รวบรวม กลโกงออนไลน์ ที่ต้องระวังตัว

เดียวนี้กลโกงออนไลน์เริ่มมีการพัฒนามากขึ้นไปหลากหลายรูปแบบ ซึ่งมีแนวโน้มพัฒนาไปก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อย พัฒนาไปตามเทคโนโลยี และความรู้ของผู้ที่โกง ซึ่งรูปแบบเดิมๆ ก็ยังคงใช้ได้อยู่ หากเราได้พอรู้ว่า คนเหล่านี้มีรูปแบบการโกงยังไงบ้าง ก็จะช่วยทำให้ สามารถระมัดระวังตัวเองได้มากขึ้น จากการซื้อ-ขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ เราลองมาดูกันว่า รูปแบบกลโกงออนไลน์ในปัจจุบันมันมีเทคนิคอะไรบ้าง..

ฟังบทสัมภาษณ์ถึงวิธีการเริ่มต้นทำ E-Commerce

ผมได้มีไปออกสัมภาษณ์รายการวิทยุ SME Today โดยแบ่งออกเป็น 3 ตอนเกี่ยวกับเรื่องการเริ่มต้นทำ E-Commerce ซึ่งเนื้อหาผมว่าน่าสนใจดีครับ เพื่อใครสนใจก็ลองฟังดูได้ครับต

E-Commerce กับการพลิกวิกฤตเป็นโอกาส (ตอนที่ 1)

E-Commerce_03-10-08.mp3 –

E-Commerce กับการเริ่มต้นธุรกิจ (ตอนที่ 2)

E-Commerce3_17-10-08.mp3 –

E-Commerce กับการเริ่มต้นธุรกิจ (ตอนที่ 3)

E-Commerce2_10-10-08.mp3 –

5 เทคนิคง่ายๆ ทำเว็บ E-Commerce ติด Search Engine ได้โดยไม่ต้องปรับแต่งอะไรมาก

       หากคุณต้องการหาซื้อสินค้าซักชิ้นนึง และอยากหาซื้อสินค้านี้ในช่องทางออนไลน์หรือเว็บไซต์ คุณจะหาสินค้าที่ต้องการได้อย่างไร? ผมว่าเกือบ 90% เกือบทุกคนจะบอกว่า ก็ค้นหาข้อมูลสินค้าที่ต้องการในบริการค้นหาข้อมูลออนไลน์ หรือ Search Engine เอาสิ.!  แหมเป็นวิธีที่คนเกือบทุกคนทั่วประเทศและทั่วโลก ต่างก็ใช้วิธีนี้กันหมดแหละ ซึ่งผมว่าหลายๆ คนก็คงจะเลือกใช้วิธีนี้เช่นกัน

    นั่นคงจะเป็นคำตอบของผู้ที่ซื้อและค้นหาข้อมูล แต่สิ่งที่น่าสนใจสำหรับ "ผู้ขาย" ของทางอินเทอร์เน็ตหรือเว็บไซต์ ก็คงอยากให้ข้อมูลสินค้าของเว็บไซต์ของคุณ ไปอยู่อันดับต้นๆ ของผลของการค้นหาในระบบ Search Engine ที่คนค้นหา "คำ" (Keyword) ที่เกี่ยวข้อง (Related) กับสินค้าของคุณ แต่การที่จะให้ข้อมูลสินค้าหรือเว็บไซต์ของคุณขึ้นไปอยู่อันดับต้นๆ ของผลของการค้นหาข้อมูลจาก Search Engine ดังๆ อย่าง Google.com หรือ Yahoo.com คงจะไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายๆ และเป็นเรื่องบังเอิญได้บ่อยครั้งหรอกครับ มันมีวิธีการและขั้นตอนการทำให้เว็บไซต์ของคุณ ขึ้นไปเด่นเป็นสง่าอยู่ในอันดับต้นๆ ของการค้นหาได้อย่างไม่ยากเลย ซึ่งเราเรียกวิธีการทำแบบนี้ว่า การตลาดผ่านการค้นหา (Search Engine Marketing) ซึ่งจะเห็นได้เลยว่า การตลาดวิธีนี้ เกี่ยวข้องกับการค้าขายออนไลน์หรือ E-Commerce แทบจะ 100% เลย

วิธีการหาเงินในอินเทอร์เน็ต

หนังสือ Metro Life ของ นสพ. ผู้จัดการ มาสัมภาษณ์ผม เกี่ยวกับการหาเงินทางอินเทอร์เน็ตมีกี่วิธี และก็อะไรบ้างก็เล่าๆ ไปพอดีเค้ามีไฟล์อัดเสียงเอาไว้ ก็เลยเอามาให้ฟังกันครับ อาจจะไม่ลงลึกมาก แต่ก็พอทำให้เห็นว่ามีวิธีอะไรบ้างในการหารายได้ผ่านเว็บครับ

How to make money online.! – Pawoot (Pom) Pongvitayapanu

ฟังประวัติและแนวทางในอนาคต E-Commerce เมืองไทย

วันนี้ทาง บริษัท research แห่งหนึ่งมาสัมภาษณ์ผม เกี่ยวกับ E-Commerce ในเมืองไทย ซึ่งพอผมให้สัมภาษณ์ไป ผมเห็นว่า สิ่งที่พูดไปนั้น ดูน่าจะมีประโยชน์เลยทีเดียว ก็เลยขอไฟล์สัมภาษณ์มาลงเก็บเอาไว้ครับ เพราะเนื้อหาในการสัมภาษณ์จะครอบคลุมถึง

  • ประวัิติของ E-Commerce ในประเทศไทย
  • การขยายตัวของ E-Commerce ในไทย
  • การชำระเงิน การส่งของๆ ประเทศไทย
  • แนวโน้มอนาคตของ E-Commerce ของไทย
  • และอื่นๆ … ลองฟังกันดูครับ

** เป็นครั้งแรกที่ผมใช้ imeem upload เก็บไฟล์เสียงด้วยวันนี้.!

Thailand_E-Commerce_History-Trend_09_bay_Pawoot.com.mp3 –

ตลาดดอทคอมเผยยอดอีคอมเมิร์ซ 2551 พุ่งโตสวนกระแสเศรษฐกิจ

ตลาดดอทคอม เผยข้อมูลการซื้อขายสินค้าผ่านเว็บไซต์ TARAD.com และ ThaiSecondhand.com ในปีนี้ พบเศรษฐกิจถดถอยแต่มูลค่าการซื้อ-ขายผ่านช่องทางออนไลน์เติบโตสวนกระแส โดยพบสินค้าที่คนไทยส่วนใหญ่นิยมซื้อผ่านเว็บไซต์ได้แก่สินค้าแฟชั่น และรถยนต์ ดันยอดมูลค่าการซื้อ-ขายผ่านเว็บไซต์ในเครือทั้งหมดในปีนี้รวมประมาณ 5,458 ล้านบาท จากการค้าขายสินค้ามากกว่า 2 ล้านรายการ

นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตลาดดอทคอม จำกัด ผู้ให้บริการอีคอมเมิร์ซครบวงจร รายใหญ่ในประเทศไทย เผยข้อมูลการซื้อขายสินค้าผ่

านเว็บไซต์ที่ให้บริการ โดยผลการสำรวจพบสินค้าที่ ผู้ประกอบออนไลน์จาก www.TARAD.com ขายดี 5 อันดับแรกได้แก่ 1. เสื้อผ้าและแฟชั่น  2. โทรศัพท์มือถือ 3. รถยนต์ 4. บ้านและอสังหาริมทรัพย์ และ 5. คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ โดยมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้นประมาณ 2,645 ล้านบาท ในตลอดทั้งปี 2551 ที่ผ่านมา จากจำนวนผู้ประกอบการที่มาเปิดเว็บไซต์ร้านค้า มากกว่า 130,700 ร้านค้า โดยจำนวนร้านค้าในปีนี้มีอัตราการเติบโตมากขึ้นเกือบ 40% จากปีก่อน และจำนวนสินค้าทั้งหมดในเว็บไซต์ มากกว่า 1.1 ล้านรายการ
 

ขายอะไรผ่าน E-Commerce และเว็บไซต์ดีสุด?

    เวลาผมไปสอน หรือไปเจอกับผู้ประกอบการ หลายๆ คนมักจะถามผมว่า หากจะขายสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ตหรือเว็บไซต์ ควรจะขายอะไรดี? ผมเองก็จะถามกลับว่า คุณมีสินค้าแล้วรึยัง? ซึ่งหลายคนก็จะบอกว่า มีุธุรกิจอยู่แล้ว และต้องการนำธุรกิจหรือสินค้า-บริการ เข้ามาสู่ Internet และอีกส่วนใหญ่จะบอกว่า ยังไม่มีธุรกิจหรือสินค้าเลย แต่อยากจะรู้ว่าขายอะไรผ่านอินเทอร์เน็ต หรือทำ E-Commerce ขายอะไรดี ซึ่งวันนี้ผมจะมาให้ไอเดียวและคำแนะนำว่า สินค้าประเภทไหนที่เหมาะที่ขายผ่านเว็บไซต์ ลองมาดูกันนะครับ

E-Commerce ขายอะไรดี

  1. สินค้าราคาถูกว่าท้องตลาด

               หากคุณสามารถหาแหล่งสินค้าราคาถูกกว่าท้องตลาด นั้นหมายถึงความได้เปรียบการขาย เพราะด้วยราคาที่ถูกกว่า นั้นจะช่วยทำให้ผู้ซื้อสนใจและจดจำร้านค้าคุณได้ รวมถึงการบอกต่อไปยังคนอื่นๆ ได้อีกด้วย แต่หากคุณขายสินค้าผ่านอินเทอรเน็ตหรือเว็บไซต์เป็นหลัก คุณก็สามารถลดต้นทุนไปได้มากแล้ว เพราะไม่ต้องมาเสียค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าจ้างพนักงาน เพราะคุณสามารถทำเองได้หมด ทำให้ไม่จำเป็นต้องตั้งราคาสูงเท่ากับร้านค้าทั่วไป หรือบางคนอาจจะรู้แหล่งสินค้าราคาถูก ในท้องถิ่นของคุณซึ่งหากสินค้าชิ้นนั้นไปขายที่อื่น ก็จะสามารถขายได้ราคาดีกว่า เช่น คุณอาจจะอยู่จังหวัด ขอนแก่น ใกล้แหล่งผ้าไหม คุณก็อาจจะเปิดร้านขายผ้าไหมรวดลายพิเศษ หายาก ผ่านเว็บไซต์ไปยังทั่วประเทศและต่างประเทศก็ได้ นี้คืิอตัวอย่างคร่าวๆ ทีนี้ก็ลองมานึกดูสิครับ ว่าใกล้ๆ ตัวคุณมีแหล่งสินค้าราคาถูกอะไรบ้าง ที่สามารถนำมาขายได้

     

     

  2. สินค้าเฉพาะกลุ่ม

          สินค้าที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) โดยไม่ได้เน้นไปที่กลุ่มลูกค้ากลุ่มคนทั่วไป (Mass Market) เช่น สินค้าสำหรับคนอ้วน,  สินค้าสำหรับคนท้อง, สินค้าสำหรับแม่, สินค้าสำหรับเจ้าสาว-คู่แต่งงาน, สินค้าสำหรับเกย์ หรือกระเทย เป็นต้น ซึ่งการที่เราจับกลุ่มลูกค้าโดยเฉพาะกลุ่ม จะทำให้เราสามารถเจาะและเข้าถึงลูกค้าเฉพาะได้ง่ายมาก หากลุ่มลูกค้าได้ง่าย ลูกค้าจดจำคุณได้ง่าย และนั้นหมายถึงโอกาสการขายก็มีมากกว่าการที่เราไปเปิดเว็บไซต์ขายของเหมือนคนทั่วไป ตลาดกลุ่มนี้จะเป็นตลาดเฉพาะ กลุ่มอาจจะไม่ใหญ่มาก แต่ถ้าคุณจับและเข้าถึงได้แล้วละก็ ยอดขายน่าจะมีเข้ามาอย่างต่อเนื่องครับ

     

  3.  สินค้า "ไม่" ยอดนิยม

              ลองหาสินค้า ที่ "ไม่ค่อยนิยม" ลองมาขายดู เพราะส่วนใหญ่ เว็บไซต์ต่างๆ ชอบขายสินค้าที่ "นิยม" ซึ่ง ทำให้เกิดการแข่งขันในสินค้าประเภทนี้มาก ทำให้โอกาสสินค้าของคุณจะเป็นที่รู้จัก เป็นได้ยาก แต่หากคุณเน้นไปที่ สินค้าไม่เด่น ก็จะทำให้เว็บไซต์ ของคุณเป็นที่รู้จักได้ง่ายกว่า เช่น เปิดเว็บไซต์ ขายเทปเพลงเก่า พระเครื่อง รุ่นที่ไม่ค่อยมีคนนิยม

     

  4. สินค้าไม่ต้องการเปิดเผยตัวตน

             สินค้าบางอย่างผู้ซื้อไม่ต้องการเปิดเผยตัวตน เพราะอาจจะมีความอาย หรือไม่ต้องให้ผู้ขายรู้จักหรือเห็นหน้า ดังนั้นการซื้อผ่านเว็บไซต์ หรืออินเทอร์เน็ต ดูจะเป็นช่องทางที่หลายๆ คนเลือกใช้ ในการซื้อสินค้าลักษณะนี้ เช่น สินค้าเกี่ยวกับเรื่องเพศ ถุงยางอนามัย, อุปกรณ์หรือเครื่องมือต่างๆ, ชุดชั้นใน Sexy เป็นต้น

     

  5. สินค้ามีสไตล์เฉพาะตัว (Unique)

          หากสินค้า หรือบริการของคุณ มีความเฉพาะตัว แตกต่าง ไม่เหมือนใคร (Unique) ก็สามารถขายได้ดีเช่นกัน เพราะลูกค้าไม่สามารถหาซื้อที่อื่นๆ ได้นอกจากของคุณเท่านั้น เช่น เสื้อผ้า ลายผ้า ที่มีดีไซน์เฉพาะตัว, สินค้า Handmade ประเภทต่างๆ แต่ต้องสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า ว่าสินค้าของเราเป็นของดี มีคุณภาพ เพราะสินค้าลักษณะนี้ ส่วนใหญ่ลูกค้าจะไม่รู้จักมาก่อน หรือไม่มีมาตรฐานที่แน่นอน ดังนั้นการสร้างความน่าเชื่อถือ การทำให้ลูกค้ามั่นใจ และการให้รายละเอียดสินค้าที่เพียงพอ ครบถ้วน เช่นการมีรูปภาพเยอะๆ การให้รายละเอียดหรือคำอธิิบายสินค้าเยอะๆ หรือมี VDO อธิบายสินค้า ดูน่าจะเป็นวิธีที่จะช่วยทำให้ลูกค้ามั่นใจ และซื้อสินค้าลักษณะนี้ได้ไม่ยาก

     

  6. สินค้าที่มีน้ำหนักเบา

           การขายสินค้าที่มีน้ำหนักเบา   จะได้มีความได้เปรียบ ในด้านการส่งสินค้าให้ลูกค้า เพราะจะส่งได้ง่ายกว่า ประหยัดกว่า โดยเฉพาะสินค้าที่มีขนาดเล็กๆ แต่มีราคา เช่น มีหลายคนๆ ขายสแตมป์เป็นชุด บางชุดมีราคาหลายพันบาทเลย ส่งง่ายเพราะแค่สอดเข้าซองจดหมายก็ส่งได้แล้ว ดังนั้นสินค้าบางอย่างที่มีน้ำหนักเบา มีราคาสูง ก็อาจจะช่วยทำใ้หการค้าขายมีกำไรได้มาก แต่อาจจะต้องให้ความสำคัญกับการขนส่งสินค้าที่มีการลงทะเีบียนที่จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้ซื้อได้เช่นกัน

     

  7. สินค้าที่มีเรื่องราว

        สินค้าหรือของที่มีเรื่องราว มีประวัติประกอบด้วย จะทำให้สินค้าชิ้นนั้นๆ มีความน่าสนใจมากขึ้น เช่น ผมอาจจะขาย เครื่องปั้นดินเผา แต่ผมก็มีให้ข้อมูลและประวัติของ เครื่องปั้นดินเผาแต่ละชุดที่ผมขาย เป็นแบบจำลองมาจาก เครื่องปั้นดินเผาสมัยสุโขทัย มีประวัติยาวนาน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะแจ้งในเว็บไซต์ และแพ็กเกจที่ส่งไปให้ลูกค้า ซึ่งจะทำให้ เครื่องปั้นดินเผาอันนี้มีมูลค่ามากกว่า เครื่องปั้นดินเผาธรรมดาๆ ที่ขายอยู่ทั่วไป นี้คือข้อดีของสินค้าที่มีเรื่องราวอยู่ด้วย

     

  8. สินค้าที่หายาก

        สินค้าที่หายากย่อมมีคนต้องการ แต่เนื่องจากเทคโนโลยี อินเทอร์เน็ต ทำให้การเข้าถึงข้อมูลต่างๆ เป็นไปได้ง่าย ดังนั้นหากคุณขายสินค้าที่หายาก และทำให้คนสามารถหาเจอได้ง่ายๆ ในอินเทอร์เน็ต เช่น.คน ค้นหา (search) เจอได้ง่ายโอกาสการขายก็เป็นไปได้ง่ายๆ ยกตัวอย่างสินค้า เช่น พระเครื่องเก่าๆ, ของเก่า-ของสะสม ประเภทต่างๆ เป็นต้น  

     

  9. สินค้าที่สามารถ ทำด้วยตัวเอง (Do it yourself – DIY) 

มาดูผลการสำรวจ การจองตั๋วเครื่องบิน ทางออนไลน์ ของคนไทยว่าเป็นยังไงกันบ้าง?

     มาดูผลการสำรวจ การจองตั๋วเครื่องบิน ทางออนไลน์ ของคนไทยว่าเป็นยังไงกันบ้าง? โดยทางสายการบิน British Airways ได้ให้ทาง สวนดุสิต โพล  ทำการสำรวจ โดยสำรวจไปยังกลุ่มคนทำงานในย่าน office หลายแห่ง และจำนวนคนตอบแบบสอบถามเป็นกลุ่มคนทำงาน หรือผู้บริหารรวม 516 คน รายได้เกิน 50,000 บาท/เดือน มาดูกันว่า คนเหล่านี้มีพฤติกรรมการจองตั๋วเครื่องบินออนไลน์ยังไงบ้าง บางข้อผมก็ตกใจเหมือนกันครับ  (ผลสำรวจของปี 2008)

บริติช แอร์เวย์ เผยผลสำรวจพฤติกรรมออนไลน์ของนักท่องเที่ยวไทยเป็นครั้งแรก พบมากกว่าครึ่งของคนไทยที่เดินทางเพื่อท่องเที่ยวจองตั๋วเครื่องบินผ่านออนไลน์ เกือบร้อยละ 80 ของนักเดินทางเพื่อท่องเที่ยวในประเทศไทยใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อวางแผนการเดินทางและตรวจสอบราคาและครึ่งหนึ่งจองตั๋วโดยสารผ่านออนไลน์ นอกจากนี้ ผลสำรวจพฤติกรรมออนไลน์ด้านการท่องเที่ยวของคนไทย โดยสายการบินบริติช แอร์เวย์ ประเทศไทย ยังพบว่านักเดินทางชาวไทยส่วนใหญ่ใช้อินเตอร์เน็ตช่วยจัดการด้านการเดินทางเพิ่มมากขึ้น
 
 ผลสำรวจที่น่าสนใจ:
          – สี่ในห้า ของนักเดินทางเพื่อท่องเที่ยวใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อวางแผนการเดินทางและตรวจสอบราคา โดยเกือบครึ่งทำการจองตั๋วโดยสารผ่านออนไลน์
          – สองในสามของนักเดินทางคนไทยเคยใช้บริการเช็คอินออนไลน์หรือสนใจที่จะลองบริการดังกล่าว
          – มากกว่าสี่ในห้าสนับสนุนการลดสารคาร์บอนในอากาศ
          – ความเร็วและความสะดวก เป็นสิ่งที่นักเดินทางคำนึงถึงมากที่สุดในการวางแผนและจองตั๋วโดยสารผ่านออนไลน์
          – ข้อดีของการจองตั๋วโดยสารผ่านออนไลน์ คนส่วนใหญ่จะคำนึงถึงความเร็ว และความสะดวก (ร้อยละ 38 และ 29 ตามลำดับ)
          – นักเดินทางเพื่อท่องเที่ยวชาวไทยส่วนใหญ่ (ร้อยละ 79) วางแผนการเดินทางไปต่างประเทศและตรวจสอบราคาตั๋วผ่านอินเตอร์เน็ต และประมาณสองในสาม (ร้อยละ 63) ซื้อตั๋วโดยสารผ่านออนไลน์ (หรือประมาณครึ่งหนึ่งของจำนวนผู้ตอบแบบสอบถามที่เดินทางท่องเที่ยวทั้งหมด) 

ข้อที่ผมตกใจคือ คนทำงาน (อาจจะเป็นผู้บริหาร) ส่วนใหญ่ นิยมจองตั๋วเครื่องบินเอง มากถึง 39% ซึ่งผมไม่คิดว่าจะเยอะแบบนี้เพราะคิดว่า เค้าน่าจะมี ทีมหรือเลขา คอยช่วยทำการจองตั๋วให้ ซึ่ง ผลของการให้ เลขาจองให้ ประมาณ 16% เท่านั้นเอง.

วิเคราะห์กระแส E-Commerce ในไทยและทั่วโลก ปี 51- ปี 52

ช่วงนี้ทั่วโลกกำลังเข้าสู่ยุคของเศรษฐกิจถดถอยกันทั่วหน้า ไม่ว่าจะเป็นจากอเมริกา หรือในยุโรป ซึ่งรวมถึงเข้ามาในประเทศไทย ที่หลายๆ คนบอกว่า "กำลังซื้อ" กำลังจะเริ่มลดลงเพราะหลายๆ คนเริ่มเก็บเงินและไม่กล้าจับจ่าย เพราะต้องการประหยัดและเก็บเงินเอาไว้เตรียมตัวรับสภาพของการหดตัวของเศรษฐกิจ หลายๆ คนเริ่มตั้งคำถามว่า การหดตัวของเศรษฐกิจและการลดการซื้อของ ของผู้บริโภคจะกระทบกับ การซื้อ-ขายหรือการทำการค้าในโลกออนไลน์ หรือ E-Commerce หรือไม่? วันนี้ผมจะมาให้คำตอบเรื่องนี้กัน

    จากตัวเลขของการซื้อของออนไลน์ ในประเทศอเมริกาในปี 2007 ที่ผ่านมาโดย comScore บอกว่า ในอเมริกามีการซื้อขายผ่าน E-Commerce มากถึงเกือบ 4 ล้านล้านบาทเลยทีเดียว ($123 พันล้านบาท) ซึ่งตัวเลขการซื้อขายออนไลน์นี้ยังไม่รวมการซื้อขายผ่านการประมูลสินค้าและการซื้อของบริษัทองค์กรขนาดใหญ่ ซึ่งหากมีการรวมตัวเลขเข้าไปน่าจะมีเพิ่มมากขึ้นอีกหลายพันล้านเลยทีเดียว
 

หลอกคนเข้าเว็บเพื่อแอบขโมยข้อมูลด้่วยเทคนิค ตกปลาโง่ (Phishing) – phishing คืออะไร

     Phishing (ออกเสียงเหมือนคำว่า fishing) คือ การหลอกลวงขั้นสูงทางอินเตอร์เน็ตในรูปแบบของการปลอมแปลงอีเมล์ หรือข้อความที่สร้างขึ้นเพื่อหลอกให้เหยื่อเปิดเผยข้อมูลทางด้านการเงินหรือ ข้อมูลส่วนตัวต่างๆ อาทิ ข้อมูลหมายเลขบัตรเครดิต หมายเลขประจำตัวผู้ใช้ (User name) รหัสผ่าน (password) หมายเลขบัตรประจำตัว
   
Phishing สร้างกลลวงอย่างไร  

            Phishing สามารถทำได้โดยการส่งอีเมล์ หรือข้อความที่อ้างว่ามาจากองค์กรต่างๆ ที่ท่านติดต่อด้วย เช่น บริษัทให้บริการ Internet หรือ ธนาคาร โดยส่งข้อความเพื่อขอให้ท่าน "อัพเดท" หรือ "ยืนยัน" ข้อมูลบัญชีของท่าน หากท่านไม่ตอบกลับอีเมล์ดังกล่าว อาจก่อให้เกิดผลเสียตามมาได้  เพื่อให้อีเมล์ปลอมที่ส่งมานั้นดูสมจริง ผู้ส่งอีเมล์ลวงนี้จะใส่ hyperlink ที่อีเมล์ เพื่อให้เหมือนกับ URL ขององค์กรนั้นๆ จริง ซึ่งแท้ที่จริงแล้วมันคือเว็บไซต์ปลอม หรือหน้าต่างที่สร้างขึ้น หรือที่เราเรียกว่า "เว็บไซต์ปลอมแปลง" (Spoofed Website) เมื่อท่านเข้าสู่เว็บไซต์ปลอมเหล่านี้ ท่านอาจถูกล่อลวงให้กรอกข้อมูลส่วนตัวที่จะถูกส่งไปยังผู้ผลิตเว็บไซต์ลวง เหล่านี้ เพื่อนำข้อมูลของท่านไปใช้ประโยชน์ เช่น ซื้อสินค้า สมัครบัตรเครดิต หรือแม้แต่ทำสิ่งผิดกฎหมายอื่นๆ ในนามของท่าน

 

E-Commerce ไทยกับ FTA ระหว่างประเทศต่างๆ

  ผมได้รับเชิญให้ไปเป็นวิทยากรงาน สัมนา"พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทยในเวทีการค้าโลก" ที่ทาง NECTEC จัดขึ้น และทางผู้ดำเนินรายการ ได้ส่งข้อมูลเบื้องต้น เกี่ยวกับ FTA ระหว่างประเทศไทยกับประเทศต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่ข้อมูลพวกนี้ จะอยู่กับทางราชการเป็นหลัก เอกชนไม่ีค่อยได้มีโอกาส เห็นเท่าไรครับ (บางที เห็นก็ดูไม่รู้เรื่องๆ ฮ่าๆ) ผมเลยเอามาเก็บเอาไว้ เผื่ออาจจะเป็นประโยชน์กับท่านอื่นๆ ครับ

6 รูปแบบประเภทของเว็บไซต์ E-Commerce

  รูปแบบของการทำเว็บไซต์ E-Commerce มีหลายประเภททั้งนี้และทั้งนั้นต้องขึ้นอยู่กับความต้องการและรูปแบบในการทำของแต่ละเว็บว่าจะมีรูปแบบเป็นอย่างไร ซึ่งแต่ละแบบก็มีความแตกต่างกันออกไป ซึ่งลองมาดูกันว่า คุณจะเลือกรูปแบบการทำ E-Commerce รูปแบบไหน ที่จะเหมาะสมกับคุณและธุรกิจของคุณมากที่สุด

 

1. การประกาศซื้อ-ขาย (E-Classified)

เป็นรูปแบบเว็บไซต์ E-Commerce ที่เปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจประกาศความต้องการ ซื้อ-ขาย สินค้าของตนได้ภายในเว็บไซต์ โดยเว็บไซต์จะทำหน้าที่เหมือนกระดานข่าวและตัวกลางในการแสดงข้อมูลสินค้าต่างๆ และหากมีคนสนใจสินค้าที่ประกาศไว้ ก็สามารถติดต่อตรงไปยังผู้ประกาศได้ทันทีจากข้อมูลที่ประกาศอยู่ภายในเว็บไซต์ โดยส่วนใหญ่จะมีการแบ่งหมวดหมู่ของประเภทสินค้าเอาไว้ เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าไปเลือกซื้อ-ขายสินค้าในเว็บไซต์ เช่น www.ThaiSecondhand.com การซื้อขายรูปแบบนี้ ผู้ขายไม่จำเป็นต้องมีเว็บไซต์ของตัวเองเลย แค่อาศัยพื้นที่ของเว็บที่เปิดโอกาสให้ประกาศขายของ ก็สามารถเริ่มต้นการค้าขายได้แล้ว ข้อดีเริ่มต้นได้ง่ายทันที ฟรี ข้อเสียคือไม่เหมาะกับผู้ที่มีสินค้าเป็นจำนวนมากๆ

 

2. เว็บไซต์แคตตาล็อกสินค้าออนไลน์ (Online Catalog Web Site)

เป็นรูปแบบจัดทำเว็บไซต์ E-Commerce ในรูปแบบแคตตาล็อกออนไลน์ ที่มีรูปภาพและรายละเอียด สินค้าพร้อมที่อยู่เบอร์โทรติดต่อ ไม่มีระบบการชำระเงินผ่านทางเว็บไซต์ หรือระบบช้อปปิ้งการ์ด (ตะกร้าสินค้าออนไลน์) โดยหากผู้สนใจสินค้าก็เพียงโทรสอบถามและสั่งซื้อสินค้าได้ ซึ่งเป็นการใช้เว็บไซต์เป็นเหมือนโบรชัวร์หรือแคตตาล็อกออนไลน์ เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้ามาเลือกดูรายละเอียดสินค้าและราคาได้ จากทั่วประเทศหรือทั่วโลกผ่านทางเว็บไซต์ ข้อดีของเว็บแบบนี้คือ สร้างได้ง่ายเหมาะกับการค้าในพื้นที่หรือประเทศเดียวกัน ข้อเสียคือ ไม่สามารถขายและรับเงินได้ทันทีจากลูกค้า ที่ต้องการชำระเงินผ่านเว็บไซต์

ซึ่งโดยส่วนใหญ่กว่า 70% ของเว็บไซต์ E-Commerce ในประเทศไทยจะเป็นเว็บไซต์ในลักษณะนี้ เพราะด้วย รูปแบบเว็บไซต์สามารถจัดทำได้ง่าย ไม่มีความซับซ้อนมากนัก ทำให้สามารถเริ่มต้นทำได้ง่าย เช่น www.PlatinumPDA.com

 

3. ร้านค้าออนไลน์ (E-Shop Web Site) 

เป็นรูปแบบเว็บไซต์ E-Commerce สมบูรณ์แบบ ที่มีทั้งระบบการจัดการสินค้า ระบบตะกร้าสินค้า (Shopping Cart) ระบบการชำระเงิน รวมถึงการขนส่งสินค้า ครบสมบูรณ์แบบ ทำให้ผู้ซื้อสามารถสั่งซื้อสินค้าและทำการชำระเงินผ่านเว็บไซต์ได้ทันที โดยการชำระเงินส่วนใหญ่สามารถชำระเงินผ่าน บัตรเครดิต เป็นส่วนมาก

ในการจัดทำเว็บไซต์ลักษณะนี้ จะต้องมีระบบหลายๆ อย่างประกอบอยู่ภายใน ทำให้มีความซับซ้อนและมีรายละเอียดในการจัดทำค่อนข้างมาก แต่ตอนนี้ก็มีเว็บไซต์ E-Commerce สำเร็จรูป ที่พร้อมใช้บริการและมีทุกอย่างพร้อมสรรพ ทำให้สามารถเริ่มต้นทำเว็บลักษณะนี้ได้อย่างรวดเร็ว  หากท่านสนใจ ร้านค้าออนไลน์ สามารถสมัครใช้บริการฟรี ได้ที่ www.TARADquickwe.com 

 

4. การประมูลสินค้า (Auction)

เป็นเว็บไซต์ E-Commerce ที่มีรูปแบบของการนำสินค้าของไปประมูลขายกัน โดยจะเป็นการแข่งขันใน การเสนอราคาสินค้า หากผู้ใดเสนอราคาสินค้าได้สูงสุดในช่วงเวลาที่กำหนด ก็จะชนะการประมูลและสามารถซื้อสินค้าชิ้นนั้นไปได้ ด้วยราคาที่ได้กำหนดไว้ โดยส่วนใหญ่สินค้าที่นำมาประมูล หากเป็นสินค้าใหม่ ซึ่งหลังการประมูลสินค้าจะมีราคาที่ไม่สูงกว่าราคาท้องตลาด ยกเว้นสินค้าเก่า บางประเภท หากยิ่งเก่ามากยิ่งมีราคาสูง เช่น ของเก่า ของสะสม เป็นต้น เช่น http://auction.tarad.com, www.ebay.com

 

5. ตลาดกลางอิเล็กทรอนิกส์ (E-Marketplace)

เป็นเว็บไซต์ E-Commerce ที่มีรูปแบบเป็นตลาดนัดขนาดใหญ่ โดยภายในเว็บไซต์จะมีการรวบรวมเว็บไซต์ของร้านค้าและบริษัทต่างๆ มากมาย โดยมีการแบ่งหมวดหมู่ของสินค้าเอาไว้ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเข้าไป ดูสินค้าภายในร้านค้าต่างๆ ภายในตลาดได้อย่างง่ายดายและสะดวก โดยรูปแบบของตลาดกลางอิเล็กทรอนิกส์ บางแห่งมีการแบ่งออกเป็นหลายรูปแบบ ตามลักษณะของสินค้าที่มีอยู่ภายในตลาดแห่งนั้น เช่น ตลาดสินค้าทั่วไป www.TARAD.com เว็บไซต์ตลาดกลางอิเล็กทรอนิกส์เกี่ยวกับอาหาร www.FoodMarketExchange.com เว็บไซต์ตลาดกลางอิเล็กทรอนิกส์ของสินค้า OTOP อย่าง www.thaitambon.com เป็นต้น

6. การค้าผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ (Social Commerce)

Social Commerce คือ "การขายสินค้าโดยอาศัยมวลขนและสังคมเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความยากและการซื้อเกิดขึ้น ผ่านเทคโนโลยีของโซเชียลเน็ตเวิรก์ (Social Network)" ที่ทำให้คนสามารถสื่อสารกับเพื่อนๆ และคนรอบข้างของตัวเองได้ง่ายมากขึ้น มันได้สร้างรูปแบบการปฏิสัมพันธ์ (Engagement) รูปแบบใหม่ ที่ทำให้เกิดการโน้มน้าว ชักชวน คนจำนวนมากได้ง่ายๆ ผ่านบริการอย่าง Facebook หรือ Twitter รวมถึงการเกิดโมเดลธุรกิจรูปแบบใหม่อย่าง "การค้าทางสังคมออนไลน์ (Social Commerce)" ทีมีรูปแบบโมเดลทางธุรกิจอย่าง "ร่วมกันซื้อ (Group Buying)" โดยรูปแบบของ Social Commerce เพิ่งเกิดขึ้นมาใหม่หลังจาก Social Network เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 
             ดังนั้นจะเห็นว่า รูปแบบของ E-Commerce มีอยู่ 6 รูปแบบ ดังนั้นการเริ่มต้นและการนำไปประยุกต์ใช้กับธุรกิจ และการค้าขายของคุณ ก็ควรเลือกรูปแบบที่มีความเหมาะสม และอาจจะค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปก็ได้ หรือจะผสมผสานทำหลายๆ อย่างพร้อมกันในครั้งเดียวกันก็ได้เช่น มีเว็บไซต์ ร้านค้าออนไลน์ (E-Shop Web Site) และไปใช้บริการ การประกาศซื้อ-ขาย (E-Classified) หรือ การประมูลสินค้า (Auction) รวมถึง Social Commerce เป็นช่องทางเสริมในการทำให้ คนรู้จักเว็บไซต์ของเรามากขึ้นก็ได้เช่นกัน…

 

โมเดลทางธุรกิจของ E-Commerce

 คุณสามารถเลือกรูปแบบโมเดลการทำธุรกิจของ E-Commerce ให้มีเหมาะสมกับ ธุรกิจของคุณได้ โดยรูปแบบของโมเดลทางธุรกิจมี 2 รูปแบบดังนี้

1. คลิกและมอต้าร์ (Click* and Mortar**)

คือ E-Commerce ที่มีรูปแบบการที่มีการผสมผสานกันระหว่าง ผู้ที่มีธุรกิจร้านค้าหรือมีบริษัท เปิดให้บริการทำการค้าจริงๆ และมีเว็บไซต์เป็นอีกช่องทางในการค้าขาย โดยการค้าในรูปแบบนี้จะเป็นผสมผสานเชื่อมต่อการซื้อขายทั้งสองช่องทางด้วยกันได้ เพื่อให้ศักยภาพในการค้าสูงสุด ในการรองรับลูกค้าทั้งสองช่องทาง เช่น ลูกค้าสามารถสั่งซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ และไปรับสินค้าที่หน้าร้านได้ เป็นต้น ยกตัวอย่างร้านขายสินค้า อาหารต่าง ชื่อ ร้านวิจิตร ที่เปิดร้านค้าขายสินค้า อาหารทะเล เครื่องเทศ หรือ อุปกรณ์ทำอาหารต่างๆอยู่ ในตลาดย่านสะพานใหม่ ดอนเมือง มานาน ได้มาเปิดเว็บไซต์ชื่อ www.VijitMarketThai.com ขึ้นมา เพื่อเป็นช่องทางใหม่ ให้ลูกค้าสามารถสั่งซื้อสินค้าต่างๆ ผ่านทางเว็บไซต์ได้อย่างสะดวก โดยหลังจากเปิดเว็บไซต์ พบกว่าลูกค้าสามารถทำการเลือกซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ได้ด้วยตัวเอง และทางร้านค้าจะจัดส่งสินค้าไปให้ได้ทั่วประเทศ หรือจะสามารถเลือกมารับสินค้าที่หน้าร้านค้าก็ได้ ซึ่งถือเป็นการนำเว็บไซต์มาผสมผสานกับหน้าร้านหรือธุรกิจได้อย่างลงตัว ทำให้เกิดศักยภาพทางการค้าขายขึ้นสูงจากเดิมมาก

 

2. คลิกกับคลิก (Click and Click)

คือ E-Commerce ที่มีรูปแบบการค้าขายหรือการให้บริการ ผ่านทางเว็บไซต์และอินเทอร์เน็ต เพียงช่องทางเดียวเท่านั้น ไม่มีธุรกิจหรือหน้าร้านค้าจริงๆ ให้คนสามารถไปซื้อหรือรับสินค้าได้ ดังนั้นเมื่อลูกค้าสั่งซื้อสินค้าจากเว็บไซต์ ทางเว็บไซต์จะทำการส่งสินค้าไปให้ลูกค้าถึงที่อยู่ของลูกค้านั้นๆ  ยกตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ www.ToHome.com 

หมายเหตุ : คำว่า “คลิก” ในที่นี้คือเสียงคลิกเมาส์ เปรียบได้กับการใช้เว็บไซต์เป็นช่องทางการค้าขาย ส่วนคำว่า "มอต้าร์” ในที่นี้คือการก่ออิฐสร้างบ้านอาคาร เปรียบได้กับ ธุรกิจที่มีหน้าร้านค้าจริงๆ

เปรียบเทียบระหว่าง คลิกและมอต้าร์ และ คลิกกับคลิก

หากเปรียบเทียบระหว่างการทำ E-commerce ในรูปแบบ คลิกและมอต้าร์ และคลิกกับคลิก นั้นมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันออกไป แล้วแต่ว่าความเหมาะสมของแต่ละคนหรือธุรกิจ

 

คลิกกับคลิก จะเหมาะสำหรับ “ผู้ที่ต้องการจะเริ่มต้นทำธุรกิจใหม่” 

ข้อดี คือ เป็นการลงทุนน้อยและสามารถเริ่มต้นได้อย่างรวดเร็วเพราะแค่จัดทำเว็บไซต์ ก็สามารถเริ่มต้นทำการค้าขายได้แล้ว และเป็นรูปแบบการทำงานที่อิสระ ไม่ยึดติดกับรูปแบบบริษัท ทำให้มีความยืดหยุ่นสูงในการบริหารหรือจัดการ

ข้อเสีย คือ ด้วยความที่เริ่มต้นได้ง่าย และรวดเร็วทำให้บางครั้งอาจขาดประสบการณ์ หรือการบริหาร และความชำนาญในการทำการตลาดหรือการเข้าใจธุรกิจที่ทำอยู่ รวมถึงการสร้างฐานลูกค้าจะต้องสร้างเองใหม่ทั้งหมด และการความน่าเชื่อถือ เพราะธุรกิจทั้งหมดอยู่บนเว็บไซต์ ซึ่งบางครั้ง ลูกค้าบางคนอาจจะไม่ค่อยเชื่อถือหรือมั่นใจในการทำการค้าขายกับธุรกิจที่มีแต่เว็บไซต์เหมือนกับธุรกิจที่มีหน้าร้านค้าจริงๆ (ดู วิธีการสร้างความเชื่อถือให้กับเว็บไซต์คุณ หน้า XX)

 

คลิกและมอต้าร์ เหมาะสำหรับ “ผู้ที่มีธุรกิจการค้าเดิมอยู่แล้ว” อยู่แล้วละต้องการขยายเพิ่มช่องทางการค้าไปยังทั่วโลกหรือทั่วประเทศ ผ่านทาง E-Commerce 

ข้อดี คือ ผู้ที่ทำจะมีความชำนาญในด้านธุรกิจนั้นๆ อยู่ก่อนแล้วทำให้การทำงานต่าง สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว และนอกจากนี้ยังสามารถมีฐานลูกค้าเดิมอยู่แล้ว ทำให้สามารถเริ่มต้นจากลูกค้ากลุ่มเดิมได้ และขยายออกไปได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงจะดูน่าเชื่อถือ และสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าได้ด้วย เพราะมีตัวตน มีหลักแหล่งที่ติดต่อที่แน่นอน

ข้อเสีย คือ ผู้ที่ทำได้จะต้องเป็นผู้ที่มีธุรกิจอยู่แล้วเท่านั้น หากเป็นผู้ที่ยังไม่มีธุรกิจและต้องการทำในรูปแบบนี้จะต้องมีการลงทุนที่สูง และยังจะต้องใช้คนเป็นจำนวนมากในการบริหารและจัดการระบบต่างๆ ทั้งหน้าร้านค้าจริงๆ รวมถึง เว็บไซต์ 

เวลาการทำงานส่วนใหญ่ จะต้องยึดติดกับระบบการทำงานของหน้าร้านค้าหรือบริษัท เช่น เปิดปิดเป็นเวลา จันทร์ถึงศุกร์ หากนอกเหนือเวลานี้ก็จะไม่มีคนมาคอยดูแลหรือรับรองลูกค้า


 

รูปแบบของการทำธุรกิจออนไลน์ E-Commerce

 ประเภทของ E-Commerce สามารถแบ่งตามลักษณะรูปแบบของกลุ่มและประเภทผู้ที่ทำธุรกรรมร่วมกัน โดยสามารถแบ่งได้หลายประเภท ได้แก่

1. การค้ารูปแบบ บุคคล กับ บุคคล – (C2C : Consumer to Consumer)

เป็นการค้าและทำธุรกรรมระหว่างบุคคลกับบุคคล หรือ ระหว่างผู้ใช้เครือข่ายอินเตอร์เน็ตด้วยกันเอง ที่ไม่ใช่รูปแบบของร้านค้าหรือธุรกิจ ซึ่งการซื้อ-ขายนี้อาจทำผ่านเว็บไซต์ที่จัดตั้งขึ้นมาเป็นการเฉพาะ อาทิ การซื้อ-ขายในรูปของการประกาศซื้อ-ขาย หรือประมูลสินค้า ที่ผู้ใช้แต่ละคนสามารถนำข้อมูลสินค้าของตนมาประกาศซื้อ-ขายไว้บนเว็บไซต์ต่างๆ เช่น www.ThaiSecondhand.com, www.ebay.com 

2. การค้ารูปแบบ ธุรกิจ กับ บุคคล (B2C : Business to Consumer)

เป็นการค้าและทำธุรกรรมระหว่าง ธุรกิจที่เป็นรูปแบบบริษัทฯ หรือร้านค้ากับผู้บริโภคที่เป็นบุคคลทั่วไป ซึ่งเป็นการค้าแบบขายปลีก ที่มีการสั่งซื้อสินค้า จำนวนไม่มากและมูลค่าการซื้อ-ขายแต่ละครั้งจำนวนไม่สูงมากนัก โดยการค้าแบบนี้มักชำระเงินด้วยบัตรเครดิต เว็บไซต์ที่มีรูปแบบลักษณะนี้เช่น www.ToHome.com, www.MissLily.com

3. การค้ารูปแบบ ธุรกิจ กับ ธุรกิจ (B2B : Business to Business)

เป็นการค้าและทำธุรกรรมระหว่างธุรกิจที่เป็นในรูปแบบ บริษัทหรือร้านค้าด้วยกัน ส่วนใหญ่จะมีการสั่งซื้อสินค้าและมีมูลค่าการซื้อ-ขายแต่ละครั้งจำนวนสูง การค้าแบบนี้มักชำระเงินผ่านธนาคาร ในรูปของ Letter of Credit (L/C) หรือ ในรูปของ Bill of Exchange อื่นๆ เช่น www.TARADb2b.com, www.FoodMarketExchange.com

4. การค้ารูปแบบ ธุรกิจ กับ รํฐบาล (B2G : Business to Government) 

เป็นการค้าระหว่างธุรกิจที่เป็นในรูปแบบของเอกชนกับองค์กรของรัฐ การค้าลักษณะนี้ทางรัฐบาลจะเป็นผู้กำหนดกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องค่อนข้างมาก เช่นพวกการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานรัฐบาลต่างๆ โดยเว็บไซต์ที่เปิดให้บริการลักษณะนี้ได้แก่ www.gprocurement.or.th, www.gsa.gov 

 

** บทความทั้งหมดนี้ มีลิขสิทธ์ของ นาย ภาวุธ พงษ์วทยภานุ นะครับ หากสนใจรายละเอียด สามารถดูได้ในหนังสือ "E-Commerce สุดยอดช่องทางรวย ทุนน้อย ทำง่าย  สร้างรายได้ 24 ชั่วโมง"

E-commerce คืออะไร? พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ คืออะไร

            E-commerce คืออะไร? อีคอมเมิร์ซ (E-Commerce) หรือพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นคำศัพท์ที่ดูจะไม่ใช่ของใหม่ในสังคมหรือในแวดวงการค้าขาย การรับรู้เกี่ยวกับรายละเอียดและวิธีการของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ต่างหากที่เป็นสิ่งที่น่าสนใจ ผู้ประกอบการรวมถึงผู้บริโภคในส่วนต่างๆ ของสังคมอาจยังเข้าใจไม่ตรงกัน หรือเข้าใจกันไปถึงประสิทธิภาพของอีคอมเมิร์ซคลาดเคลื่อน แตกต่างกันออกไป พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่เริ่มได้ยินกันบ่อยมากขึ้นทุกวันนี้ หมายถึงการดำเนินกิจการทางพาณิชยกรรมที่ใช้เครื่องมือหรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์เข้ามาช่วย โดยส่วนมากเราเข้าใจว่าเป็นการใช้อินเทอร์เน็ตมาเป็นจุดเชื่อมการดำเนินธุรกิจให้สะดวกรวดเร็วมากขึ้นแต่จริงๆ แล้ว พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มีมานานมากแล้ว เราคงจะไม่ลืมว่าเรามีบัตร ATM ใช้กันมานานมากก่อนอินเทอร์เน็ตจะแพร่หลาย เครื่องโทรศัพท์ หรือเครื่องโทรสารก็นับได้ว่าเป็นเครื่องมือหนึ่งของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เหมือนกัน และแน่นอนว่าเครื่องหักเงินบัตรเครดิตที่มีทั้งในห้างสรรพสินค้าหรือร้านอาหารต่างๆ ก็เป็นเครื่องมือในพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งสิ้น

         พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในวันนี้พุ่งเป้าไปที่อินเทอร์เน็ต เพราะว่าเป็นเครื่องมือชิ้นล่าสุดของระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และคงปฏิเสธไม่ได้ครับว่าทุกวันนี้ไม่มีสื่อใดๆ ที่มีพลังและอนาคตเท่าสื่ออินเทอร์เน็ตเพราะบริการบนอินเทอร์เน็ตมีหลายหลายมากไม่ว่า อีเมล์, เว็บไซต์หรือแม้แต่เทคโนโลยีลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ที่กำลังจะเข้ามามีบทบาท เพิ่มมากขึ้นในการทำธุรกรรมบนอินเทอร์เน็ตให้มีความรัดกุมเพิ่มขึ้นในไม่ช้า

ทุกวันนี้คุณไม่จำเป็นต้องกังวลในความยุ่งยากในการจัดทำเว็บไซต์อีกแล้ว เพราะมีบริษัทที่รับทำเว็บไซต์ให้มากมายและราคาก็ไม่แพงอีกต่อไปแล้วครับ เนื่องจากภาวะการแข่งขันกันทำตลาดมากขึ้นทุกวันซึ่งเว็บไซต์ของคุณจะสวยงามเพียงไหน หรือหากมีการหักเงินผ่านบัตรเครดิตด้วยคุณต้องไปติดต่อกับธนาคารที่คุณจะใช้บริการด้วยครับโดยทางธนาคารจะคอยช่วยเหลือคุณถึงวิธีการที่จะทำให้เว็บไซต์ของคุณสามารถทำธุรกรรมหักบัญชีผ่านบัตรเครดิตได้เป็นอย่างดี

 

พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ คืออะไร ? รู้จักพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Commerce หรือ E-Commerce)

        E-commerce หรือเรียกกันทั่วไปว่า พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ คือการทำธุรกรรมหรือธุรกิจ ที่ผ่านช่องอิเล็กทรอนิกส์ ในทุกๆ ช่องทาง เช่น อินเทอร์เน็ต, โทรศัพท์, วิทยุ, โทรทัศน์, แฟกซ์ เป็นต้น ทั้งในรูปแบบ ข้อความ เสียง และภาพ รวมถึงการขายสินค้าและบริการด้วยสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือการขนส่งผลิตภัณฑ์ที่เป็นเนื้อหาข้อมูลแบบดิจิตอล ถือว่าเป็น E-Commerce ทั้งนั้น ดังนั้นการซื้อขายในรูปแบบ E-Commerce เกิดขึ้นมานานแล้ว แต่คำว่า E-Commerce เพิ่งมาเป็นที่รู้จักและยอมรับกัน หลังจากมีการค้าขายผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ตมากขึ้น

E-Commerce ในปัจจุบันเป็นการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต กับการจำหน่ายสินค้าและบริการโดยสามารถนำเสนอข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตัวสินค้าหรือบริการผ่านทาง อินเทอร์เน็ต สู่คนทั่วโลกภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว ทำให้การดำเนินการซื้อขายอย่างมีประสิทธิภาพ และก่อให้เกิดรายได้ในระยะเวลาอันสั้น 

1.1 ประวัติ E-Commerce

           ประวัติ E-Commerce การค้าอิเล็กทรอนิกส์นั้นเริ่มขึ้นบนโลกครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2513 ซึ่งได้มีการเริ่มใช้ระบบโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์หรืออีเอฟที (EFT = Electronic Fund Transfer) แต่ในขณะนั้นมีเพียงบริษัทขนาดใหญ่และสถาบันการเงินเท่านั้นที่ใช้งานระบบโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ต่อมาอีกไม่นานก็เกิดระบบการส่งเอกสารทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ อีดีไอ (EDI = Electronic Data Interchange) ซึ่งสามารถช่วยขยายการส่งข้อมูลจากเดิมที่เป็นข้อมูลทางการเงินอย่างเดียวเป็นการส่งข้อมูลแบบอื่นเพิ่มขึ้น เช่น การส่งข้อมูลระหว่างสถาบันการเงินกับผู้ผลิต หรือผู้ค้าส่งกับผู้ค้าปลีก เป็นต้น

หลังจากนั้นก็มีระบบสื่อสารรวมถึงโปรแกรมอื่นๆ เกิดขึ้นมากมายตั้งแต่ระบบที่ใช้ในการซื้อขายหุ้นจนไปถึงระบบที่ช่วยในการสำรองที่พัก ซึ่งเรียกได้ว่าโลกได้ก้าวเข้าสู่ยุคของการสื่อสาร และเมื่อยุคของอินเทอร์เน็ตมาถึงเมื่อประมาณปี พ.ศ.2533 จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การค้าอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้เกิดขึ้น เหตุผลที่ทำให้ระบบการค้าอิเล็กทรอนิกส์เติบโตอย่างรวดเร็วคือโปรแกรมสนับสนุนการค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมามากมาย รวมถึงระบบเครือข่ายด้วย พอมาถึงประมาณปี พ.ศ.2537 – 2548 ก็ถือได้ว่าระบบการค้าอิเล็กทรอนิกส์หรืออีคอมเมิร์ซก็เป็นที่ยอมรับและได้รับความนิยมอย่างมากและรวดเร็ว ซึ่งวัดได้จากการที่มีบริษัทต่างๆ ในอเมริกาได้ให้ความสำคัญและเข้าร่วมในระบบอีคอมเมิร์ซอย่างมากมาย และเริ่มมีการขยายออกไปยังทั่วโลก จนพัฒนามาถึงทุกวันนี้

1.2 ประโยชน์ของ E-Commerce
 
การนำ E-Commerce มาใช้ทำให้เกิดการประโยชน์และการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจอย่างมาก เพราะช่วยลดช่องว่างและการแข่งแข่งขันระหว่างองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ กับขนาดเล็กได้ เพราะทุกธุรกิจไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ จะมีโอกาสเท่าเทียมกันเมื่อเข้าสู่การโลกของการค้าขายผ่านอินเทอร์เน็ตหรือ E-Commerce 
 
ประโยชน์ของ E-Commerce ต่อผู้ประกอบการหรือผู้ขาย

เป็นการสร้างและเพิ่มช่องทางการขายและจัดจำหน่ายมากขึ้น จากตลาดภายในพื้นที่ ออกสู่ตลาดโลกได้อย่างง่ายดาย 
เปิดบริการให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวัน ไม่มีวันปิด (ยกเว้นเว็บไซต์คุณจะล่มไปเสียก่อน)
ลดค่าใช้จ่ายและต้นทุนในการบริหารและจัดการได้อย่างมหาศาล ทำให้สามารถลดราคาสินค้า เพื่อทำการแข่งขันได้ดีขึ้น
สร้างโอกาสให้เกิดการทำธุรกิจในรูปแบบใหม่มากมาย
เป็นช่องทางที่สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้โดยตรงและมีประสิทธิภาพ 
เพิ่มความสัมพันธ์กับลูกค้าให้ดีขึ้น 
การให้บริการหลังการขายให้คำปรึกษาเรื่องผลิตภัณฑ์ หรือการแก้ไขเบื้องต้นอย่างรวดเร็ว
ช่วยทำการวิจัยการตลาดและการพัฒนาสินค้าได้อย่างรวดเร็วและประหยัด
 
ประโยชน์ของ E-Commerce ต่อผู้บริโภคหรือผู้ซื้อ

เลือกซื้อสินค้าได้ในราคาถูกกว่าทั่วไป 
เลือกซื้อสินค้าและบริการได้จากร้านค้าต่างๆ จากทั่วทุกมุมโลก
มีโอกาสเลือกและเปรียบเทียบราคาสินค้าได้มากขึ้น
ประหยัดเวลาไม่ต้องเดินทางไปซื้อสินค้าถึงที่
รับสินค้าได้ทันที (หากเป็นสินค้าประเภทสื่อดิจิตอล เช่น เพลง โปรแกรม และไม่มีค่าขนส่ง)
สามารถดูข้อมูลสินค้าได้ละเอียดมากขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ทั่วโลก
ได้รับความสะดวกในการจัดส่ง เพราะสินค้าส่วนใหญ่จัดส่งถึงบ้าน
 

 

วิเคราะห์ SWOT ของธุรกิจ E-Commerce

Strength

  • เปิดให้บริการ 24 ชั่วโมงตลอด 7 วัน
  • ทำการค้าได้ทั่วโลกจากห้องนอนคุณ
  • สินค้าเข้าถึงตรงผู้ซื้อเร็วและมีประสิทธิภาพ
  • ผู้ซื้อสามารถเปรียบเทียบได้อย่างเร็ว
  • ราคาในการลงทุนถูกมาก
  • ไม่ต้องมีพนักงาน
  • การโอนเงินรวดเร็ว
  • เริ่มต้นได้อย่างง่ายไม่ต้องใช้เงินทุนสูง

Weakness

  • การปฏิสัมพันธ์กับเจ้าของร้านกับลูกค้าน้อย
  • บางครั้งลูกค้าต้องการเห็น-สัมผัสสินค้าก่อนซื้อ
  • บางครั้งค่าส่งสูง (หากส่งข้ามประเทศ)

Opportunity

  • จำนวนผู้ใช้ Internet เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกวัน
  • คนยุคใหม่ใช้การซื้อของออนไลน์อย่างมากเพราะสะดวกกว่า
  • คนเริ่มมั่นใจในการซื้อของออนไลน์มากขึ้น
  • เทคโนโลยีมีการพัฒนาปรับปรุงอย่างดีขึ้นเรื่อยๆ

Threat

  • มีกลโกงเกิดขึ้นในโลกออนไลน์เกิดขึ้น
  • การแข่งขันเริ่มมีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

** บทความทั้งหมดนี้ มีลิขสิทธ์ของ นาย ภาวุธ พงษ์วทยภานุ นะครับ หากสนใจรายละเอียด สามารถดูได้ในหนังสือ "E-Commerce สุดยอดช่องทางรวย ทุนน้อย ทำง่าย  สร้างรายได้ 24 ชั่วโมง"

%d bloggers like this: