เทคนิคการกดแนะนำเพื่อนทีละเยอะๆ ใน Facebook

 หลายครั้งที่คุณอยากจะส่งอะไรดีๆ ให้เพื่อนของคุณ แต่พบว่า Facebook อนุญาติให้คุณเลือกเพื่อนได้ทีละคน ในส่วนที่แสดงรายชื่อเพื่อนขึ้น โดยเราต้องกดไปเรื่อยๆ หากเรามีเพื่อนอยุ่ซัก 500 คน คงนั่งกดกันเงกเลย วันนี้ผมมีเทคนิคที่คุณสามารถกดเลือกเพื่อนทั้งหมด เลยภายในคลิกเดียว วิธีการง่ายๆ เพียงแค่คุณใช้ Google Chrome แล้วลง Extension "Facebook Invite All"  เพียงแค่นี้ คุณก็จะสามารถเลือกเพื่อนๆ ทั้งหมดของคุณใน Facebook ได้เพียงคลิกเดียวครับ (ให้คลิกที่ "toggle all" ปุ่มนี้จะโผล่ขึ้นมาหลังคุณลงตัว Extension ตัวนี้ไปแล้วครับ)

 

รู้จักการขายสินค้าผ่านโซเชี่ยลคอมเมิรซ์ (Social Commerce) – Social Commerce คืออะไร?

วันที่ 28 ธค 2010 ที่ผ่านมาผมได้ลองจัดงานสัมมนาง่ายๆ กันเองๆ เป็นงานไว้ "ปล่อยของ" และความรู้ที่ได้ศึกษามา ในชื่องาน Marketing Byte Forum โดยหัวข้อที่ผมยกมาพูดคือ "Social Commerce" หรือ การค้าบนโซเชียลมีเดีย Social Commerce คือ "การขายสินค้าโดยอาศัยมวลขนและสังคมเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความยากและการซื้อเกิดขึ้น ผ่านเทคโนโลยีของโซเชียลเน็ตเวิรก์ (Social Network)" ที่ทำให้คนสามารถสื่อสารกับเพื่อนๆ และคนรอบข้างของตัวเองได้ง่ายมากขึ้น มันได้สร้างรูปแบบการปฏิสัมพันธ์ (Engagement) รูปแบบใหม่ ที่ทำให้เกิดการโน้มน้าว ชักชวน คนจำนวนมากได้ง่ายๆ ผ่านบริการอย่าง Facebook หรือ Twitter รวมถึงการเกิดโมเดลธุรกิจรูปแบบใหม่อย่าง "การค้าทางสังคมออนไลน์ (Social Commerce)" ทีมีรูปแบบโมเดลทางธุรกิจอย่าง "ร่วมกันซื้อ (Group Buying)"

 

ตัวอย่างๆ Social Commerce คือ เว็บไซต์  Groupon.com เว็บไซต์ที่มีส่วนลดร้านค้าต่างๆ ในราคาพิเศษ ที่กระตุ้นให้คนที่ซื้อส่วนลดนี้ ชักชวน หรือบอกต่อเพื่อนๆ ผ่านทางโซเชี่ยลเน็ตเวิรก์ เพื่อให้ได้ส่วนลดและราคาพิเศษ โดยโมเดลธุรกิจแบบนี้ทำให้ร้านอาหารหรือร้านค้าบางร้านสามารถได้ลูกค้านับพันๆ คนเพียงใช้เวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง ทำให้ร้านค้าต่าง พอใจในการนำธุรกิจไปโปรโมทผ่านเว็บไซต์ Groupon และทาง Groupon เองก็ได้ส่วนแบ่งรายได้ เป็นจำนวนที่สูงมากเลยทีเดียว 

 

ผมคงไม่เขียนอธิบายมาก (หากมีเวลาจะมาเขียนอธิบายครับ) แต่น้อง @icez ได้ถ่ายทอดสดงานวันนั้นเอาไว้ครับ และสามารถดูสิ่งที่ผมพูดในวันนั้นได้ครับ รวมถึง Slide ที่ผมพูดในวันนั้นครับ 

 

 

What’s Social Commerce

ขอบคุณทุกคนที่มาร่วมงานวันนี้นะครับ (ชาวทวิตเตอร์ทั้งน้นเลยครับ)
 

รู้จัก Social Communications and Collaboration Social Analytics

 ผมได้รับเชิญไปพูดในงานสัมมนาหัวข้อ "Social Communications and Collaboration Social Analytics : What does it mean?" จากทาง Software Park ในเดือน ธันวาคม 2010 โดย – มีผม (ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ) – คุณนภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์ – ดร.ประสบโชค ประมงกิจ – อ.กำพล ศรธนะรัตน์ – ว่าที่ร้อยตรี พรพรหม อธีตน้นท์ บนเวทีครับ ลองมาดูกันว่าพวกเราคุยอะไรกันบ้าง


ตอนที่ 1

 


ตอนที่ 2

ตอนที่ 3

อันดับคนไทยที่มีคนตาม (Follower) ทวิตเตอร์สูงสุด

 ลองมาดูคนไทยทีมี Follower เยอะๆ ผมเน้นคนที่เยอะมากเกินแสนละกันนะครับ ผมลองจัดอันดับดูง่ายๆ แต่อาจจะไม่ได้อัพเดทบ่อยๆ ลองดูตัวเลขข้างหลังเอาละกันนะครับ ใครเจอคนไหนเยอะกว่านี้ก็บอกมากันได้นะครับ ที่ http://twitter.com/pawoot

  Name User Follower
1 นิชคุณ 2PM @khunnie0624
2 วู๊ดดี้ @Woodytalk
3 นายก อภิสิทธิ์ @pm_abhisit
4 อดีตนายก ทักษิณ @thaksinlive
5 ท่าน ว.วชิรเมธี @vajiramedhi
6 คุณสุทธิชัย หยุ่น @suthichai
7 กาละแมร์ @kalamare
8 พอลล่า @paulataylor
9 เจ เจตริน @jjetrin
  …….  …..  …….
โหล่ ภาวุธ (ป้อม) @pawoot

 ดูอันดับทั้งจริงๆ ได้ที่ http://www.lab.in.th/thaitrend/rank-follower.php
(
อันนี้ผมทำเอาไว้ รอระบบจัดอันดับของ Thaitrend ขึ้น)

 

7 เทคนิคทำให้เพิ่มสมาชิก (Like) ใน Facebook ด้วยการโฆษณา

ตอนนี้หลายๆ คนกำลังเป็นบ้าเป็นหลังกับการเพิ่มจำนวน Like หรือจำนวนสมาชิกในหน้า (Pages) ของคุณใน Facebook  วันนี้ผมมีเทคนิคการเพิ่มคน Likes  หรือสมาชิกใน facebook ให้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วปู๊ดๆ เลยครับ แต่วิธีผมวันนี้อาจจะต้องใช้เงินในการลงโฆษณาหน่อยนะครับ แต่ถามว่าถ้าจะเสียเงินในการลงโฆษณาเพื่อเพิ่ม สมาชิกใน Page แล้วเราต้องรู้ทิปและเทคนิคในการลงโฆษณาและการเตรียมตัวเองให้ดีที่สุด มาดูกันเลยครับ

 

เปลี่ยน URL ของ Facebook ให้สั้นลงทำได้ทั้งส่วนตัวและเพจ (Page)

หลายคนที่มี Facebook แล้วอยากจะมีชื่อ Facebook ของตัวเองที่จำง่ายๆ ที่สามารถทำได้ทั้ง หน้าส่วนตัว (Profile) หรือ หน้าเพจ (Pages) แต่วิธีการตั้งชื่อหน้าของตัวเองได้ คุณต้องมีคน ชอบ (like) หรือ อยู่ในเน็ตเวิรก์ของคุณ เกิน 100 คนขึ้นไปครับ ถึงจะได้ทำได้ครับ วิธีการง่ายๆ  ทำตามวิธีนี้ 

Facebook strategy

พอดีได้ไปร่วมงาน Web Wednesday งานรวมตัวของคนโฆษณาออนไลน์เมื่อวันพุธที่ 28 ที่ผ่านมาได้มีการรวบรวมประเด็นดีๆ จากเคสที่มาเล่าประสบการณ์และความสำเร็จให้ฟังในงานครับ

KBANK – http://www.facebook.com/KBankLive – 49,904 fans
แนวทางการทำ Social Network :
– หาแนวทางของตัวเองให้เจอ ที่ต้องไม่เหมือนใคร
– เข้าถึงลูกค้า เป็นเพื่อนลูกค้า พูดเรื่องที่เกี่ยวกับลูกค้า
– บอกโปรโมชั่น – เน้นตอบคำถามลูกค้า
– ทำกิจกรรมสม่ำเสมอ เช่น Tag รูป ง่ายๆ เน้นสร้างให้คนใน fanpage ให้รู้จักกัน
– ตั้งเป้าหมายว่าลูกค้า KBANK มีทั้งหมดกี่คน และตั้ง target x% ของลูกค้าทั้งหมด (เปิดแผยเป้าไม่ได้)
– มีการวางแผน ดำเนินตามแผน วัดผล และปรับปรุงอยู่เสมอ

===================================================================

DTAC – http://www.facebook.com/dtacinternet – 21,166 fans
Concept :
– Curator พูดภาษาคนธรรมดา
– Underdog สบายๆ เป็นคนธรรมดาติดดิน ไม่ใช่คนรวย
– Organic content พูดเรื่องธรรมดาทั่วไป
– Content Content Content
– เน้น Content อัพเดทบ่อย และเข้าถึงกลุ่มเพื่อน

Content :

  1. พูดในเรื่องที่คนธรรมดาพูด ไม่จำกัดหัวข้อ     (เวลาเค้าคุยใน facebook เค้าจะคิดว่า Mr.D กำลังจีบผู้หญิงอยู่คนนึง แล้วจะหาคำพูดอะไรมาพูดกับผู้หญิงคนนั้น ให้เค้าสนใจและคุยกับเราทุกวัน)
  2. เป็นผู้ฟังที่ดี พูดคุยกับลูกค้า
  3. ไปนู่นไปนี่ กิจกรรมอะไรที่ไหน ไปไหนมาก็มาเล่าให้ฟัง อัพเดทนู่นนี่ เช่น งาน commart งานคอนเสิร์ต ฯลฯ
  4. คนใน dtac ช่วยขยาย link กันเอง เน้นให้พนักงานเข้ามาช่วยกัน like และ suggest friends
  5. กิจกรรมแจกของทุกเดือน ทำ tag เยอะๆ และพา fan ไปเจอกันในกิจกรรม offline ที่ DTAC ไป sponsor

Remark :

  1. ไม่ตอบคำถามเรื่องปัญหาใน Facebook แต่จะสร้างเว็บเฉพาะที่มีคนมาตอบตลอด เวลาคนถาม ให้ส่งคนไป link นั้น เพื่อใน facebook จะได้มีแต่ content ดีๆ และคนคุณภาพ ไม่มีพูดคุยปัญหา ตอนแรกๆ มีคนพูดปัญหาเยอะ พอแยกเว็บไป คนก็พูดเรื่องปัญหาใน facebook น้อยลง
  2. แต่ถ้ามีปัญหา ปัญหาจะถูกส่งให้คนที่เกี่ยวข้องทุกแผนกใน DTAC ให้ช่วยเข้ามาตอบ

 

 

เจาะใจลูกค้าให้สุดซึ้ง…ด้วยเว็บบอร์ดผสานโซเชียลมีเดีย

 หลักในการทำการเว็บไซต์ให้ประสบความสำเร็จ ให้มีคนเข้ามาที่เว็บไซต์เราเยอะ จริงๆ แล้วจะประกอบไปด้วย 6C ด้วยกัน แต่ C ที่ผมจะเน้นมากๆ และเป็นพื้นฐานของความสำเร็จคือ 1. C-Content หรือ ข้อมูลต่างๆ ในเว็บไซต์ ซึ่งหากเว็บเรามีข้อมูลเยอะมากพอ ก็จะเป็นตัวที่ดึงดูดให้คนเข้ามาอ่านและเนื้อหาในเว็บไซต์ของเรา จนถึงกับมีบางคนบอกว่า "Content is The King" เลยทีเดียว แต่จริงๆ แล้วอีก C นึงที่สำคัญคือ 2. C-Community หรือสังคม วันนี้ผมมีตัวอย่างของการสร้างสังคมออนไลน์ จากเว็บบอร์ดและต่อยอดไปยัง Social Network ได้อย่างน่าสนใจเลยทีเดียว ลองมาดูกันครับ


หน้าเว็บของ MunkongGadget.com

ปลุกเว็บไซต์องค์กร ผสานโซเชียลมีเดียให้สร้างรายได้ไหลมาเทมา.!

   เมื่อคุณอยากจะซื้อสินค้าหรือบริการอะไรซักอย่าง.! หลายครั้งคุณมักจะเลือกเข้าไปหาข้อมูลจากหลายแหล่งที่มาเพื่อประกอบการตัดสินใจใช่ไหมครับ? และแน่นอนส่วนใหญ่คุณก็มักจะนึกถึง “เว็บไซต์ของเจ้าของสินค้า (Brand Site)” เป็นเว็บไซต์แรกๆ ที่จะเข้าไปค้นหาข้อมูล เช่น ผมอยากซื้อโทรศัพท์มือถือของ HTC ผมก็จะเข้าเว็บของ HTC ก่อนเป็นเว็บแรกๆ  เพราะคาดว่าจะได้รับข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าที่ถูกต้อง เชื่อถือได้ จากผู้ขายโดยตรง ซึ่งส่วนใหญ่ (ส่วนใหญ่น่ะ) เว็บไซต์ของสินค้า-บริการหรือขององค์กรต่างๆ มักให้ความสำคัญกับการให้ข้อมูลสินค้าและบริการเพียงอย่างเดียว แต่ไม่สามารถทำให้ลูกค้าสามารถสั่งซื้อสินค้าได้ทันที พูดง่ายๆ คือเป็นเว็บไซต์ในรูปแบบเว็บแค็ตตาล๊อก (Catalogue) มากกว่าที่จะเป็นขายสินค้าเต็มรูปแบบ (E-Commerce) ด้วยเหตุผลหลายๆ อย่าง เช่น องค์กรยังไม่มีความพร้อมในการขายสินค้าผ่านเว็บไซต์ หรือบางครั้งองค์กรบางแห่งก็ไม่สามารถขายสินค้าได้โดยตรง เพราะอาจจะไปขายแข่งกับตัวแทนจำหน่ายของตัวเอง ที่มีอยู่ทั่วประเทศ แต่คุณเชื่อไหมว่าเรามีหลายวิธีการที่จะสามารถทำให้เว็บไซต์ของเราสามารถขายสินค้าในรูปแบบวิธีต่างๆ เราลองมาดูกัน

 

เมื่อแบรนด์ และหมาพูดได้ใน Social Media..!

นักการตลาดหลายคนมักจะมองและเปรียบเทียบว่า แบรนด์ หรือยี่ห้อ ของคุณหากเปรียบเป็น "คน" จะเป็นคนลักษณะไหน? เป็นผู้ชายหรือผู้หญิง เป็นเด็กๆ หรือเป็นคนแก่ เป็นคนกระฉับกระเฉง หรือเป็นคนมั่นใจ เป็นคนที่เข้าอกเข้าใจคน หรือเป็นคนที่สนใจสังคม? ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่หลายนักการตลาดพยายามสร้างให้คนที่เป็นลูกค้า รับรู้และรู้สึก ว่าแบรนด์ของสินค้าจะเป็นแบบไหน? ซึ่งส่วนใหญ่ การที่จะทำให้ลูกค้าของคุณรับรู้ หรือ รู้สึกได้ว่า แบรนด์ของคุณ เป็นอย่างที่คุณได้วางแผนเอาไว้ มันต้องอาศัย การสื่อสาร (Communication) และการทำให้ลูกค้ามีส่วนร่วม (Engagment) หรือประสบการณ์ (Experience)  ร่วมกับแบรนด์ของคุณ ซึ่งมีวิธีมากมายหลายวิธีที่จะทำให้ลูกค้ารับรู้ "ตัวตน (identity)" ของแบรนด์ของคุณได้ แต่มันจะดีไหมหนอ? หากแบรนด์ของคุณ วันนี้จะสามารถลุกขึ้นมาพูดคุยกับลูกค้าของคุณได้อย่างตรงไปตรงมา?

เมื่อเราก้าวเข้าสู่โลกของโซเชี่ยลมีเดีย ซึ่งเป็นรูปแบบการสื่อสารที่เปิดกว้างอย่างมาก ทำให้เราและเพื่อนของเราสามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างอิสระเสรี ภายใต้ "ความสัมพันธ์ (Relation)" ที่เชื่อมโยงผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ต และเมื่อมันพัฒนาไปอย่างมาก เริ่มมีนักการตลาดและธุรกิจหลายธุรกิจเริ่มนำ Social Media เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างแบรนด์ โดยเริ่มนำธุรกิจ สินค้า หรือแบรนด์มาสร้างตัวตนอยู่ในโลกของ Social Media และเริ่มการสื่อสารตรงไปยังกลุ่มลูกค้าของตน ด้วยรูปแบบและลักษณะของแบรนด์ของตนเอง ยกตัวอย่างเช่น DTAC เปิดให้บริการ @DTAC_feelgoood ผ่านทาง twitter และพูดคุยสื่อสารกับลูกค้า โดยส่วนตัวที่ผมได้พูดคุยและสัมผัสจากการที่ @DTAC_feelgoood สื่อสารกับลูกค้าผ่านทาง Twitter ทำให้ผมมีความรู้สึกว่า @DTAC_feelgoood เป็นผู้หญิงน่ารักคนหนึ่ง ที่มีความห่วงใย ความจริงใจ ซึ่งมันสอดคล้องกับแบรนด์ของ DTAC แต่มันเจ๋งกว่านั้นคือ ผมสามารถพูดคุยกับ DTAC ได้ง่ายๆ โดยเพียงแค่พิมพ์ข้อความผ่าน Twitter ไปหา @DTAC_feelgoood เพียงซักพักก็จะมีการตอบกลับมา เพียงแค่นี้ผมก็สามารถ "พูดคุยกับแบรนด์ได้แล้ว" นี้คือตัวอย่างหนึ่งที่ ทำให้เราได้เห็นว่า การเข้านำแบรนด์เข้ามาสู่ในโลกของ Social Media เป็นการสื่อสารแบบสองทาง (2 way Communication) ทำให้เราแบรนด์สามารถโต้ตอบ พูดคุยกับคนได้อย่างง่ายๆ ตามรูปแบบและลักษณะตัวตอนของแบรนด์แต่ละแบรนด์

การตลาดออนไลน์กับร้านก๋วยเตี๋ยว.. ไม่น่าเชื่อ! แต่ก็เป็นไปได้

วันนี้ผมมีตัวอย่างสุดยอดผู้ประกอบการ SME ที่มีการใช้อินเทอร์เน็ต โซเชียลเน็ตเวิรก์และการตลาดเต็มรูปแบบ เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำธุรกิจ ให้สามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วจากเดิมยอดขายวันละไม่กี่พันมาเป็นวันนึงหลายหมื่นบาทภายในเวลาไม่ถึง 2 ปี ธุรกิจนี้เป็นธุรกิจที่ถ้าเรียกกันง่ายๆ เป็นธุรกิจร้านอาหารที่สามารถเรียกได้ว่า ธรรมดาๆ ทั่วๆ ไป แต่ต้องนับถือความ "มีกึ๋น" ของเจ้าของร้าน ซึ่งเป็นหนุ่มๆใหม่ไฟแรงอายุไม่ถึง 30 แต่สามารถบริหารธุรกิจให้เติบโตได้ขนาดนี้ แหมเกริ่นขนานแล้วก็ชักจะสนแล้วสิ… มาดูกัน

 

เจ๊กเม็งมาแล้วจ้า….

ธุรกิจที่ผมจะแนะนำวันนี้คือ "ร้านก๋วยเตี๋ยว เจ๊กเม็ง" ซึ่งเป็นร้านอาหารเก่าแก่ในเมืองเพชรบุรี มีมานานเกือบ 50 ปี มีก๋วยเตี๋ยวและมีอาหารหลายอย่างมากมาย อยู่ถนนหน้าถนนเขาวัง ไปง่ายมากๆ (แผนที่)  ส่วนตัวผมรู้จักร้านเจ๊กเม็งนี้จาก Twitter โดยในเดือนมีนาคม ผมเห็นพี่ชาล๊อต โทณวณิก (@charlot2000) ส่ง Twitter มาบอกว่า ได้ไปก๋วยเตี๋ยวร้านนี้ และเป็นร้านที่มีการนำเอาสื่อออนไลน์ทุกรูปแบบมาใช้ในการโปรโมทร้านค้า ผมเห็นก็เกิดความสนใจ ที่ธุรกิจร้านอาหารสามารถนำ Internet และ Social Network มาใช้กับธุรกิจได้ด้วย โดยสิ่งที่ร้านนี้ได้มีการเอาสื่อออนไลน์มาใช้ได้แก่ เว็บไซต์ www.jekmeng-noodle.com, facebook, hi5, msn, blackberry, QR-Code เห็นสื่อทางออนไลน์ที่ผมบอกว่า เห็นได้เลยว่า ร้านนี้ "ไม่ธรรมดา" เลยใช่ไหมครับ 

 ช่องทางการให้บริการของร้านก๋วยเตี๋ยวเจ๊กเม็ง 

Twitter อาวุธของนักข่าวสายพันธุ์ใหม่

เหตุการณ์เมษาเลือดที่ผ่านมา แทบจะบอกได้เลยว่า เป็นเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของวงการข่าวเมืองไทยเลยทีเดียว เพราะการรับรู้ข่าวสารจาก "สื่อเดิม" ดูจะเป็นช่องทางที่ "ช้าและไม่ทันใจ" ของกลุ่มคนที่รับข่าวสาร และในขณะเดียวกันก็กลายเป็นช่องทางใหม่ของ "สื่อและนักข่าว" ที่ใช้เป็นช่องทางการสื่อสาร "ทางตรง" ไปยังกลุ่มคนรับสื่อได้ทันที ผ่านทาง "สื่อใหม่ (New Media) อย่าง Social Network" โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริการอย่าง ทวิตเตอร์ (Twitter) ต้องถือว่าเป็นช่องทางที่ร้อนแรง และมีข้อมูลหลั่งไหลเข้ามา แบบวินาที ต่อวินาทีเลยทีเดียว

จากเหตุการณ์ในคืนวันเกิดเหตุการปะทะกันของ กลุ่ม นปช. และ เจ้าหน้าที่ทหาร หากเป็นเมื่อก่อน เราคงจะต้องรอนักข่าวถ่ายทอด หรือส่งข่าวเข้ามาในรายการข่าวทางทีวีหรือวิทยุ โดยส่วนใหญ่จะเป็นการสื่อสารทาง "เสียง" หรือ "ภาพ" ซะส่วนใหญ่ และการออกแต่ละครั้งก็ต้องรอ "จังหวะและโอกาสของรายการทีวี หรือวิทยุในช่วงนั้นๆ ด้วย" ซึ่งด้วยเหตุผลเหล่านี้ทำให้ ข่าวกว่าจะมาถึงผู้รับก็ดูจะช้าและใช้เวลาเลยทีเดียว

จะใช้ Facebook หรือ Twitter ดีว้า?

หลายๆ คนมักจะถามผมว่า ระหว่าง Facebook กับ Twitter เค้าควรจะใช้ Social Network ตัวไหนดี? ในการใช้เป็นเครื่องมือสื่อสาร หรือเข้าถึงกลุ่มเพื่อนๆ และสังคมใหม่ จากประสบการณ์ที่ผ่านมา จะเห็นว่าคนส่วนใหญ่ จะนิยมใช้ Facebook มากกว่า Twitter โดยตัวเลขปัจจุบัน มีคนไทยใช้ Facebook ประมาณ 2,597,440 คน (อ้างอิงจาก Facebook.com) และคนไทยใช้ Twitter ประมาณ 90,096 คน (อ้างอิงจาก www.lab.in.th/thaitrend ณ. วันที่ 9 เมษายน 2510) คำถามง่ายๆ ที่หลายๆ คนถามผมคือ แล้วไอ้เจ้า Facebook มันต่างจาก Twitter ยังไง (วะ)?

เจาะลึกคนไทยใช้ Twitter

ณ.ปัจจุบันยังไม่มีใครสามารถบอกได้ว่า "คนไทยใช้ Twitter มีทั้งหมดกี่คน?" แต่ตอนนี้เริ่มมีการลองสำรวจกันอย่างคร่าวกันอยู่ โดนเรียกว่า "Thailand Trending" หรืออันดับเด่นประเทศไทย จากการสำรวจจากการตรวจสอบการส่งข้อมูลของคนไทยผ่าน Twitter ที่มีการส่งข้อมูลหลายหมื่นแสนข้อความ ซึ่งการสำรวจข้อความเหล่านี้ ทำให้เราสามารถ ตรวจสอบ และสามารถรู้แนวโน้มอะไรได้หลายๆ อย่างการจากพูดคุยของคนไทยที่ใช้ Twitter โดยข้อมูลทั้งหมดนี้จะถูกนำมาวิเคราะห์ ตลอดวัน เดือน ปี ว่าแนวโน้มเป็นอย่างไรบ้าง?

แนวคิดโครงการเริ่มจากที่ทวิตเตอร์เปิดให้บริการ Local Trending ซึ่งแน่นอนว่า … ไม่มีภาษาไทย และปริมาณทวีตภาษาไทยไม่ได้เยอะมากจนถึงขั้นทำให้ติดอันดับ ข้อความอินเทรนด์ระดับโลก (Global Trending) ได้ง่ายนัก (แต่ประเทศเราก็เคยติดกับคำว่า #WeLoveKing เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2552 ที่ผ่านมานี้เอง) ดังนั้นก็ต้องมีการลงพัฒนาอะไรบางอย่างซักหน่อยเพื่อให้สามารถเข้าถึงข้อมูลของ Twitter โดยการใช้ระบบเชื่อมต่อ (API) ของ Twitter เองซึ่งหลังจากได้มีการจับข้อมูลและตรวจสอบ พบว่ามีข้อมูลหลายๆ อย่างน่าสนใจมาก เราลองมาดูกัน

 

วิเคราะห์พฤติกรรมคนไทยใช้ Twitter 

    เว็บไซต์ที่ผมพูดถึงที่ได้มีการทดลองเก็บข้อมูลของคนไทยที่ใช้ Twitter คือ http://www.lab.in.th/thaitrend ซึ่งจากการสำรวจพบว่า มีคนไทยที่ใช้ twitter ประมาณ  กว่า 73,387 คน (จากการเก็บข้อมูลตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2553 สำหรับตัวเลขล่าสุด ดูได้ที่เว็บไซต์) ดังน้ันแนวโน้มคนไทยที่ Twitter อาจจะใช้ตัวเลขนี้อ้างอิงได้ เพราะที่ผ่านมายังไม่เคยใครค้นคว้าอย่างจริงๆ จังอย่างเว็บไซต์นี้เลย 

และเรายังสามารถเห็นได้อีกด้วยว่า มีคนพูดถึงเรื่องอะไรเยอะสุดบ้างในแต่ละวัน อาทิตย์ และเดือน โดยระบบจะจับจาก แฮชแท็ก (Hash Tag) หรือข้อความที่มีเครื่องหมาย # นำหน้า เชนในช่วงนี้ แท็กคำว่า #WeLoveThai มีการพูดถึงอันดับ 1


ตัวเลขของคนไทยพูดถึง #WeLoveThai ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา
 

และนอกจากนี้ยังสามารถตรวจสอบได้อีกว่า ใครเป็นคนที่อ้างอิง (mention) หรือพูดถึงมากที่สุดในแต่ละวัน อาทิตย์ เดือน โดยในวันนี้ คุณสุทธิชัย หยุ่น (@Suthichai) ได้เป็นอันดับ 1 และส่วนสุดท้ายที่ระบบนี้สามารถตรวจได้คือ คำหรือวลี (vowel) ที่มีการพูดถึงมากที่สุดใน Twitter ของคนไทย ซึ่งอันดับ 1 วันนี้ได้แก่ "เสื้อแดง" และอันดับ 2 ได้แก่ "เหวง"


สถิติต่างของคนไทยที่ใช้ Twitter

นี้คือข้อมูลบางส่วนที่เราสามารถทราบได้ทันที จากคนไทยทั่วโลกที่ใช้ Twitter เพราะระบบนี้ได้ถูกออกแบบไว้ให้จับจากคนที่ส่งข้อความ "ภาษาไทย" เท่านั้นใน Twitter ระบบถึงจะทำการตรวจสอบและนำมาทำเป็นรายการให้ดู ซึ่งต้องบอกได้เลยว่า ข้อมูลเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงรายวัน และข้อมูลจะสอนคล้องกับพฤติกรรมของคนไทยในขณะนั้นๆ ว่าคนไทยส่วนใหญ่ "กำลังพูดถึงอะไร?" อะไรคือแนวโน้มเด่นของคนไทยในตอนนี้  

 

อ่านมาถึงตรงนี้เราได้อะไร? 

         การที่เราสามารถวิเคราะห์ การพุดคุยของคนไทยที่ใช้ Twitter ทำให้เราสามารถทราบถึงข้อมูลหลายๆ อย่างที่น่าสนใจ หากนำไปใช้กับการตลาด เราก็จะสามารถวิเคราะห์ได้ว่า สินค้าและบริการอะไร ที่กำลังอยู่ในเทรน (Trend) ที่หลายๆ คนพูดถึงกันอยู่ และยังสามารถศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคได้ไม่ยากเลย แต่จุดที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ บริการเหล่านี้เรามักจะเห็น ตามเว็บของต่างประเทศเต็มไปหมด แต่การที่เมืองไทยเริ่มมีบริการลักษณะแบบนี้เกิดขึ้น นั้นหมายถึงเป็นการเริ่มต้นการพัฒนาระบบเว็บไซต์ไทย ในการเข้าถึงและวิเคราะห์ข้อมุลของคนไทยด้วยกันเอง ในบริการของเว็บไซต์ต่างประเทศ ซึ่งตอนนี้หลายๆ เว็บไซต์ก็เริ่ม "เปิดช่องทาง" ในนักพัฒนาสามารถเข้าถึง และนำข้อมูลต่างๆ ไปใช้ได้ ซึ่งถือว่าเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นการเริ่มต้นที่ดี และน่าจะจุดประกายใหักับนักพัฒนาในเมืองไทยได้เกิดมุมมองใหม่ๆ ในการพัฒนาเว็บไซต์ในเมืองไทยให้ดียิ่งขึ้น….อ่านมาถึงตรงนี้ หากคุณสนใจ ก็ลองเข้าไปดูได้ครับตามเว็บที่ผมแนะนำมาเบื้องต้นครับ

 

มาทำ Twitter Wall กันเถอะ….

 หากคุณอยากจะรู้ว่า ตอนนี้มีใครในโลกนี้พุดถึง Tag หรือ Keywords ที่เกี่ยวกับ สินค้าหรือแบรนด์ของคุณใน Twitter วิธีการง่ายๆ ก็คือการใช้ Twitter Wall ซึ่งก็คือการฉายหรือแสดง ข้อความที่คน Tweet คำพูดที่คุณต้องการจากคนทั่วโลก  โดยวิธีการนี้มักนิยมในงานต่างๆ เช่นงานสัมมนา, งานที่คนเยอะๆ โดยจะมีการแสดงจอใหญ่ๆ อีกจอที่ขึ้น Twitter Wall ขึ้นมา เช่นผมจัดงานเกี่ยวกับ สัมมนาของ TARAD.com ผมก็อยากให้คนในงาน ที่มางาน หรือพูดถึงงานนี้ใส่ Tag #TARAD เข้าไป ดังน้นพอ ใครก็ตามในโลกนี้ พิมพ์คำว่า #TARAD ข้อความก็จะขึ้นในหน้าจอนี้ ซึ่งจะเป็นอีกวิธีที่คนในงาน สามารถสื่อสาร หรือพูดคุยในเรื่องเดียวกันได้ง่ายๆ โดยใช้ twitter เป็นเครื่อง และใช้ Tag หรือ Keyword เป็นตัวจับ ซึ่งวิธีการตอนนี้ก็มีง่ายๆ ครับ ลองไปใช้กันได้ฟรีๆ ได้เลยครับ เข้าไปใช้ได้กับเว็บต่างๆ เหล่านี้ได้เลย

 

%d bloggers like this: