ปัจจุบันหลายๆ ธุรกิจทั่วโลก ได้หันมาใช้ Social Media กับธุรกิจมากขึ้น รวมถึงในประเทศไทยก็เริ่มมีหลายๆ ธุรกิจหันมาใช้กันมากขึ้นเช่นกัน โดยเป็นการใช้ผ่าน Social Media ดังๆ หลายๆ อย่างเช่น Facebook, Twitter, Youtube, Instagram เป็นต้น ซึ่งผมเห็นว่าหลายๆ แห่งใช้แล้วได้ผลจริงๆ แต่บางแห่งก็นำไปใช้แบบผิดๆ ใช้ตามกระแสมากกว่า และไม่ได้ผลลัพย์ออกมาดีเท่าที่ควร ซึ่งการจะวัดผลว่า Social Media ว่ามันเวิรก์และทำให้ธุรกิจของคุณก้าวหน้านั้นมันมีวิธีครับ วันนี้ผมจะมาแนะนำครับ
ในโลกของการตลาดออนไลน์ และโซเชี่ยลมีเดียหมุนเร็วมากมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกๆวัน บางเทคโนโลยีที่เกิดใหม่อาจจะเปลี่ยนพฤติกรรมคนไทยไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจจะทำให้กลยุทธ์และการตลาดแบบดั่งเดิมไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป เรามาดูเทรนด์ของโซเชี่ยลมีเดียที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทยในปี 2013 ว่าจะมีอะไรบ้าง และคุณจะเตรียมรับมือกับสิ่งเหล่านี้อย่างไรผมมีคำแนะนำในแต่ละข้อให้คุณด้วยล่ะ
ปัจจุบัน Youtube.com กลายเป็นช่องทางในการรับข่าวสารของคนสมัยใหม่ไปเรียบร้อยแล้วครับ ไม่ว่าจะเป็น ติดตามข่าวสาร ดูละคร (ย้อนหลัง) หรือแม้แต่ฟังเพลง ดูมิวสิควีดีโอ ติดตามดาราหรือนักร้องที่เราชื่นชอบ ต้องยอมรับว่า Youtube นั้นเป็นช่องทางที่มีศักยภาพมากจริงๆ ในการเข้าถึงกลุ่มคนทั่วโลก ทำให้หลายๆ ธุรกิจ เริ่มหันมาใช้ Youtube เป็นเครื่องมือทางการตลาด ในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพและ “ฟรี” ครับ แต่เนื่องจากช่วงนี้ มีข่าวเกี่ยวกับค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ GMM Grammy ได้มีนโยบายถอดมิวสิควีดีโอ ออกจาก Youtube.com โดยเห็นว่าเป็นช่องทางที่ทำให้เกิดการละเมิดลิขสิทธิ์ (เพราะคนสามารถแปลงไฟล์วีดีโอเป็นไฟล์ MP3) และขัดต่อการสร้างรายได้ของบริษัท ทางผมและทีมงาน ZocialRank.com จึงได้สรุปข้อมูลอันดับของมิวสิควิดีโอใน Youtube ของประเทศไทยว่าตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง
คุณชอบถ่ายรูปไหม? เดียวนี้ใครๆ ก็หันมาใช้มือถือถ่ายภาพกันเต็มไปหมด และหลายคนบอกว่า ถ้าจะถ่ายภาพให้สนุก ต้องถ่ายและแบ่งปันคนอื่นๆ ให้มาเห็นกันเยอะๆ โดยตอนนี้แอพอย่าง อินสตาแกรม (instagram) กลายเป็นแอพที่คนนิยมใช้ถ่ายภาพกันมากที่สุดแอพนึงในมือถือและถือว่าเป็นโซเชี่ยลเน็ตเวิร์กรูปแบบหนึ่งที่ใช้รูปภาพเป็นตัวเล่าเรื่องราว โดยมีคนไทยกว่า 2 แสน 5 หมื่นคนใช้แอพนี้ และมีคนถ่ายภาพผ่านอินสตาแกรมในไทยมากถึงวันละประมาณ 5 แสนภาพต่อวันเลยทีเดียว ทำให้ตอนนี้หลายคนติดอินสตาแกรมงอมแงม และเริ่มใช้แอพนี้เป็นช่องทางการสื่อสาร ติดต่อกับเพื่อนๆ หรือติดตามดารา เซเลปดังๆ ว่าวันนึงเค้าทำอะไรอยุ่บ้าง แต่มันจะดีไหมหนอหากเราสามารถนำอินสตาแกรมมาประยุกต์ใช้กับการตลาด โปรโมทหรือเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจของคุณ วันนี้เรามาดูเรื่องนี้กันครับ
ปัจจุบันเรามีคนไทยที่ใช้อินสตาแกรมกันมากขึ้นทุกๆ วันเพราะด้วยจำนวนสมารท์โฟนที่เติบโตมากขึ้น และการใช้งาน 3G เติบโตขั้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้หลายคนหันมาใช้แอพอินสตาแกรมกันทั้งวัน (จำนวนคนไทยใช้อินสตาแกรม 252,668 คน ณ.วันที่ 22 พค. 2555 ข้อมูลจาก ZocialRank.com ) ทำให้มีหลายๆ แบรนด์และธุรกิจเริ่มหันมาใช้อินสตาแกรมเป็นช่องทางในการทำการตลาดเข้าถึงคนจำนวนมากๆกัน โดยเรามาดูหลักการและแนวทางกันครับ
ต้องยอมรับว่าการสื่อสารคือสิ่งที่สำคัญมากที่สุดในการใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่น รวมถึงกับการทำงาน "ยิ่งสื่อสารกันมาก ยิ่งเข้าใจกันมากขึ้น" แต่เราจะทำอย่างไรที่จะทำให้ประสิทธิภาพของการสื่อสารของเรา ครอบครัว ทีม และองค์กร ของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้น วันนี้เราอยู่ในยุคของการสื่อสาร เทคโนโลยีต่างๆ เริ่มเข้ามาบทบาทกันมากขึ้น ตอนนี้มีแอ็พพิลเคชั่นหลากหลายและบริการหลายๆ ทั้งในคอมพิวเตอร์และมือถือ ที่คุณสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างไม่ยากเลย มาดูกันว่ามันช่วยอะไรได้บ้าง และมีอะไรที่คุณสามารถนำไปใช้ได้
อะไรคือ "ข้อความด่วน"
การส่งข้อความด่วน (IM - Instant Messaging) คือการส่งข้อความสั้นๆ ผ่านทางแอ็พพิลเคชั่นที่หลากหลาย และช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นทางคอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์มือถือ ที่ทำให้คุณและเพื่อนๆ ของคุณสามารถสื่อสารกันได้ผ่านตัวหนังสือเป็นหลัก นอกจากนี้ยังสามารถส่งภาพ เสียง หรือไฟล์ต่างๆ ได้
ทางเว็บไซต์ ZocialRank.com เว็บไซต์จัดอันดับการใช้โซเชี่ยลเน็ตเวิรก์ของประเทศไทย ประกาศผล 10 อันดับสูงสุดของแบรนด์และธุรกิจของประเทศไทย ในโซเชี่ยลเน็ตเวิรก์ โดยอันดับ 1. ได้แก่ค่ายหนัง GTH 2. ค่ายหนังเครือเมเจอร์ซินิเพล็กซ์ 3. ค่ายหนัง เอสเอฟซินิม่า 4. กลุ่มบริษัท โออิชิ และ 5. เครื่องดื่มเป็ปซี่ เห็นได้ชัดว่าจากผลของอันดับ กลุ่มธุรกิจค่ายหนัง ถือเป็นกลุ่มที่มีการใช้กลยุทธ์และการตลาดผ่านทางโซเชี่ยลเน็ตเวิรก์มากที่สุด โดยทั้ง 1-3 อันดับล้วนเป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับภาพยนต์ทั้งสิ้น เห็นได้ชัดว่าในปี 2011 ที่ผ่าน เป็นปีที่เริ่มมีหลายธุรกิจและแบรนด์ของไทย เข้ามาใช้โซเชี่ยลเน็ตเวิกร์อย่าง Facebook หรือ Twitter เป็นเครื่องมือในการเข้าถึงคนไทยมากขึ้น โดยในปี 2011 ประเทศไทยมีคนใช้ Facebook สูงถึง 13 ล้านคน หรือคิดเป็น 20% ของประชากรไทยทั้งประเทศ มากเป็นอันดับ 16 ของโลกนี้ ซึ่งแนวโน้มการใช้โซเชี่ยลเน็ตเวิรก์ในปี 2012 จะมีการเปลี่ยนแปลงไป เพราะเริ่มมีบริการโซเชี่ยลเน็ตเวิรก์ใหม่ๆ เกิดขึ้น อีกทั้งการบริการเหล่านี้เริ่มขยายเข้าไปยังบนโทรศัพท์มือถือ ซึ่งการเปิดให้บริการ 3G อย่างเต็มที่ในประเทศไทย จะเป็นตัวกระตุ้นให้คนไทยหันมาใช้โซเชี่ยลเน็ตเวิรก์มากขึ้นอย่างมากในปีหน้า
วิธีการวัดผลของการจัดอันดับ
เนื่องจากโซเชี่ยลเน็ตเวิรก์ที่คนไทยนิยมมากที่สุดในปี 2011 ได้แก่ Facebook และ Twitter เราจึงได้ทำการวัดผลด้วยวิธีการ นำตัวเลขของจำนวนคน “ชอบ (Likes)” และจำนวน “คนตาม (Follower)” ของธุรกิจและแบรนด์ต่างๆ ของประเทศไทย ที่จัดอันดับอยู่ในเว็บไซต์ www.ZocialRank.com มารวมกัน โดยเก็บข้อมูล ณ.เดือน ธันวาคม 2011 เพราะตัวเลขทั้งสองตัวถือเป็นตัวชี้วัดให้เห็นถึง จำนวนคนที่สนใจและติดตาม แบรนด์และธุรกิจผ่านทางโซเชี่ยลเน็ตเวิรก์ และยังสะท้อนถึงการ ใช้กลยุทธ์และกิจกรรมทางการตลาดผ่านทางช่องทางนี้อีกด้วย
** หมายเหตุ : การจัดอันดับครั้งนี้ เป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้น จากทีมงานของ ZocialRank.com เป็นการวัดผลตามแนวความคิดของทีมงาน โดยหลักการในการจัดอันดับ ได้มาจากข้อมูลที่เก็บได้จริง จากแหล่งข้อมูลต่างๆ ในโซเชี่ยลเน็ตเวิรก์ เพื่อต้องการให้เกิดการกระตุ้นและการนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับธุรกิจและประเทศ
ต้องยอมรับว่าเดียวนี้หลายๆ ธุรกิจเริ่มมีการใช้โซเชี่ยลมีเดีย มาเป็นเครื่องมือในการทำการตลาด การติดต่อสื่อสารกับลูกค้าของตัวเอง รวมถึงมีการสร้างกลยุทธในการดึงลูกค้าให้เข้ามาเป็นสมาชิกผ่านช่องทางโซเชี่ยลมีเดียมากขึ้น ทั้ง Facebook และ Twitter หลายธุรกิจประสบความสำเร็จมากในการใช้ช่องทางนี้ ยกตัวอย่างเช่น Facebook ของคุณตัน อิชิตัน ตอนนี้มีสมาชิกทะลุ 1 ล้านคนไปแล้ว นั้นหมายถึงการสื่อสาร การพูดคุยกับคน 1 ล้านจะเป็นเรื่องที่ง่ายๆ และทำได้ทันที ฟรีอีกต่างหาก ดังนั้นตอนนี้จึงมีคนและธุรกิจไทยเข้าไปสร้างหน้าใน Facebook (Facebook Pages) มากกว่า 3 หมื่นแห่งแล้ว เราจึงสามารถวิเคราะห์ กลยุทธการตลาด การสื่อสารของธุรกิจและแบรนด์ต่างๆ รวมถึงคุณแข่งของธุรกิจคุณได้ผ่านช่องทางนี้ วิธีการง่ายๆ ทำได้ไม่ยากเพียงแค่เข้าไปที่ ZocialRank.com ครับ
เว็บ www.ZocialRank.com เป็นเว็บไซต์ที่รวมรวมข้อมูลการใช้งานโซเชียลมีเดียของเมืองไทย ทั้ง Facebook และ Twitter มีการจัดอันดับของธุรกิจและแบรนด์ว่าใครเป็นอันดับที่ 1 ในการใช้โซเชี่ยลมีเดียในการสื่อสารกับลูกค้า อีกทั้งคุณยังสามารถวิเคราะห์ลงลึกไปแต่หน้า Facbook ของแบรนด์หรือธุรกิจที่คุณสนใจในเมืองไทย ว่าเค้ามีกลยุทธและเทคนิคอย่างไร และทำอะไรบ้าง รวมถึงยังเปรียบเทียบกับ Facbook ของคุณได้ทันที ลองมาดูกันลึกๆ กันว่าเว็บนี้บอกอะไรคุณได้บ้าง
ช่วงเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมประเทศไทยในเดือน ตุลาคม 2545 นี้พบว่ากระทบกับคนไทยหลายๆ ทั้งเกือบครึ่งประเทศ และสิ่งที่น่าสนใจมากๆ คือ การสื่อสารของคนไทยเริ่มเปลี่ยนไป จากเดิมคอยแต่รับฟังข่าวสารผ่านทางทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์ แต่หลังจากเมื่อเราเริ่มมี Social Network มันเริ่มกลายเป็นช่องทางในการสื่อสาร เวลาเกิดเหตุการณ์สำคัญๆ เกิดขึ้น เพราะผู้คนต่างต้องการข้อมูลข่าวสารที่ "เร็ว" ตามทันเหตุการณ์ จะให้ไปนั่งรอฟังข่าวจากทีวีหรือวิทยุก็อาจจะไม่ได้มานั่งเฝ้าสื่อพวกนี้กันทั้งวัน ดังนั้นการติดตามข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็วทันทีที่ข่าวหรือเหตุการณ์เกิดขึ้น ช่องทาง Social Network จึงเป็นช่องทางที่คนไทยเริ่มหันไปใช้ และสื่อสารผ่านช่องทางนี้กันมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะยิ่งความไม่่ตรงไปตรงมาของ รัฐบาลในการให้ข้อมูลทำให้การรับข้อมูลทางออนไลน์ ยิ่งได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ผมเฝ้าสังเกตุจำนวนคนไทย ที่ส่งข้อความผ่านทวิตเตอร์ พบว่าก่อนหน้าเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม คนไทยมีคนส่งข้อความผ่านทางทวิตเตอร์เฉลี่ยวันละ 1.5 ล้านข้อความ แต่ในภายหลังเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม พบว่าจำนวนคนไทยส่งข้อความผ่านทางทวิตเตอร์เพิ่มขึ้นเป็น 2.2 ล้านข้อความ หรือเพิ่มถึง 47% จากช่วงเวลาปกติภายในไม่กี่วัน นับว่าเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นที่รวดเร็วมาก ส่วนตัวผมเองใช้การค้นหาผ่านทางทวิตเตอร์เพื่อตรวจสอบดูว่า พื้นที่ในกรุงเทพที่ผมสนใจดูว่าน้ำท่วมแล้วหรือยัง จากการพูดคุยของคุณในทวิตเตอร์ ซึ่งเราจะได้ข้อมูลที่รวดเร็วกว่า เว็บไซต์ หนังสือพิมพ์ วิทยุ หรือ แม้แต่การค้นหาผ่าน กูเกิ้ลซึ่งส่วนใหญ่ข้อมูลจากกูเกิ้ลจะใช้เวลาหลายชั่วโมงหรือเป็นวันๆ เพื่อเก็บมูลจากเว็บต่างๆ เข้ามาในระบนให้คนค้นหาได้ นั้นหมายถึงข้อมูลน้นล้าหลังไปแล้ว ดังนั้นการค้นหาข้อมูลผ่านโซเชี่ยลเน็ตเวิรก์ เป็นการหาข้อมูลรวดเร็วยิ่งการวิธีการใดๆ เพราะเป็นการค้นหาแบบทันที (Real Time) ผ่านการพูดคุยและข้อมูลของคุณที่สื่อสารกัน ทำให้เราสามารถทราบถึงข้อมูลเหล่านั้นได้ทันที ภายในหลังจากเหตุการณ์ต่างๆ ได้เกิดขึ้นไปเพียงไม่กี่นาที แต่ก็ต้องใช้วิจารณญานให้มากๆ ในการรับ บอกต่อด้วย เพราะมันเป็นสื่อที่มีข่าวลือเกิดขึ้นได้มากมายเช่นเดียวกัน
ช่วงนี้เหตุการณ์น้ำท่วมรุนแรงมาก สำหรับคนไทย แต่สิ่งหนึ่งทีน่าสนใจคือ ข้อมูลต่างๆ ที่จำเป็นต่อการศึกษาและตรวจสอบดูว่า เหตุการณ์น้ำท่วมเป็นอย่างไรบ้าง จะกระทบกับคุณหรือบ้านคุณไหม ลองมาดูกันครับ ผมรวบรวมเอาไว้ เพื่อให้คุณเข้ามาดูได้ง่ายๆครับ
ผมไม่แน่ใจว่าคุณรู้จักร้านหมูทอดเจ๊จงหรือไม่? เป็นร้านข้าวพร้อมอาหารมากมายที่จุดเด่นอยู่ที่ ราคาเป็นกันเองไม่แพงเลย, ข้าวเติมได้ไม่อั้น ผักสดฟรี น้ำพริกฟรี มีกล้วย มีขนมให้กินได้ไม่อั้น มีคนต่อคิวกินกันในแต่ละวันมากมาย จนมีคนเรียกว่าร้าน "หมูทอดเศรษฐี" ร้านอยู่หลังโลตัส พระราม 4 เจ๊จงได้มีโอกาสไปออกรายการต่างๆ มากมาย (ดูได้ที่นี่ )
เจ๊จงเป็นผู้หญิงอายุ 47 ปี ที่แทบไม่เคยใช้เทคโนโลยีอะไรเลย คอมพิวเตอร์ หรือมือถือสมารท์โฟนอะไรเลย ก่อนหน้านี้ แต่หลังจากได้มีโอกาสไปฟัง อ.ธัยวัชญ์ จากรายการ SME ตีแตก ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป จากคนที่ไม่เคยใช้เทคโนโลยีเลย กลับกลายเจ๊จงเริ่มนำเทคโนโลยีมาใช้ สามารถเชื่อมโยงกับคนต่างๆ ได้ทีั่วประเทศ หรือออกไปยังต่างประเทศ สามารถสร้างชื่อเสียงผ่านช่องทางออนไลน์ได้ และยังสามารถเพ่ิมยอดขายทางธุรกิจ จากการนำตัวเองเข้าสู่โลกของโซเชี่ยลเน็ตเวิรก์ ซึ่งรายละเอียดเป็นยังไง และเจ๊ เปลี่ยนไปได้อย่างไร ผมอยากให้ทุกคนฟังกันครับ
< กดฟังได้เลยครับ (หากอยากฟังช่วงเจ๊จง กดข้ามไปกลางๆ ได้เลยครับ)
111002 Pawoot Radio
ปล. twitter เจ๊จงคือ @jehjong ส่วน http://www.facebook.com/JehJong
สมัยก่อนหากคุณเรียนเกี่ยวกับวิชาการทำธุรกิจมา คุณคงคุ้นเคยกับคำว่า B2B (Business to Business) หรือ B2C (Business to Consumer) แต่วันนี้คุณต้องรู้จักกับคำว่า O2O (โอทูโอ หรือ Online to Offline) ที่จะเป็นกลยุทธ์และรูปแบบการทำธุรกิจรูปแบบใหม่ ที่จะเป็นการผสานนำเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเข้ากับธุรกิจที่มีหน้าร้านค้าต่างๆ เข้าด้วยกัน โดยจะเข้ามามีบทบาทอย่างมากในวงการธุรกิจปัจจุบัน มาดูกันว่าคืออะไร?
O2O (โอทูโอ) หรือ "การผสานธุรกิจจากออนไลน์ไปออฟไลน์ (Online to Offline)" เป็นการใช้ประโยชน์ของเทคโนโลยีอินเทอรืเน็ต ที่สามารถเชื่อมโยงคนจำนวนมากเข้าด้วยกัน และ เทคโนโลยีของโซเชียลเน็ตเวิรก์ (Social Network) ทำให้คนสามารถสื่อสารกับเพื่อนๆ และคนรอบข้างของตัวเองได้ง่ายมากขึ้น มันได้สร้างรูปแบบการปฏิสัมพันธ์ (Engagement) รูปแบบใหม่ ที่ทำให้เกิดการโน้มน้าว ชักชวน คนจำนวนมากได้ง่ายๆ ผ่านบริการอย่าง Facebook หรือ Twitter รวมถึงการเกิดโมเดลธุรกิจรูปแบบใหม่อย่าง
"การค้าทางสังคม (Social Commerce) " ทีมีรูปแบบโมเดลทางธุรกิจอย่าง
"ร่วมกันซื้อ (Group Buying)"
วันก่อน (24 พย. 54) ช่วงตอนเย็นฝนตกหนัก รถติดมากๆ ครับและไม่สามารถหาแท็กซี่กลับบ้านได้เลยและบังเอิญผมอยู่แถวย่านคิวรถตู้ตรงอนุเสาวรีย์ชัยฯ พอดี ยืนรอฝนตกนานมาก แล้วพอได้ยินคนบอกว่ามีรถมุ่งหน้าไปอ้อมน้อยและไปสายใต้ใหม่ (แถวบ้านผม) ก็เลยตัดสินใจนั่งรถตู้ตากแอร์ไปเรื่อยๆ ไปลงแถวตั้งฮั้งเซ็งแล้วค่อยต่อแท็กซี่ดีกว่า เพราะแถวนี้ รถติดมากๆ และไม่มีแท็กซี่เลยจริงๆ
พอขึ้นไปนั่งบนรถ ผมเลือกนั่งด้านหน้า เพราะต้องการจะลงก่อนคนอื่นๆ ซึ่งระหว่างนั้นก็ทวิต อะไรไปเรื่อยๆ ผมเองไม่ค่อยได้มีโอกาสขึ้นรถตู้เท่าไร แต่รู้สึกว่า บรรยกาศในรถตู้มันช่าง เงียบและวังเวงจริงๆ ถึงแม้จะมีคนอยู่เต็มรถก็ตาม และใจผมก็นึกไปถึง "รายการทีวีเกมส์เผาขน" ที่มีเล่นอะไรแปลกๆ บนรถตู้ และก็คิดว่าคนอื่นๆ ในรถตู้คนเบื่อและเซ้งเช่นเดียวกัน ผมก็เลยคิดอะไรสนุกๆ ออกมา
ทุกครั้งที่ผมได้มีโอกาสไปพูดให้ความรู้กับองค์กรต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องโซเชียลมีเดีย ผมมักจะเจอคำถามข้อแรกๆ ที่พนักงานในองค์กรนั้นๆ พูดและบอกผมคือ "บริษัทเราบล๊อคไม่ให้พนักงานใช้โซเชี่ยลมีเดีย เช่น Facebook, Twitter" และก็ได้มีโอกาสคุยกับหัวหน้าของพนักงานเหล่านั้น ส่วนใหญ่เค้าก็จะบอกว่า "ต้องบล๊อคเอาไว้ ไม่อย่างนั้น ก็ไม่ทำงานกันพอดี มัวแต่เล่นเกมส์กันทั้งวัน" ซึ่งตอนนี้หลายๆ องค์กรเริ่มมีการนำโซเชี่ยลมีเดียมาใช้เป็นอีกช่องทางในการสื่อสารขององค์กร บ้างก็ทำได้ดี บ้างก็เพิ่งจะเริ่มต้น และหลายๆ แต่มันจะดีไหมครับ หากเราสามารถดึงให้คนในองค์กรเข้ามามีส่วนร่วม กับการสื่อสารขององค์กรผ่าน โซเชี่ยลมีเดียของเค้า เพราะมันจะป็นช่องทางทีมีประสิทธิภาพมากกว่าองค์กรสื่อสารออกไปเอง เราดูกันครับว่าเราจะทำยังไง ถึงทำให้คนทั้งองค์กร มีส่วนร่วมกับการสือสารผ่านช่องทางนี้
ตอนนี้หลายธุรกิจและบริษัทต่างเริ่มนำธุรกิจตัวเอง เข้าไปเปิดหน้าอยู่ใน Facebook Pages กันมากขึ้น โดยใช้เป็นช่องในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและลูกค้าคนไทย (หรือต่างประเทศ) ที่ใช้อยู่หลายล้านคนทั่วประเทศหรือทั่วโลก บางธุรกิจสามารถใช้ช่องทาง Facebook เป็นช่องทางในการสื่อสารกับลูกค้าได้ดีและมีประสิทธิภาพมากๆ ซึ่งปัจจัยหนึ่งที่เป็นปัจจัยหลักคือ "จำนวนของสมาชิกในหน้า Facebook Pages" ซึ่งหากมีจำนวนสมาชิกที่เข้ามา "ชื่นชอบ (Likes)" มาก นั้นหมายถึงโอกาสการเข้าถึงหรือสื่อสารกับคนจำนวนมาก ก็มีมากขึ้นด้วยเช่นกัน ทำให้หลายๆ ธุรกิจต่างเริ่มสร้างและสะสมจำนวนสมาชิกของหน้า Facebook Pages ของตัวเองกันเป็นจำนวนมาก แต่คุณจะรู้ไหมว่า จำนวนคนสมาชิกที่อยู่ใน Facebook Pages ของเรามีมากหรือน้อย เมื่อเทียบกับธุรกิจอื่นๆ หรือคู่แข่ง? หรืออัตราการเติบโตของ Facebook เราเมื่อเทียบกับคนอื่นๆ เป็นอย่างไร? วันนี้เราสามารถเช็กได้ง่ายๆ แล้วครับ
Recent Comments