะไรไม่ได้ โดยพยายามเอาของไทย
เอาทรัพยากรไทยไปใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด
ส่วนกรณีที่เป็นคนอ่านไทยรัฐในประเทศ
ถ้าเกิดเป็นนักธุรกิจอยากให้เริ่มมองดูว่า การทำธุรกิจมัน
ไม่ได้อยู่แต่ในเมืองไทยแล้ว ดังนั้น
ต้องเริ่มเปลี่ยนมุมมองในการทำธุรกิจ ให้ออกสู่ตลาดโลก
โดยอินเตอร์เน็ตเป็นเครื่องมือที่ดีมากในการจะนำสินค้าออกสู่ตลาดโลก
เพราะในโลกอินเตอร์เน็ตคุณอยู่กับลูกค้าอีก 800 ล้านคน
ของคุณห่างกันแค่หนึ่งคลิกเท่านั้น คลิกเดียวเจอสินค้าคุณเลย
ถ้าลูกค้าตัดสินใจซื้อก็กดแค่คลิกเดียวเรียบร้อยแล้ว


|