
'อี-คอมเมิร์ซไทย' ยกเครื่อง ชุบชีวิตเถ้าแก่ดอทคอม
เอกรัตน์ สาธุธรรม
แม้วันนี้ ยังไม่มีตัวเลขที่แน่ชัดของมูลค่าตลาด 'อี-คอมเมิร์ซไทย'
แต่กูรูในวงการประเมินกันว่า น่าจะถึงระดับหลายหมื่นล้านบาท ที่สำคัญ
การรีเทิร์นอีกครั้ง ของการซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ต
ดูจะได้รับความสนใจไม่น้อย ยิ่งมีการก่อตั้งสมาคม
ผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย ยิ่งทำให้ทิศทางของอี-คอมเมิร์ซ
มีแววแห่งการเติบโต และน่าติดตามมากขึ้น สมาคมฯ นี้ตั้งโจทย์ไว้ว่า
'อี-คอมเมิร์ซ' จะเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ ของการเพิ่มมูลค่า
ให้กับเศรษฐกิจไทยได้ในอนาคต
'ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ'
ประธานสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย หรือเรียกให้กระชับว่า
'สมาคมผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซไทย' เล่าว่า การรวมตัวครั้งนี้ถือเป็น
'ก้าวสำคัญ' ของวงการธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ
ที่จะมีทิศทางการทำธุรกิจที่เป็นรูปธรรม และชัดเจนในรายละเอียดมากขึ้น
'ตอนนี้เรายื่นเรื่องตั้งเป็นสมาคมไปเรียบร้อย ภายในปีนี้ กิจกรรมหลักๆ
เราจะเน้นจัดสัมมนาเรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวกับการทำอี-คอมเมิร์ซให้กับสมาชิก
ที่มีอยู่กว่า 100 เวบ แล้วจะมีการประชุมใหญ่ประจำปีตอนต้นเดือนมกราคม
2549 สมาคมของเรามีที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญหลายท่าน
ไม่ว่าผู้เชี่ยวชาญจากเนคเทค จากกระทรวงไอซีที ผมเชื่อว่า อย่างน้อยสมาคมฯ
นี้น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของอี-คอมเมิร์ซไทย
หลังจากที่เราผ่านอะไรมาเยอะแล้ว'
ภาวุธ บอกว่า ปัญหาหลักๆ ของ 'อี-คอมเมิร์ซ' ไทยตอนนี้ไม่ใช่เรื่องที่
'จะขายสินค้า หรือบริการ' อะไรแล้ว แต่เป็นปัญหาเรื่อง
'กระบวนการให้บริการลูกค้า' ที่เข้ามาซื้อสินค้าในเวบไซต์มากกว่า เช่น
ปัญหาในเรื่องของการขนส่ง (โลจิสติกส์)
การจัดทำใบเสร็จรับเงินอิเล็กทรอนิกส์ (E-Invoice)
ปัญหาเรื่องการลดหย่อนภาษี ระบบสมาชิกต่างๆ
ซึ่งกำลังเป็นปัญหาใหญ่สำหรับผู้ประกอบการ
'ปัญหาตอนนี้ของผู้ประกอบการ
ก็จะเป็นเรื่องที่เราได้กำหนดเป็นเรื่องเร่งด่วน
ที่ต้องหามาตรการมาช่วยสมาชิก ก็จะมีเรื่องของ โลจิสติกส์ เรื่องนี้จริงๆ
เราอยากให้สมาคมฯ เป็นโลจิสติกส์ ฮับ (Logistic Hub)
ให้กับผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซ ด้วยกันเองไปเลย
แล้วก็จะเร่งผลักดันในเรื่อง E-Invoice
และการลดหย่อนภาษีจากการค้าอี-คอมเมิร์ซ'
ภาวุธ บอกว่า การรวมตัวครั้งนี้ น่าจะเป็นโอกาสที่ดี
เพราะที่ผ่านมาความเคลื่อนไหวของ 'อี-คอมเมิร์ซ'
จะมาจากทางภาครัฐเสียส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง อี-ออคชั่น หรือ
อี-โพรเคียวเม้นท์ แต่ครั้งนี้ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่ออกมาจากฝั่งเอกชน
ถือว่า เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการทำให้ 'อี-คอมเมิร์ซ'
กลายเป็นหนึ่งยุทธศาสตร์ของการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจไทยได้อีกทางหนึ่ง
'ตอนนี้ถือว่า มีการผลักดันอี-คอมเมิร์ซทั้งฟากของภาครัฐ และเอกชนไปพร้อมๆ
กัน ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งที่เข้ามาช่วยเสริมกันและกันได้มากขึ้น'
ภาวุธ บอกว่า สมาคมฯ นี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งที่แตกไลน์ออกมาจาก
สมาคมผู้ดูแลเวบไทย ซึ่งถือเป็นภาพใหญ่ของวงการเวบไซต์
เป็นจุดหนึ่งที่ทำให้เห็นว่า วงการนี้กำลังขยายตัวมากขึ้นตามลำดับ
เพราะยังมีการแบ่งเป็นคลัสเตอร์ย่อยๆ ลงลึกไปแต่ละกลุ่มมากขึ้นไปอีก เช่น
กลุ่มที่ทำเวบค้าขายในลักษณะบีทูบี (Business to Business)
ค้าขายในลักษณะบีทูซี (Business to customer) เวบไซต์ด้านโอเพ่นซอร์ส
เป็นต้น
'ช่วงปีแรกของการตั้งสมาคมฯ
ผมอยากให้มีการรวมสมาชิกที่ทำธุรกิจด้านอี-คอมเมิร์ซให้มากที่สุดเข้ามาร่วม
กันก่อน เพราะที่ผ่านมาไม่มีการรวมตัวกัน แล้วบางทีเกิดปัญหา
การแก้ไขก็ไปคนละทาง แต่เมื่อรวมตัวกันเราจะได้ทราบถึงปัญหาของแต่ละเวบ
และเก็บข้อคิด ปัญหาของแต่ละคนไว้เพื่อสรุปเป็นเรื่องราว ทำเป็น knowledge
base ขึ้นมา
หลังจากนั้นเราถึงเข้าไปคุยกับทางภาครัฐในเรื่องความร่วมมือที่จะก่อประโยชน
์ให้กับสมาชิกของเรา'
ภาวุธ บอกว่า ช่วงนี้ อี-คอมเมิร์ซไทย คึกคักมากขึ้น เพราะ 2
ปีที่ผ่านมามี 'ผู้นำ' ที่เข้ามาทำธุรกิจนี้และประสบความสำเร็จ
เลยมีคนเข้ามาทำตาม ประกอบกับเทคโนโลยีมันเอื้อไปหมด
ไม่ว่าจะเป็นบรอดแบนด์ เครื่องมือในการจ่ายเงิน หรือการชอปปิง มีความ
'ง่ายขึ้น' มาก
'อย่างเวบท่องเที่ยว ก็ฮิตมากช่วงนี้ ขายแพ็คเกจทัวร์ต่างๆ ขายดีมาก
หรือมีเวบไซต์ขายของแปลกๆ แต่ถูกกฎหมายมากขึ้น
อย่างเวบไซต์ขายถุงยางอนามัย เวบพวกแฟชั่นต่างๆ ขายเสื้อผ้า
เครื่องสำอางต่างๆ กลายเป็นเวบที่ได้รับความนิยมมาก
และก็ต้องไม่ปฏิเสธด้วยว่า
คนทำงานส่วนใหญ่ปัจจุบันใช้เวลาอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์มากกว่า
หน้าจอทีวี ดังนั้นเป็นเรื่องที่ง่ายมากที่จะคลิกแล้วซื้อสินค้าบนเวบต่างๆ
'
ภาวุธ บอกว่า แค่เปิดเวบไซต์แล้วขายสินค้า หรือบริการได้สัก 2 ชิ้น
ก็ถือว่าคุ้มแล้ว แทบไม่จำเป็นต้องอาศัยโฆษณาออนไลน์
หรือแบนเนอร์เหมือนในอดีตด้วยซ้ำ
'ผมว่าตัวเลขอี-คอมเมิร์ซไทยมันเยอะกว่าอดีตนะ เป็นหลักหลายหมื่นล้าน
อี-คอมเมิร์ซมันกินความหมายกว้างมาก การดาวน์โหลดคอนเทนท์ต่างๆ
ในเวบที่เปิดกันมากมายตอนนี้ ก็ถือว่าเป็นอี-คอมเมิร์ซแล้ว '
ประธานสมาคมฯ บอกด้วยว่า ปัจจุบัน เวบไซต์อี-คอมเมิร์ซ
มีการพัฒนารูปแบบไปมากกว่าในอดีต
มีการนำเทคนิควิธีเข้ามาทำให้เวบเป็นที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการนำ
'เสิร์ชเอ็นจิ้น มาร์เก็ตติ้ง' เข้ามาใช้ การนำวิธีการจ่ายเงินลักษณะ
M-Payment ต่างๆ เข้ามาสร้างความสะดวกให้ลูกค้า
ดังนั้น จึงไม่แปลกที่นับจากนี้ต่อไป 'อี-คอมเมิร์ซ'
ไทยจะไม่มีก้าวเดินที่เตาะแตะอีกแล้ว แต่จะเป็นการก้าวไปอย่างมั่นใจ
และน่าติดตาม
ภาวุธ บอกด้วยว่า ภารกิจของสมาคมฯ ยังสามารถกำหนดทิศทาง
และหาแนวทางความร่วมมือระหว่างเอกชนและภาครัฐ เพื่อเสนอและกำหนดเป็นนโยบาย
พัฒนาผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซไทยให้มีศักยภาพในการแข่งขันกับต่างประเทศได้
ด้วย
'สมาคมจะเป็นเหมือนศูนย์รวมองค์ความรู้ด้านอี-คอมเมิร์ซให้ผู้ประกอบการไทย
การสร้างมาตรฐานอี-คอมเมิร์ซ ของผู้ประกอบการไทย
(ความน่าเชื่อถือ,จรรยาบรรณ)
ทั้งยังเป็นองค์กรกลางที่จะติดต่อสื่อสารกับองค์กรอี-คอมเมิร์ซกับต่างประเท
ศ ที่สำคัญเป็นการสร้างอำนาจต่อรอง ผลักดัน กับองค์กรอื่นๆได้'
สำหรับผู้ที่สนใจเป็นสมาชิกของสมาคมอี-คอมเมิร์ซไทยนี้
รูปแบบของสมาชิกจะมีทั้งหมด 4 ประเภทคือ 1.สมาชิกกิตติมศักดิ์
เป็นสมาชิกที่สร้างคุณประโยชน์ให้กับชมรม โดยเป็นไปตามความเห็นของสมาชิก
2.สมาชิกสามัญ ต้องเป็นผู้ประกอบการด้านอี-คอมเมิร์ซ
(ผู้ให้บริการ,ซื้อ-ขาย แลกเปลี่ยนทางอินเทอร์เน็ตไม่ขัดต่อศีลธรรม
จริยธรรมตามเกณฑ์ของสภาวิชาชีพเวบไทยและกฎหมาย)
ที่มีการจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือทะเบียนการค้า
3.สมาชิกวิสามัญ สำหรับคนทั่วไปที่สนใจ หรือเวบไซต์ ที่ไม่ใช่การค้า
4.สมาชิกนักเรียน นักศึกษา ที่สนใจทำธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ
-----------ล้อมกรอบ----------------
'สิงคโปร์' แชมป์อี-คอมเมิร์ซเอเชีย
สำนักข่าวดีพีเอ รายงานว่า 'สิงคโปร์'
ติดอันดับสุดยอดประเทศที่มีการซื้อขายออนไลน์มากที่สุดในแถบเอเชีย
รองจากไต้หวัน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น เชื่อเหตุจากประชากรมีเน็ตใช้มากขึ้น
ผลสำรวจโดยบริษัทวิจัยเอซี นีลเส็น จากผู้ตอบแบบสอบถาม 21,100 คน ใน 38
ประเทศทั่วโลก พบว่า 8 ใน 10
ของประชากรสิงคโปร์มีการซื้อขายสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ต
นำห่างจากประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย
ที่มีเปอร์เซ็นต์ซื้อขายออนไลน์ทิ้งห่าง 57%, 44% และ 30% ตามลำดับ
แต่ทั้งนี้ก็ยังเป็นรองจากไต้หวัน, เกาหลี
และญี่ปุ่นที่มีแต้มนำห่างจากสิงคโปร์เพียง 9 ใน 10 คนเท่านั้น
นายอัสฮอค ชาราน กรรมการผู้จัดการบริษัทเอซี นีลเส็น ในสิงคโปร์กล่าวว่า
จากสัดส่วนการมีอินเทอร์เน็ตใช้ในครัวเรือนของสิงคโปร์ถึง 60%
เป็นปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้ทั้งผู้ผลิต และผู้ให้บริการต่างๆ
หันมาสนใจทำธุรกิจผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตกันมากขึ้น
โดยสินค้าที่มีการซื้อขายกันผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตพบว่ามีหลากหลาย
เช่น จีนนิยมซื้อหนังสือ ไทยนิยมซื้อแผ่นดีวีดี ญี่ปุ่นนิยมซื้อของชำ
และเกาหลีใต้นิยมซื้อประเภทเครื่องสำอาง
ขณะที่ชาวสิงคโปร์นิยมซื้อสินค้าออนไลน์ประมาณ 6 ไอเทมต่อเดือน
โดยในจำนวนนี้มีการซื้อตั๋วเครื่องบินมากที่สุด และราว 1 ใน 3
นิยมจองตั๋วเครื่องบินผ่านทางอินเทอร์เน็ต
ส่วนสหรัฐอเมริกาอยู่ในอันดับ 17 ระดับเดียวกับแคนาดา เดนมาร์ก
และนอร์เวย์ แต่อันดับต้นของโลกตกเป็นของประเทศเยอรมนี, ออสเตรีย
และบริเตนที่มียอดใช้บริการซื้อขายออนไลน์สูงเกือบ 100%
ทั้งนี้ เมื่อคิดเป็นเปอร์เซ็นต์รวมทั่วโลกจะมีผู้ใช้บริการซื้อขายแบบออนไลน์เกือบ 620 ล้านคน หรือประมาณ 10% ของประชากรทั่วโลก
|