ปลุกเว็บไซต์องค์กร ผสานโซเชียลมีเดียให้สร้างรายได้ไหลมาเทมา.!

   เมื่อคุณอยากจะซื้อสินค้าหรือบริการอะไรซักอย่าง.! หลายครั้งคุณมักจะเลือกเข้าไปหาข้อมูลจากหลายแหล่งที่มาเพื่อประกอบการตัดสินใจใช่ไหมครับ? และแน่นอนส่วนใหญ่คุณก็มักจะนึกถึง “เว็บไซต์ของเจ้าของสินค้า (Brand Site)” เป็นเว็บไซต์แรกๆ ที่จะเข้าไปค้นหาข้อมูล เช่น ผมอยากซื้อโทรศัพท์มือถือของ HTC ผมก็จะเข้าเว็บของ HTC ก่อนเป็นเว็บแรกๆ  เพราะคาดว่าจะได้รับข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าที่ถูกต้อง เชื่อถือได้ จากผู้ขายโดยตรง ซึ่งส่วนใหญ่ (ส่วนใหญ่น่ะ) เว็บไซต์ของสินค้า-บริการหรือขององค์กรต่างๆ มักให้ความสำคัญกับการให้ข้อมูลสินค้าและบริการเพียงอย่างเดียว แต่ไม่สามารถทำให้ลูกค้าสามารถสั่งซื้อสินค้าได้ทันที พูดง่ายๆ คือเป็นเว็บไซต์ในรูปแบบเว็บแค็ตตาล๊อก (Catalogue) มากกว่าที่จะเป็นขายสินค้าเต็มรูปแบบ (E-Commerce) ด้วยเหตุผลหลายๆ อย่าง เช่น องค์กรยังไม่มีความพร้อมในการขายสินค้าผ่านเว็บไซต์ หรือบางครั้งองค์กรบางแห่งก็ไม่สามารถขายสินค้าได้โดยตรง เพราะอาจจะไปขายแข่งกับตัวแทนจำหน่ายของตัวเอง ที่มีอยู่ทั่วประเทศ แต่คุณเชื่อไหมว่าเรามีหลายวิธีการที่จะสามารถทำให้เว็บไซต์ของเราสามารถขายสินค้าในรูปแบบวิธีต่างๆ เราลองมาดูกัน

 

เชื่อไหมครับว่าปัจจุบันนี้ เว็บไซต์ขององค์กร หรือสินค้าหลายๆ แห่ง (แต่ยังไม่มาก) เริ่มหันมาสนใจที่อยากจะทำการขายสินค้าออนไลน์ หรือ E-Commerce ของตนเองขึ้นมาเพื่อขยายช่องทางการขายออกไปยังทั่วประเทศ หรือทั่วโลกง่ายๆ ผ่านทางเว็บไซต์ เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายและสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ส่วนใหญ่มักมีความต้องการซื้อ สินค้าทางออนไลน์ทันที  ดังนั้นจะดีไหมหนอ “หากสินค้าและบริการของคุณสามารถขายสินค้าได้ทันที ที่ลูกค้ามีความต้องการอยากซื้อสินค้า ซึ่งจะสามารถสร้างความพึงพอใจให้กับลุกค้าสุงสุด รวมถึงยอดขายของธุรกิจของคุณได้ทันที”

 

    ผมขอหยิบยกตัวอย่าง กรณีศึกษาของเว็บไซต์ที่มีการเพิ่มการขายสินค้าออนไลน์เข้ามาในเว็บไซต์ได้อย่างน่าสนใจ เช่น กรณีของเว็บไซต์ของทาง Microsoft ที่เมื่อก่อนนี้  ไม่สามารถซื้อสินค้าของ Microsoft ทางออนไลน์ได้เลย หากสนใจจะซื้อ ทาง Microsoft จะมีรายชื่อและเบอร์ติดต่อของตัวแทนที่ขายให้เท่านั้น หากลองมองกลับกัน หากเราเป็นลูกค้า ที่มีความต้องการซื้อสินค้าของ Microsoft ทันที (เพราะ มะรืนนี้จะมีคนมาตรวจซอฟแวร์ลิขสิทธิ์ในบริษัท) แต่พอไปเจอว่า หากจะซื้อต้องไปติดต่อตัวแทนของทาง Microsoft อีกที เราคงเซ็งไม่ใช่น้อย เพราะการซื้อผ่านตัวแทนมันคงใช้เวลาและขั้นตอนไม่ใช่น้อยเลย ซึ่งเราเองก็ต้องการซื้อทันที และอยากซื้อเต็มแก่แล้ว พอมาเจอแบบนี้ อาจจะทำให้การตัดสินใจซื้อสินค้าหายไปได้เช่นกัน

 

    ซึ่งหลังจากที่ทาง Microsoft ได้วิเคราะห์ดูแล้วพบว่า ลูกค้าส่วนใหญ่ที่เข้ามาในเว็บไซต์ ส่วนใหญ่มีความต้องการซื้อซอฟต์แวร์ทันที ดังนั้นทาง Microsoft จึงได้เปิดการขายสินค้าซอฟต์แวร์ของทาง Microsoft ทางออนไลน์ได้ทันที ผ่านเว็บไซต์  http://www.msonlinestore.com ซึ่งหลังจากเปิดตัวก็ได้รับความสนใจจากลูกค้ามากมาย เพราะลูกค้าจะมั่นใจมากกว่า เพราะเค้าได้ซื้อกับเว็บไซต์ของ Microsoft โดยตรง ซึ่งหลังจากที่เปิดให้บริการไปทำให้ Microsoft สามารถสร้างรายได้จากการขายซอฟต์แวร์ผ่านช่องทางๆเว็บไซต์ได้มากขึ้น และเป็นกลุ่มลูกค้ากลุ่มใหม่ ที่อยู่ในพื้นที่ทาง Microsoft ไม่สามารถเข้าถึงได้ในช่องทางปกติ เช่น ลูกค้าในต่างจังหวัด ตำบลไกลๆ ที่ไม่มีตัวแทนสินค้าของ Microsoft ขาย โดยลูกค้าสามารถเลือกชำระเงินผ่านช่องทางออนไลน์ได้แก่ บัตรเครดิต เพย์พาว หรือ เพย์สบาย หรือเคาเตอร์เซอร์วิสได้อย่างง่ายดาย โดยหลังจากที่ทาง Microsoft ได้รับการสั่งซื้อจากเว็บไซต์ ก็ได้ส่งรายการสั่งซื้อนี้ ให้กับ ตัวแทนขายที่มีความพร้อมในการรองรับที่จะส่งสินค้าให้กับลูกค้าที่อยู่ในพื้นที่ๆ ใกล้ที่สุด ซึ่งการค้าในรูปแบบนี้เอง ก็เป็นการช่วยเหลือ และสนับสนุนตัวแทนขายไปได้ด้วยเช่นกัน

 

สื่อสารผ่านโซเชียลเน็ตมีเดียเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า Facebook และ Twitter

หลังจากที่เว็บไซต์พร้อมขายสินค้าแล้ว ทาง Microsoft ก็ได้มีการใช้โซเชียลมีเดีย ได้แก่ Facebook และ Twitter เป็นเครื่องมือในการ สื่อสารกับคนที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย ให้ทราบถึงข่าวสาร และโปรโมชั่นต่างๆ ของสินค้าและผลิตภัณฑ์ และเมื่อผู้ที่สนใจ เห็นข้อความจาก twitter หรือ facebook ก็สามารถคลิกเข้ามาซื้อสินค้าได้ทันที ซึ่งจะเป็นการเชื่อมโยงจาก โซเชียลมีเดีย มายังส่วนหน้าร้านค้าออนไลน์ (E-Commerce) ได้ทันที ทำให้การตลาดผ่านโซเชียลมีเดีย มีความสมบูรณ์และสามารถสร้างยอดขายให้กับธุรกิจได้อีกช่องทางหนึ่ง ซึ่งนอกจากเหนือจากการใช้ โซเชียลมีเดีย ในการสื่อสารกับลูกค้า หรือเป็นใช้เป็นช่องทางในการรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้า
 
สุดท้ายแล้วผมว่า นักการตลาดหลายๆ คนคงต้องเริ่มหันกลับไปมองและยอมรับ แล้วว่า การปรับให้เว็บไซต์ของคุณ สามารถทำสร้างยอดขายให้กับธุรกิจได้ ดูจะเป็นแนวทางที่ดีไม่น้อย ซึ่งจะเป็นอีกช่องทางที่เปิดโอกาศการขายของได้ตลอด 24 ชั่วโมง และหลังจากมีเว็บไซต์ที่พร้อมขายแล้ว คุณเองก็จะต้องวางแผนการตลอดออนไลน์ เพื่อทำอย่างไรลูกค้าและกลุ่มเป้าหมายของคุณสามารถรับรู้ และเข้ามาสู่เว็บไซต์ของคุณได้ ผมเชื่อว่าหากแต่ละบริษัทในเมืองไทย เริ่มทำการค้าออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบแล้วละก็ การค้าขายออนไลน์ผ่าน E-Commerce ดูจะเป็นช่องทางที่จะช่วยทำให้เศรษฐกิจของประเทศเราเติบโตไปได้อย่างน่าสนใจเลยเดียว .. อะอย่ามั่วแต่อ่านละ… ได้เวลาคิดถึงเว็บไซต์ขององค์กรคุณเองว่าพร้อมขายของแล้วหรือยัง? หายังไม่พร้อม และมีมีข้อมูลไม่พอ ลองไปอ่านเพิ่มเติมที่ของผมละกันครับ มีข้อมูลเพียบครับ www.Pawoot.com 
 

 

Comments

ขอบคุณที่มาแบ่งปันครับ แต่อย่างการตัดเงินผ่านระบบต่างๆ เนี่ย จะเลือกอย่างไรล่ะครับ สมมติผมทำเพลงขายให้คนโหลด จ่ายเงินผ่าน paypal ที่ผมมีอยู่แล้วน่าจะได้ใช่ไหมครับ ยุ่งยากไหม? แต่สำหรับคนไทย ไม่รู้ว่าตอนนี้อันไหนจะสะดวกที่สุด อย่างที่ผมเคยทำงานบ.ค่ายเพลง เวลาลูกค้าซื้อจะเป็นแบบคลาสสิค คือ โอนธนาคาร แล้วลูกค้าต้องโทรหรือส่งอีเมล์มาหาที่บ. แล้วจึงส่งพัสดุไป คิดว่าน่าจะยุ่ง เลยอยากรู้ว่า ตอนนี้ลูกค้าในแต่ละระดับ ใช้ระบบการตัดเงินแบบไหนบ้าง

ตัวผมเอง นิยม paypal ครับ เป็นผลพวงมาจากอีเบย์

Post new comment

The content of this field is kept private and will not be shown publicly.
CAPTCHA
This question is for testing whether you are a human visitor and to prevent automated spam submissions.
Image CAPTCHA
Copy the characters (respecting upper/lower case) from the image.