เทคนิคและการปรับธุรกิจเข้าสู่มือถือ (Move Business to Mobile)

การเติบโตของของการใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านมือถือ เติบโตขึ้นอย่างมากในปี 2013 และมีการคาดการณ์ว่าเป็นปีที่ มีการใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านมือถือ มากกว่าการใช้งานผ่านทางคอมพิวเตอร์ พฤติกรรมคนไทยเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงกับการเข้าสู่อินเทอร์เน็ต ทั้งการใช้ Social Media, การพูดคุยสื่อสาร, การเข้าถึงข้อมูล ทำให้มือถือและอุปกรณ์พกพากลายเป็นช่องทางหลักที่เค้าใช้ เมื่อเห็นแนวโน้มแบบนี้แล้ว คำถามที่ตามมา แล้วเราจะปรับธุรกิจเราเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อย่างไร ผมมีวิธีการมาแนะนำ

Line Marketing การตลาดผ่านแช็ทช่องทางใหม่สำหรับแบรนด์และบริษัท

เดียวนี้คุณยังส่ง SMS อยู่หรือเปล่า? หากใช่ ต๊ายๆๆๆ เฉยระเบิดไปเลยครับ เพราะส่ง SMS นั้นมีค่าใช้จ่าย ส่งได้จำกัด ส่งภาพและเสียงอะไรไปก็ลำบาก เดียวนี้เค้าหันมาใช้แอพในมือถืออย่างไลน์ (Line) กันแล้ว ตอนนี้ต้องยอมรับว่า ไลน์ ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มวัยรุ่น วัยทำงาน โดยตอนนี้เริ่มเบียดกระแสแอพที่ใช้ส่งข้อความเจ้าตลาดอย่าง WhatsApp ไปแล้วตอนนี้ อะ.. โดยตอนนี้คุณสามารถดาวน์โหลดไลน์ได้ในมือถือ iOS  แอนดรอยด์ และล่าสุดก็กำลังจะเปิดตัวบนแบล็กเบอรี่ เร็วๆ นี่ ที่สำคัญแอพนี้โหลดฟรีด้วยนะครับ แหมเห็นคำว่าฟรี ก็อยากได้แล้วล่ะสิ มาดูกันว่า ไลน์ มันใช้ทำอะไรได้บ้าง และสามารถประยุกต์มาใช้กับการตลาด และการทำธุรกิจอย่างไรได้บ้าง

จะสร้างแอพในมือถือให้กับธุรกิจ อ่านตรงนี้ก่อน!

 ปัจจุบันเราได้เข้าสู่ยุคหลังการใช้พีซีแล้ว (Post PC) เรากำลังจะเริ่มใช้พีซีของคอมพิวเตอร์ตั้งโตีะ หรือโน็ตบุ๊คกันน้อยลง  หลายคนเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้งานอินเทอร์เน็ตหรือทำงานผ่านทางอุปกรณ์ต่างๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ หรือแท็ปเล็ต กันมากขึ้น และเราเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมจากเดินใช้บราวเซอร์ เริ่มหันไปใช้แอพพิลเคชั่นบนมือถือกันมากขึ้น จนตอนนี้เรามีแอพในมือถือมากมายนับล้านๆ แอพ หลายธุรกิจและหลายแบรนด์ต่างเริ่มหันมามองถึงการพัฒนาและสร้างแอพของตัวเองเพื่อเป็นเครื่องมือในการเข้าถึงและสื่อสารลูกค้า แต่หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีความคิดที่สร้างแอพของธุรกิจของคุณขึ้นมาอยู่ในหัว ผมอยากให้คุณอ่านบทความนี้ให้จบก่อนครับ
 

เหตุผลที่ธุรกิจหรือแบรนด์พัฒนาแอพบนมือถือ

ตอนนี้หลายบริษัทในไทย (และต่างประเทศ) ต่างพากันเฮโล พากันพัฒนาแอพในมือถือขึ้นมากันมากมาย เพราะมีความเชื่อว่าและเหตุผลที่หลากหลาย โดยจุดเด่นใหญ่ๆ ที่ธุรกิจต่างๆ นำมาใช้เป็นเหตุผลในการสร้างแอพของตัวเองขึั้นมากกัน

1. จำนวนผู้ใช้มือถือ สมารท์โฟนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

2. เป็นช่องที่เข้าถึงลูกค้าได้ง่ายและทันที

3. บริการลูกค้าผ่านช่องทางใหม่ เพิ่มความสะดวกให้ลูกค้ามากขึ้น

4. เห็นชาวบ้านมีกัน เราต้องมีบ้าง เท่ห์ดี

แต่เท่าที่เห็นๆ มาส่วนใหญ่ เหตุผลส่วนใหญ่จะตกอยู่ที่ข้อ 4 กัน คือเห็นชาวบ้านทำกันเลยอยากทำบ้าง หรือทำเพื่อทำให้ภาพลักษณ์ขององค์กร หรือแบรนด์ออกมาดูดี และสาเหตุส่วนใหญ่ที่หลายคนทำแอพกันส่วนใหญ่เกิดจาก ผู้บริหารหรือฝ่ายการตลาดอยากให้มี ซึ่งทำให้มองข้าม ความต้องการของผู้ใช้ ว่าเค้าต้องการแอพ หรือบริการต่างผ่านมือถือจริงๆ หรือเปล่า?

มือถือซื้อมาสองหมื่น อย่าใช้แค่สองร้อย มาใช้เทคโนโลยีให้คุ้มค่ากันดีกว่า

 ตอนนี้เราอยู่ในยุคที่มีอุปกรณ์ไอทีต่างๆ มากมายไม่ว่าจะมือถือ แท็ตแล็ต โน็ตบุ๊ค เครื่องนั่น เครื่องนี้ เต็มไปหมด หลายคนก็ติดตามไปหามาใช้กันเกือบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ไอโฟน4เอส นิวไอแพ็ด รุ่นใหม่ล่าสุด แบบที่ว่า รุ่นอะไรไหม่ออกมา ฉันจะรีบไปหามาใช้กันอย่างรวดเร็ว (คุณเองอยู่ในกลุ่มนี่หรือเปล่า?) แต่ถามจริงๆ เหอะ อุปกรณ์ไฮเทคที่คุณซื้อมาหลายพันหลายหมื่น คุณใช้มันเต็มที่ หรือเต็มความสามารถมันหรือเปล่า? วันนี้เรามาคุยเรื่องนี้กันครับ

ประเทศไทยเป็นประเทศที่แทบจะไม่ได้เป็นผู้ผลิตอุปกรณ์ไอทีต่างๆ เหล่านี้เองได้เลย เราเป็นประเทศที่บริโภคสินค้าเทคโนโลยีกันเป็นส่วนใหญ่ และบริโภคเยอะมากๆ ด้วย เรานำเข้าสินค้าและอุปกรณ์เทคโนโลยีปีๆ นึงนับหลายหมื่นล้านบาทเลยทีเดียว หากคุณลองมองและสังเกตุคน คนรอบๆ ตัวคุณ เดียวนี้คนหลายๆ ใช้อุปกรณ์โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ แท็บเล็ตรุ่นใหม่ เครื่องนึง หลายหมื่น หลายพันบาท แต่คุณเคยสังเกตุไหมว่า โทรศัพท์หรืออุปกรณ์ไฮเทคสมัยใหม่ ที่ซื้อมา "คุณใช้มันอย่างคุ้มค่าจริงๆ หรือเปล่า?"  บางคนซื้อไอโฟน 4S มาเครื่องละ 2-3 หมื่น หรือซื้อรุ่นที่มีความจุมากมาย  32-64Gb เป้าหมายคือซื้อมาเพื่อความโก้เก๋ เทห์ ใช้แล้วดูทันสมัย แต่จริงๆ แล้ว มีของดีๆ แต่ก็เอามาใช้แค่รับสายโทรเข้าโทรออก หรือรับส่ง SMS แทบไม่เคยใช้ความสามารถอื่นๆ  แบบนี้ืถือว่าคุณใช้อุปกรณ์เหล่านี้ได้ไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย เรียกได้ว่า "ซื้อมาสองหมื่น ใช้อยู่สองร้อย" มองดูแล้ว จริงๆ มันก็เรื่องของคุณ เงินของคุณ แล้วมันจะไปเดือนร้อนคนอื่นยังไง?

แอบมอง Mobile Commerce ที่ญี่ปุ่นแล้วหันกลับมามองเมืองไทย

ช่วงนี้ผมมาที่ญีปุ่น (31/8/10) และพบว่า Mobile Commerce ที่ญี่ปุ่นโตมากๆ โดยตอนนี้เว็บไซต์ E-Commerce ของญี่ปุ่นหลายๆ แห่งเริ่มค้าขายกันผ่านโทรศัพท์มือถือกันมากขึ้น โดยบางเว็บมีรายได้มากกว่า 1 ล้านเหรียญสหรัฐ (35 ล้านบาท) ต่อเดือน หรือบางแห่งมีรายได้ผ่านช่องทางการขายสินค้าทาง M-Commerce มากกว่า 70% เลยทีเดียว

กลุ่มเป้าหมายที่น่าสนใจของกลุ่ม Mobile Commerce คือกลุ่มวัยรุ่นในญี่ปุ่น เพราะกลุ่มเหล่านี้ ไม่ค่อยมีเวลาเข้าถึง Internet ผ่านคอมพิวเตอร์ซักเท่าไร จึงนิยมใช้ Internet ผ่านโทรศัพท์มือถือเป็นหลัก ดังนั้นจึงมีผู้ให้บริการ E-Commerce หลายๆ แห่งเริ่มทำแคมเปญ หรือการสื่อสารผ่านไปยังกลุ่มวัยรุ่นผ่านโทรศัพท์มือถือโดยเฉพาะ ซึ่งผลที่ได้คือยอดขายที่มากมายมหาศาลผ่านกลุ่มเป้าหมายกลุ่มนี้

เพิ่มศักยภาพชีวิตและธุรกิจด้วย กล้องในมือถือ + Social Network Photo

ผมเชื่อว่าหลายๆ คนตอนนี้ นิยมถ่ายรูปด้วยโทรศัพท์มือถือใช่ไหมครับ? แต่ถ่ายภาพแต่ละครั้งเสร็จ พอจะเอารูปออกมาแบ่งเพื่อนๆ ก็ต้องมาคอยส่งผ่าน bluetooth, E-mail หรือ ต้องมาเสียบกับคอมพิวเตอร์ เพื่อดึงภาพลงมาในคอมพิวเตอร์ แล้วส่งต่อหาเพื่อนๆ หรือต้องมาคอย upload เข้า Social Network ที่คุณใช้เป็นประจำอย่าง Facebook, Flickr ซึ่งบางทีมันก็ลำบาก ลำบนน่าดูเลยทีเดียว… มันจะดีไหมหนอ.. หากเราถ่ายภาพ หรือ วีดีโอ จากโทรศัพท์มือถือของเราปุ๊ป ก็สามารถอัพโหลดหรือส่งเข้าไปยังเว็บต่างๆ ที่เราใช้อยู่เป็นประจำ อย่างอัตโนมัติ คงจะดีไม่น้อย …

ผมเองเป็นคนนึงที่ ชอบถ่ายภาพ จากกล้องโทรศัพท์มือถือ แล้วนานๆ ก็ค่อยเอาโทรศัพท์มาต่อกับคอมเพื่อนำภาพลงมาเก็บบนคอมพิวเตอร์เอาไว้ ซึ่งมันก็ดูลำบากลำบนเลยทีเดียว เพราะบางครั้งต้องคอยมาถอดเมมโมรี่ในโทรศัพท์มาเสียบกับคอม ต้องถอดแบ็ตมือถือมาก่อนอีก บางครั้งก็ต้องมาคอยหาตัวต่อ ตัวเสียบเมมโมรี่กับคอมพิวเตอร์ ลำบากลำบนน่าดู และเดียวนี้บริการ Social Network ดังๆ หลายๆ แห่งอย่าง Facebook.com, Twitter.com หรือ Flickr.com ก็มีบริการให้อัพโหลดรูปภาพเข้าไปโชว์เพื่อนๆ  แต่เราจะทำยังไงละ ถึงสามารถนำภาพจากโทรศัพท์มือถือของเราส่งเข้าไปยัง Social Network ต่างๆ ทันทีเลย คงจะดีไม่น้อย  วันนี้ผมมีวิธีครับ.!


ภาพของการจัดการรูปภาพใน Social Network ต่างๆ 

เทคนิคสำหรับมือใหม่นำ Social Network ไปใช้กับธุรกิจ

  ในปัจจุบันโซเชียลเน็ตเวิรก์ อย่างเช่น Facebook, Twitter เริ่มค่อยๆ เข้ามาบทบาทกับสังคมและธุรกิจมากขึ้นเรื่อยๆ เจ้าของธุรกิจ หรือนักธุรกิจหลายๆ เริ่มนั่งงงๆ อยู่ว่ามันจะเอามาใช้กับงานหรือธุรกิจเราได้ยังไง? หรือหลายคนหนักกว่านั้น ยังไม่รู้จัก? หรือยังไม่เคยใช้พวกนี้เลย ซึ่งแน่นอนหลายๆ คงต้องถามว่า "ใช้แล้วผมหรือธุรกิจได้อะไร จาก Social Network?" แหม.! เป็นคำถามที่ดีมากเลยครับ ที่ผมเชื่อว่าเป็นคำถามยอดฮิตของคนทำธุรกิจในตอนนี้ งั้นเรามาดูกัน

 

Social Network คืออะไรงะ? (เห็นคนพูดกันมานานแล้ว งง วุ้ย.!)

        หลายๆคนคงรู้จัก Social Network เว็บไซต์กันอยู่แล้ว แต่ถ้าจะให้คำอธิบายง่ายๆ สั้นๆ ของ Social Network มันก็คือ เว็บไซต์หรือบริการทางอินเทอร์เน็ตที่ทำให้คุณสามารถเชื่อมต่อ หรือติดต่อพูดคุย (Communicate) กับเพื่อนเก่าๆ สมัยมัธยม, มหาวิทยาลัย หรือที่ทำงานเก่าๆ ได้ง่ายๆ และยังสามารถหาเพื่อนใหม่ๆ ได้อีกด้วย นอกจากนี้ คุณยังสามารถ เล่นเกมส์ (Games) หรือ ทำอะไรหลายๆ ที่คุณไม่เคยทำมาก่อนได้ เช่น ขโมยผักเพื่อน, เลี้ยงสัตว์กับเพื่อนๆ ของคุณได้ โดยกิจกรรมที่ทำ ทั้งหมดล้วนอยู่บนพื้นฐานของการ "ติดต่อสื่อสารกับเพื่อนของคุณเท่านั้น" หากจะยกตัวอย่าง Social Network มีหลายแห่งที่ดังๆ เช่น Linkedin.com หรือ Myspace.com แต่ตัวที่ดังๆ จริงๆ ในเมืองไทยตอนนี้หลักๆ คงได้แก่ Facebook.com และ Twitter.com ส่วนตัวอื่นๆ ก็เริ่มๆ เอาท์ๆ กันไปแล้วอย่างเช่น hi5.com เป็นต้น 

 

เออ… แล้ว Social Network มันมาช่วยอะไรธุรกิจเราได้บ้าง(วะ)?

     อ่านๆ ดูแล้วมันเป็นการเชื่อมโยงระหว่างเพื่อนกับเพื่อนหรือคนกับคน แล้วธุรกิจหรือการค้าจะเอาไปใช้อะไรได้บ้าง ตอนนี้นักการตลาดยุคใหม่ "เริ่มเปลี่ยนวิธีการสื่อสารกับลูกค้าตรงๆ เริ่มเปลี่ยนมาเป็นสื่อสารให้คนอื่นพูดถึงสินค้าแทน ในช่องทางโซเชี่ยลเน็ตเวิรก์แล้ว เพราะได้ผลมากกว่าการโฆษณาตรงๆ" ผมยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น "ระหว่างมีร้านมาโฆษณาบอกว่า โดนัทร้านเค้าอร่อย กับ เพื่อนสนิทของคุณบอกว่า โดนัทร้านนี้อร่อย คุณจะเชื่อใครมากกว่ากัน.!" แน่นอนครับ แทบทุกคนต้องบอกว่า "เชื่อเพื่อนบอกมากกว่าโฆษณาบอก" นี้คือหลักการง่ายของการตลาดผ่าน Social Network คือ "ให้คนอื่นพูดถึงสินค้าหรือบริการของคุณแทนคุณบอกเอง" แต่ต้องบอกในทางที่ดีนะครับ

 

วิธีการง่ายๆ ทำให้องค์กรคุณเป็นองค์กร Social Network

  1. สร้างตัวตนขององค์กรคุณใน Social Network 
    วิธีการนี้ง่ายมากๆ เพียงแค่เข้าไปสมัครใน Social Network แต่ละแห่งแล้วเริ่มนำข้อมูลสินค้า หรือบริการบอกให้ข้อมูลผ่านทางช่องทางนี้ แต่ต้องใช้ทักษะการบอกผ่านในช่องทางนี้ อย่างแยบยล และ "ควรจะสื่อสารสิ่งที่ลูกค้าอยากฟัง" ไม่ใช่เอาแต่พูดแต่เรื่องของสินค้าของคุณ "ควรจะพูดในมุมว่าสินค้าหรือบริการของคุณจะไปช่วยทำให้ชีวิตเค้าดีขึ้นอย่างไรได้" เช่นผมขาย "ไดร์เป่าผม แทนที่จะบอกว่าผมขายไดร์เป่าผม ก็เปลี่ยนวิธีสื่อสารใหม่ เช่น "เพิ่มความสวยให้แต่วันทำงาน ด้วยไดร์เป่าผมของคุณ" สิ่งที่คุณพูดออกไปก็จะมีคนใจมากกว่า



     

  2. หาคนรับผิดชอบให้ชัดเจน
    การระบุคนหรือทีมที่ชัดเจนในการดูแล Social Network ขององค์กรก็จะเป็นสิ่งที่ดี เพราะจะสามารถโฟกัสในสิ่งที่ทำได้ โดยส่วนใหญ่ หน่วยงานที่รับผิดชอบด้านนี้ คือฝ่ายการตลาด เพราะสามารถใช้เป็นอีกช่องทางนึงในการสื่อสารได้อย่างเต็มที่พร้อมๆ บางองค์กรผู้บริหารระดับสูงก็เข้ามาใช้ Social Network นี้เอง อย่างเช่น คุณพาที สารสิน CEO ของนกแอร์ (http://twitter.com/patee122) เฮียฮ้อของ RS (http://twitter.com/HereHorRS) หาก CEO หรือผู้บริหารคนไหนสนใจจะเริ่มต้นทำ Social Network ลองอ่านที่ "6 เหตุผลที่ผู้บริหารควรเอาตัวเองเข้าไปกระแทก Social Network" หรือหากองค์กรของคุณไม่มีคนรับผิดชอบ ก็สามารถอาจจะให้บริษัทมืออาชีพที่ทำงานด้านนี้มาช่วยดูแลแทนก็ได้ 



     

  3. ให้คนในองค์กรมีส่วนร่วมในการสร้าง Social Network
    ผมเชื่อว่าในองค์กรของคุณ อาจจะมีคนอยู่หลายคนเลยทีเดียวที่ใช้ Social Network อย่างเช่น Facebook หรือ Twitter แต่ส่วนใหญ่เราจะพบว่าคนส่วนใหญ่ที่ใช้ "มักใช้ในเรื่องส่วนตัว" แต่หากเราสามารถปรับและกระตุ้นให้คนในองค์กร มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ Social Network มาเพิ่มศักยภาพของแบรนด์หรือสินค้าขององค์กร ให้ผ่านไปยังเครือข่าย Social Network ของเพื่อนๆ เค้าออกไป ยกตัวอย่างง่ายๆ หากองค์กรคุณมีคน 20 คนที่ใช้ Social Network แต่ละคนมีเพื่อนอยู่ใน Network 100 คน และใน 100 คนก็บอกต่อไปหาเพื่อนอีก 100 คน ลองคิดดูง่ายๆ ว่า "หากทั้ง 20 คนในองค์กร ช่วยกันพูดถึง สินค้าและบริการของคุณออกไป วันละ 1 ครั้ง เราจะมีคนเห็นสินค้าหรือบริการของคุณผ่านออกไปมากถึง 2 แสนคน/วันเลยทีเดียว" และที่สำคัญข้อความเหล่านี้ จะน่าเชื่อถือมากกว่าข้อความปกติ เพราะถูกส่งผ่านไปยังในรูปแบบ "เพื่อนบอกเพื่อน"

 

ทั้งหมดนี้่เป็นเพียงขั้นตอนง่ายๆ ที่องค์กรของคุณ สามารถปรับตัวเองเข้าสู่โลกของ Social Network ได้ไม่ยากครับ อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ก็อย่าปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไป รีบสมัครเลยครับ ลองมาหาวิธีการนำ Social Network มาใช้ให้เกิดมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ให้กับองค์กรของคุณดีกว่า จะปล่อยให้พนักงานหรือคนในองค์กรของคุณปลูกผักหรือเปิดร้านขายอาหารไปวัน ๆใน Facebook ไปทำไม อ่านจบแล้วก็คิดวิธีการทำได้เลย… จะรออะไรอยู่ละ.!

 

 







%d bloggers like this: