|

การบริโภคข่าวสารจากจอโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ และนิตยสารต่างๆ
ดูจะล่าสมัยไปแล้วในยุคสังคมข่าวสารไร้พรมแดนเช่นทุกวันนี้
แม้การใช้อินเทอร์เน็ตจะยังไม่แพร่หลายเข้าถึงทุกครัวเรือน
แต่การรับรู้ข่าวสารจากเว็บไซต์ที่ให้บริการข่าว
ก็กำลังกลายเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในหมู่ชาวสังคมไซเบอร์
เหตุผลของความนิยมในการบริโภคข่าวสารจากอินเทอร์เน็ต นอกจากความสะดวกรวดเร็ว
เพราะไม่ต้องเสียเวลาลุกจากเก้าอี้ไปหาซื้อหนังสือพิมพ์ ดูทีวี
หรือฟังวิทยุแล้ว ยังบริโภคได้ฟรีไม่เสียงสตางค์ เนื่องจากเว็บไซต์ข่าวในเมืองไทย
ยังเป็นการให้บริการฟรีเสียส่วนใหญ่
"ของฟรี ไม่ใช่ของดีเสมอไป" เป็นวลีเด็ดที่ใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย
แม้แต่ในกรณีนี้ก็เช่นเดียวกัน เพราะคงไม่มีใครคัดค้านว่า
เว็บไซต์ที่ให้บริการข่าวสารในเมืองไทยยังล้าหลังต่างประเทศอยู่มาก
วันนี้ IT Digest จึงนำมุมมองของผู้บริโภคข่าวสารจากสาขาอาชีพต่างๆมานำเสนอ
เพื่อเป็นแนวทางในการนำไปสู่การพัฒนาเว็บไซต์ข่าวไทย ให้สอดรับกับความต้องการของผู้บริโภคต่อไป
นายศุภศักดิ์ กุลวงศ์อนันชัย นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เจ้าของแชมป์จากเวทีการแข่งขันพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์แห่งประเทศไทย
(NSC 2003) ประเภทโปรแกรมเพื่องานการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ระดับนักศึกษา เปิดเผยว่า นักศึกษาที่เข้าไปอ่านข่าวในเว็บไซต์ข่าว
มักจะเลือกอ่านข่าวเหตุการณ์สำคัญๆ ที่เป็นข่าวเด่นประจำวัน
หรือเฉพาะเรื่องที่สนใจก่อน แต่ถ้าเป็นข่าวทั่วๆไป ส่วนใหญ่จะดูจากโทรทัศน์เป็นหลัก
อย่างไรก็ดี หากต้องการหาข้อมูลเพื่อไปประกอบการทำรายงาน การเข้าเว็บไซต์ข่าวย่อมดีกว่า
เพราะสามารถดึงเนื้อหาและภาพข่าวไปใช้งานได้ทันที
นายศุภศักดิ์ กล่าวอีกว่า เว็บไซต์ข่าวมีข้อได้เปรียบสื่ออื่นๆหลายด้าน
เช่น นำเสนอได้ทั้งภาพและเสียง และสามารถสร้างปฏิสัมพันธ์ (interactive)
กับผู้เข้าชมเว็บไซต์ได้ แต่เท่าที่เห็นยังไม่ค่อยมีให้เห็นมากนัก
สำหรับข้อควรปรับปรุงของเว็บไซต์ข่าวไทย คือ เนื้อหาข่าวจะต้องเข้มข้นไม่แพ้สื่อประเภทอื่น
และควรจะทำให้เว็บไซต์เข้าชมได้เร็วขึ้น เพราะหลายเว็บยังเปิดเข้าไปชมได้ช้ามาก
ทำให้น่าเบื่อหากต้องดาวน์โหลดนานๆ
"เว็บไซต์ข่าวจำนวนมากยังขาดการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ทำให้ไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร
อย่างหนังสือพิมพ์ไทยรัฐมีเว็บไซต์ของตนเอง ก็ควรใช่สื่อสิ่งพิมพ์ซึ่งขายดีอยู่แล้ว
ในการโปรโมทเว็บไซต์เพื่อให้ทุกคนรู้จักมากขึ้น" นายศุภศักดิ์
กล่าว
นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตลาดดอทคอม
จำกัด ผู้ดูแลเว็บ www.thaisecondhand.com
และ www.tarad.com
กล่าวถึงเว็บไซต์ข่าวออนไลน์ว่า ตนเป็นผู้หนึ่งที่ใช้บริการเว็บไซต์ข่าวอยู่เสมอ
เนื่องจากสภาพงานที่ต้องอยู่กับอินเทอร์เน็ตตลอดเวลาทำให้สะดวกที่จะใช้บริการ
โดยส่วนตัวนอกจากจะอ่านข่าวเองแล้ว บางครั้งยังสำเนาข่าวที่น่าสนใจส่งอี-เมล์ต่อให้พนักงานได้อ่านด้วย
ในด้านเนื้อหาข่าวบนเว็บไซต์ นายภาวุธ ยอมรับว่า มีน้ำหนักขึ้น
และมีการอัพเดทรวดเร็วกว่าเมื่อก่อน แต่ก็ยังไม่มีการนำเสนอข่าวสำคัญ
แบบเจาะลึกเฉพาะเรื่อง เหมือนเว็บข่าวซีเอ็นเอ็นให้เห็นมากนัก
และยังมีเนื้อหาข่าวไม่ครบถ้วน เหมือนกับว่าตัดเนื้อหามานำเสนอบนเว็บไซต์เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น
นายภาวุธ เชื่อว่า ปัจจุบันมีผู้ใช้บริการเว็บไซต์ข่าวมากขึ้น
ซึ่งจำนวนของคนกลุ่มนี้แปรผันตามจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ต
แต่ก็ยังมีจำนวนไม่มากนัก สังเกตจากกรณีที่มีสถานการณ์สำคัญๆ
เกิดขึ้นในประเทศไทย
เว็บไซต์ข่าวก็ยังสามารถรองรับปริมาณผู้เข้าชมได้อย่างไม่มีปัญหา
ขณะที่เมื่อเทียบกับต่างประเทศแล้วเว็บไซต์ข่าวบางแห่งอาจจะถึงกับล่มไปเลย
เพราะเซิร์ฟเวอร์รับปริมาณผู้เข้าเยี่ยมชมไม่ไหว
"โดยส่วนตัวแล้ว
อยากให้เกิดกรณีนี้ในประเทศไทยบ้าง
เพราะถ้าเว็บไซต์ข่าวใดล่มแสดงว่ามีคนสนใจอ่านข่าวจากเว็บมาก
และผู้บริหารจะได้ให้ความสำคัญกับงานข่าวบนเว็บไซต์มากขึ้น
เพราะเว็บไซต์ข่าวส่วนใหญ่ของไทยยังเป็นเว็บไซต์ข่าวของสำนักข่าวต้นสังกัด
ซึ่งยังยึดติดกันอย่างเหนียวแน่น" นายภาวุธกล่าว
อย่างไรก็ตาม ยังมีเว็บไซต์ข่าวอีกประเภทหนึ่ง คือ เว็บไซต์ข่าวเฉพาะด้าน
ซึ่งนายภาวุธแสดงความคิดเห็นว่า เป็นการดีที่มีเว็บไซต์ข่าวประเภทนี้
แต่กลุ่มผู้อ่านก็จะจำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มที่สนใจในเรื่องนั้นๆ
แต่ที่เห็นส่วนใหญ่แล้วยังคงเป็นการแปลข่าวจากต่างประเทศมากกว่า
กรรมการผู้จัดการบริษัท ตลาดดอทคอม กล่าวต่อว่า อยากเห็นเว็บไซต์ข่าวของไทยใช้ประโยชน์จากศักยภาพ
ของเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตให้มากกว่านี้ ส่วนใหญ่ที่นำเสนอยังอยู่ในรูปแบบตัวหนังสือและภาพนิ่งเท่านั้น
ขณะที่ด้วยตัวเทคโนโลยีแล้วสามารถทำได้มากกว่านั้น อยากเห็นเว็บไซต์ข่าวของไทยมีการรายงานแบบเป็นปัจจุบัน
(Real Time) ด้วยรูปแบบมัลติมีเดีย มีทั้งภาพ เสียง ภาพเคลื่อนไหว
สามารถค้นหาข่าวย้อนหลังได้นานๆ หรือมีข่าวที่สัมพันธ์กันนำเสนอต่อท้าย
ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ทำได้ในอินเทอร์เน็ต
นายนิมิตร หมดราคี ประธาน บริษัท 124 คอมมูนิเคชั่นส์ จำกัด
กล่าวว่า เว็บไซต์ข่าวในปัจจุบันเข้มแข็งและรวดเร็วขึ้นมาก
อีกทั้งยังมีเนื้อหาน่าสนใจมากขึ้นด้วย
โดยเฉพาะข่าวที่เป็นเรื่องเด่นประเด็นร้อนในแต่ละช่วงเวลานั้น
มีการนำเสนอได้ทันสถานการณ์และต่อเนื่อง
เพราะข่าวบนหน้าเว็บไซต์สามารถนำเสนอขึ้นได้ทันที
ไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการพิมพ์เช่นสื่อสิ่งพิมพ์
ที่สำคัญเว็บไซต์ข่าวยังเป็นส่วนสำคัญทำให้ข่าวสารกระจายไปได้เป็นวงกว้าง
เพราะผู้ที่สนใจในข่าวใดข่าวหนึ่งก็สามารถส่งต่อข่าวนั้นไปให้ผู้อื่นได้
แต่ก็มีข้อเสียเรื่องเดียวกันนี้คือข้อมูลข่าวจะบิดเบือนได้ง่าย
และข้อมูลที่บิดเบือนนี้จะเผยแพร่ไปได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน
นายนิมิตร กล่าวด้วยว่า เว็บไซต์ข่าวยังมีข้อได้เปรียบที่ทำให้น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือ
การที่มีพื้นที่ให้ผู้อ่านสามารถเสนอความคิดเห็น (Comment)
ที่มีต่อข้อข่าวนั้นๆ ได้ เพราะเป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐานที่ประชาชนพึงมี
แต่เรื่องนี้ผู้ดูแลเว็บต้องให้ความสำคัญและตรวจสอบเป็นพิเศษด้วย
เพื่อไม่ให้มีการใช้พื้นที่ในส่วนนั้นบิดเบือนไปจากวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
"โดยส่วนตัวนั้น ใช้บริการจากเว็บไซต์ข่าวค่อนข้างบ่อย
เพราะต้องเดินทางไปต่างประเทศอยู่เสมอๆ ก็จะติดตามข่าวในเมืองไทยจากเว็บไซต์ข่าวต่างๆ
โดยส่วนใหญ่แล้วจะอ่านข่าวในหน้าแรกของเว็บไซต์ข่าว ก่อนเป็นอันดับแรกว่ามีเรื่องราวอะไรบ้างในวันนั้น
ส่วนที่อยากให้เว็บไซต์ข่าวของไทยมีการปรับปรุงนั้นคือในเรื่องของเนื้อหา
ที่อยากให้เป็นข่าวในเชิงวิเคราะห์หรือมีบทวิเคราะห์มากกว่านี้
ซึ่งผู้ให้บริการเว็บไซต์ข่าวอาจต้องทำงานหนักขึ้น แต่ก็ไม่จำเป็นต้องให้เป็นบริการฟรี
อาจจะคิดค่าบริการก็ได้" นายนิมิตร กล่าว
ด้านนายประสงค์ รุ่งสมัยทอง ผู้จัดการทั่วไป บริษัท สามารถ
อินโฟ มีเดีย จำกัด กล่าวว่า ในวันทำงาน การอ่านข่าวจากเว็บไซต์ช่วยให้สะดวกขึ้น
เพราะไม่ค่อยมีเวลาอ่านหนังสือพิมพ์หรือดูโทรทัศน์ แต่ถ้าเป็นวันหยุดก็มักจะอ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์เป็นหลัก
อย่างไรก็ดี เว็บไซต์ข่าวในเมืองไทยมีการพัฒนาขึ้นมาก จะเห็นได้จากเว็บไซต์ของข่าวทีวีบางช่อง
จะมีการนำเสนอข่าวสารแบบมัลติมีเดีย เช่น เนชั่น แชนนัล ที่เพิ่งย้ายจากการออกอากาศทางยูบีซีไปอยู่ทีทีวี
ก็หันมาใช้เว็บไซต์ในการถ่ายทอดข่าวมากขึ้น
นายประสงค์ เสนอแนะว่า อยากเห็นเว็บไซต์ข่าวของสื่อหนังสือพิมพ์ต่างๆ
มีการพัฒนาใช้สื่อมัลติมีเดียเช่นเดียวกับสื่อโทรทัศน์ ไม่ใช่ทำขึ้นเพียงเพื่อรองรับสื่อหลักเพียงอย่างเดียว
ถ้าให้ดีควรแยกเนื้อหาให้แตกต่างกันไปเลย นอกจากนี้น่าจะมีบริการ
มาย เมนู (my menu) สำหรับผู้อ่านแต่ละคนที่มีความสนใจแตกต่างกัน
เพื่อให้ผู้อ่านสามารถเข้าไปอ่านข่าวที่ตนเองสนใจได้ทันทีจากมาย
เมนู
ถึงเวลาแล้วที่เว็บไซต์ข่าวในเมืองไทยจะต้องลุกขึ้นมาปลดปล่อยแนวคิดเดิมๆ
เกี่ยวกับการเป็นเพียงสื่อเสริมที่จัดทำขึ้นเสริมภาพพจน์ให้กับองค์กร
เพื่อให้เว็บไซต์ข่าวเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้บริโภคข่าวสารอย่างแท้จริง
แม้วันนี้เว็บไซต์ข่าวจะดูมีภาษีขึ้นในมุมมองของผู้อ่านทั่วไป
แต่ถ้ายังคงย่ำอยู่กับที่ หรือซอยเท้าถี่ๆ ค่อยๆ เดินไป อีก
10 หรือ 20 ปี ก็คงตามไม่ทันเว็บไซต์ข่าวระดับโลกอย่างบีบีซี
หรือ ซีเอ็นเอ็น
หากเป็นเช่นนั้น วันใดที่อินเทอร์เน็ตแพร่หลายเข้าถึงทุกครัวเรือน
แต่คนไทยยังคงกางหนังสือพิมพ์อ่านข่าวกันอย่างขะมักเขม้น ก็คงเป็นภาพที่ตลกดีพิลึกในสายตาชาวโลก
|