อยากขายของผ่านเน็ต ทำอย่างไรได้บ้าง?

หากอยากจะลองขายของผ่านทาง internet ดูบ้าง จะทำได้อย่างไร ?

 

เทคนิคเพิ่มยอดขายด้วย Facebook Marketing

ช่วยนี้เห็นหลายๆ คนและหลายธุรกิจต่างๆ กระโดดเข้ามาทำการตลาดบน Facebook กันมากมาย หลายๆ คนตั้งเป้าว่าต้องพยายามสร้างคนเข้ามาร่วมเป็น "แฟน (Fan)" ให้มากที่สุด ใน "หน้า (Page)" ของตนบน Facebook แต่ผมก็เริ่มสงสัยว่า บางคนจะรู้ไหมหนอว่าหากแฟนคุณเยอะๆ แล้ว คุณจะสามารถนำ "แฟน" ที่คุณมีอยู่ใหนเฟซบุ๊คของคุณมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดหรือเพ่ิมยอดขายให้กับธุรกิจคุณได้อย่างไร เดียววันนี้ผมมีเทคนิคมาเปิดเผยกันครับ 

  • พูดคุยกับลูกค้าบ่อยๆ ผ่านเฟซบุ๊ค
    การพูดคุยกับลูกค้าบ่อยๆ จะช่วยทำให้หน้าเฟซบุ๊คของคุณไม่หยุดนิ่ง แต่ต้องหลีกเลี่ยงการพูดอยู่คนเดียวโดยไม่ฟังคนอื่นๆ ซึ่งศิลปะในการพูดคุยกับผู้คนบนเฟซบุ๊ค คุณจะต้องไม่เน้นการขายของมากเกินไป พูดถึงสิ่งที่คนกำลังสนใจในตอนนั้น และสื่อสารให้ถูกจังหวะและโอกาส และลองพูดคุยปฏิสัมพันธืกับคนที่เข้ามาในหน้าของเรา ช่วยเหลืออะไรในสิ่งที่เราสามารถช่วยเหลือได้ หรือจะไปใช้ในส่วนของ "พูดคุย  (Discussion)" ในการพูดคุย ตั้งคำถามกับลูกค้าว่า ใช้สินค้าไปแล้วเป็นยังไงบ้าง

เจาะ 5 แนวโน้มการค้าออนไลน์ของไทยปี 2011

 ปีนี้เอง (2011) เป็นปีที่การค้าขายออนไลน์ของเมืองไทย กำลังจะเริ่มต้นทะยานขึั้นอย่างมาก โดยจะเห็นได้ว่ามีปัจจัยหลายอย่างที่เข้ามาทำให้ วงการอีคอมเมิร์ซของเมืองไทยเติบโตอย่างก้้าวกระโดดภายในปีนี้ พฤติกรรมของคนออนไลน์เปลี่ยนไป กล้าซื้อและช๊อปปิ้งออนไลน์เพิ่มมากขึ้น รวมถึงสินค้าและบริการต่างๆ ของธุรกิจมากมาย เริ่มเดินหน้าเข้าสู่ตลาดการค้าออนไลน์กันมากขึ้น ระบบชำระเงินออนไลน์ของไทยที่พัฒนาความสามารถมากขึ้น โดยคนสามารถซื้อของและจ่ายเงินออนไลน์ได้ง่ายๆ เพียงแต่กดไม่กี่ทีก็จ่ายเงินได้แล้ว ดังนั้นเรามาดูกันว่าแนวโน้มของปี 2011 จะมีอะไรที่น่าสนใจของการค้าออนไลน์ของไทย ที่คุณสามารถเติบโตไปกับช่องทางนี้ได้

ร่วมกันซื้อ-ชวนกันช๊อป รูปแบบใหม่การค้าออนไลน์แบบ โซเชี่ยลคอมเมิรซ์

 ช่วงนี้ถือว่าเป็นช่วงที่ธุรกิจเว็บไซต์เกี่่ยวกับการ "ร่วมกันซื้อ (Group Buying)" เว็บที่รวบรวมสินค้า-บริการราคาพิเศษที่มีส่วนลดมากมายมาย บางรายการลดมากถึง 70-80% เลยทีเดียว นี้เป็นรูปแบบหนึ่งของ "โซเชี่ยลคอมเมิรซ์" ที่เพิ่งเริ่มต้นเกิดขึ้นหลังจากการเข้ามาของ โซเชียลเน็ตเวิรก์ โดยเว็บร่วมกันซื้อนี้ จะเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปซื้อส่วนลดพิเศษต่างๆ นี้ได้ โดยกระแสนี้เริ่มต้นเกิดขึ้นจากเว็บไซต์ Groupon.com ที่โด่งดังมาในอเมริกา ได้ขยายกระแสมายังเมืองไทย โดยตอนนี้มีเว็บไซต์รูปแบบนี้ เกือบ 20 เว็บไซต์แล้วในเมืองไทย ทำไมเว็บไซต์รูปแบบนี้ถึงได้รับความนิยมกันมากขนาดนี้ ในช่วงระยะเวลาอันสั้นเพียงแค่ 2-3 เดือน และต่อไปมันจะเป็นอย่างไร ลองมาดูกันครับ 

ทำไมเว็บไซต์รูปแบบนี้ถึงได้รับความนิยม?

เนื่องจากเว็บไซต์ลักษณะ "ร่วมกันซื้อ" หรือ Group Buying เป็นการรวบรวมสินค้าและบริการ ลดราคาพิเศษ สินค้าที่นำมาขายกันส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าประเภทบริการมากว่าสินค้าที่จับต้องได้ (เดียวจะเฉลยเหตุผลทีหลังว่าทำไม?) โดยการซื้อสินค้าส่วนลดพิเศษนี้ จะต้องรวมกันซื้อทีละมากๆ ถึงจะได้ส่วนลด ดังนั้นคนที่อยากได้สินค้าจึงมักจจะบอกต่อเพื่อนๆ ว่าให้ช่วยกันเข้ามาร่วมกันซื้อ เช่น ปกติคูปองทานอาหารฝรั่งเศสปกติมูลค่า 3,000 บาท แต่นำมาขายลด 70% เหลือเพียงแค่ 900 บาท หากร่วมกันซื้อมากกว่า 50 คนขึ้นไปในระยะเวลา 24 ชั่วโมง ดังนั้นด้วยการลดราคามากมายมหาศาลขนาดนี้ ทำให้หลายๆ คนที่อยากได้ ต่างกันรุมเข้ามาซื้อและยังบอกต่อไปยังเพื่อนๆ ให้เข้ามาร่วมซื้อกันอีกด้วย 

ผลสำรวจคนเอเซียซื้อของทางออนไลน์เพิ่มมากขึ้น

 จากการสำรวจของ Visa eCommerce Consumer Monitor 2010 พบว่า 87% ของคนในกลุ่ม 6 ประเทศในเอเซีย (ไทย, อินเดีย, มาเลย์เซีย, อินโดนิเซีย, จีน,ใต้หวัน) เคยซื้อของออนไลน์ในปีที่ผ่านมา โดยสำรวจจากคนใช้อินเทอร์เน็ตเป็นประจำ จำนวน 3,156 คน โดยส่วนใหญ่ 1. ซื้อสั่งจองตั๋วเครื่องบิน, ที่พักและท่องเที่ยว มูลค่า ประมาณ US$550 2. ซื้อหุ้นทางออนไลน์ US$320 3. เครื่องใช้ไฟฟ้า US$166 และบริการทางการเงิน US$92 และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ US$75 

 

ยอดเฉลี่ยของการใช้จ่ายเงินในช่องทางออนไลน์จาก  6 ประเทศที่สำรวจ ประมาณ US$2,086 ในช่วงปี 2010 ซึ่งประเทศใต้หวันเป็นประเทศที่มีค่าเฉลี่ยการซื้อสูงสุดที่ US$4,041 ในขณะที่จีน US$2,557 และ มาเลย์เซีย US$2,006 มีตัวเลขเหนือค่าเฉลียที่ US$2,086  โดยประเทศไทยมีตัวเลขที่ US$1,763

 

จากการสำรวจพบกว่า ผุ้ที่ทำแบบสำรวจบอกว่า สาเหตุที่นิยมการซื้อของทางออนไลน์เพราะว่า 

1. ซื้อได้ทุกเวลา 24 ชม. – 83%

2. เปรียบเทียบสินค้าง่าย – 81%

3. เปรียบเทียบราคา – 81%

 

ที่มา : Visa eCommerce Consumer Monitor 2010 

http://www.visa-asia.com/ap/sea/mediacenter/pressrelease/NR_SGP_040111.shtml

 

รู้จักการขายสินค้าผ่านโซเชี่ยลคอมเมิรซ์ (Social Commerce) – Social Commerce คืออะไร?

วันที่ 28 ธค 2010 ที่ผ่านมาผมได้ลองจัดงานสัมมนาง่ายๆ กันเองๆ เป็นงานไว้ "ปล่อยของ" และความรู้ที่ได้ศึกษามา ในชื่องาน Marketing Byte Forum โดยหัวข้อที่ผมยกมาพูดคือ "Social Commerce" หรือ การค้าบนโซเชียลมีเดีย Social Commerce คือ "การขายสินค้าโดยอาศัยมวลขนและสังคมเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความยากและการซื้อเกิดขึ้น ผ่านเทคโนโลยีของโซเชียลเน็ตเวิรก์ (Social Network)" ที่ทำให้คนสามารถสื่อสารกับเพื่อนๆ และคนรอบข้างของตัวเองได้ง่ายมากขึ้น มันได้สร้างรูปแบบการปฏิสัมพันธ์ (Engagement) รูปแบบใหม่ ที่ทำให้เกิดการโน้มน้าว ชักชวน คนจำนวนมากได้ง่ายๆ ผ่านบริการอย่าง Facebook หรือ Twitter รวมถึงการเกิดโมเดลธุรกิจรูปแบบใหม่อย่าง "การค้าทางสังคมออนไลน์ (Social Commerce)" ทีมีรูปแบบโมเดลทางธุรกิจอย่าง "ร่วมกันซื้อ (Group Buying)"

 

ตัวอย่างๆ Social Commerce คือ เว็บไซต์  Groupon.com เว็บไซต์ที่มีส่วนลดร้านค้าต่างๆ ในราคาพิเศษ ที่กระตุ้นให้คนที่ซื้อส่วนลดนี้ ชักชวน หรือบอกต่อเพื่อนๆ ผ่านทางโซเชี่ยลเน็ตเวิรก์ เพื่อให้ได้ส่วนลดและราคาพิเศษ โดยโมเดลธุรกิจแบบนี้ทำให้ร้านอาหารหรือร้านค้าบางร้านสามารถได้ลูกค้านับพันๆ คนเพียงใช้เวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง ทำให้ร้านค้าต่าง พอใจในการนำธุรกิจไปโปรโมทผ่านเว็บไซต์ Groupon และทาง Groupon เองก็ได้ส่วนแบ่งรายได้ เป็นจำนวนที่สูงมากเลยทีเดียว 

 

ผมคงไม่เขียนอธิบายมาก (หากมีเวลาจะมาเขียนอธิบายครับ) แต่น้อง @icez ได้ถ่ายทอดสดงานวันนั้นเอาไว้ครับ และสามารถดูสิ่งที่ผมพูดในวันนั้นได้ครับ รวมถึง Slide ที่ผมพูดในวันนั้นครับ 

 

 

What’s Social Commerce

ขอบคุณทุกคนที่มาร่วมงานวันนี้นะครับ (ชาวทวิตเตอร์ทั้งน้นเลยครับ)
 

อยากเป็นเจ้าของกิจการ หรือเจ้าของธุรกิจมาศึกษาจากประสบการณ์ของผมละกันเน้อ

 ผมได้มีโอกาสไปออกรายการ ช่างคุย www.Changkui.com ของพี่หงษ์ @hongsyok พูดคุยเกี่ยวกับการเป็นเจ้าของกิจการและประวัติการเริ่มต้นธุรกิจของผม ว่ามีการทำอย่างไร? ผมว่า คุณน่าจะได้เรียนรู้อะไรจากประสบการณ์ของผม มีทั้งความสุข ความหื่น ความรู้อยู่ใน VDO ทั้งสองช่วงนี้ครับ

ช่างคุย ๑๘๘. Entrepreneur โดย @Pawoot ตอน ๑-๒
เจอกันมาก็หลายงาน เห็นคุณภาวุธ พงษ์วิทยภานุ (ป้อม) (ติดตามได้ที่ Pawoot.com และ @pawoot) ไปมาหลายงาน ส่วนใหญ่จะชอบถามในเรื่องของ Social Network แต่ดูเหมือนไม่เห็นใครถามในแง่คนที่ล้มลุกคลุกคลานสมัยก่อตั้ง tarad.com มาก่อนบ้าง ก็เลยชวนมาเล่าประสบการณ์ เพื่อเป็นข้อคิดให้คนที่อยากประกอบการ มาลองฟังกันบ้าง มีอาจารย์ศุภเดช สุทธิพงคณาสัย (ติดตามได้ที่ freeware.in.th และ @ripmilla) มาช่วยคุย และมีคุณพิณประภา เหรียญทองมาช่วยทำให้รายการดูสดชื่นขึ้นมาเยอะเลย

ตอนที่ 1

ตอนที่ 2 

 

ก้าวเล็กๆ ของเด็กที่กล้าเลือก กับ การสร้างร้านค้าออนไลน์ ที่รวยได้ระหว่างเรียน

นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จทุกคนมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ ความกล้าที่จะเริ่มต้น เพราะยิ่งเริ่มต้นได้เร็วเท่าไหร่โอกาสที่ผู้คนจะจดจำและรับรู้ในตัวธุรกิจก็ยิ่งมีเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น และในปัจจุบันสื่ออินเตอร์เน็ตก็เข้ามามีบทบาทในธุรกิจ SME อย่างมาก เนื่องจากเป็นสื่อที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายที่สุดและรวดเร็วที่สุด 

ตลาดดอทคอมจึงอยากมีส่วนช่วยในการส่งเสริมนักธุรกิจ SME ให้ประสบความสำเร็จเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยและเติบโตไปด้วยกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องอาศัยความกล้าที่จะเริ่มต้น เพราะถ้าเรามัวแต่คิดว่า “เดี๋ยวจะทำ”  ยังไงก็ไม่ประสบความสำเร็จอยู่ดี เพราะระหว่างคำว่า “เดี๋ยวจะทำ” กับ “ลงมือทำ” นั้นให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงดังเช่นดังเช่นสาวน้อยคนนี้ที่กล้าที่จะก้าวเข้ามาในวงการ E-commerce(การค้าออนไลน์) ทั้งๆที่ยังเป็นแค่นิสิตนักศึกษา แต่ก็สามารถสร้างรายได้ช่วยเหลือครอบครัวและประสบความสำเร็จในการสร้างธุรกิจที่ตัวเองรัก

คลิกเดียว!!! เข้าถึงสินค้านับล้านชิ้น….

วันนี้ผมมีฟีเจอร์เด็ดๆ มาแนะนำทุกคนครับ โดยมันทำงานอยู่บน IE8 หรือเบราว์เซอร์ยอดนิยม Internet Explorer เวอร์ชั่นล่าสุดนั่นเอง หลายๆ คนอาจสงสัยเวลาเข้าใช้งานใน IE8 แล้ว พอเข้าไปบางเว็บไซต์จะเห็นปุ่มสีเขียวๆ โผล่ขึ้นมา (แน่นอนครับว่า มันไม่ใช่ "กบเคโระ" ) แต่มันก็คือฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดที่ชื่อว่า "เว็บสไลซ์ (Web Slices)" นั่นเองครับ โดยเว็บสไลซ์ เป็นบริการใหม่บน IE8 ครับ

ใครที่ใช้เบราว์เซอร์อื่นๆเช่น Mozilla FireFox หรือ Google Chrome งานนี้บอกได้คำเดียวว่า อดนะครับ หมดสิทธิใช้งานแน่นอน

เว็บสไลซ์จะมีลักษณะเป็นเหมือน Widget ขนาดเล็กอยู่บนแถบเครื่องมือบนเบราว์เซอร์ (Common Bar) มันมีประโยชน์ในการช่วยอัพเดทเนื้อหาที่คุณชื่นชอบบน Favorite Bar ของคุณได้ทันทีในแบบเรียลไทม์ โดยคุณสามารถเลือกได้ว่า จะดูข้อมูลของเว็บที่คุณชื่อชอบส่วนไหนเป็นพิเศษ โดยไม่จำเป็นต้องโหลดมาทั้งหน้า ทำให้คุณสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว และตรงกับความต้องการคุณ ที่จะเห็นเฉพาะในส่วนที่คุณต้องการ นับว่าเป็นประโยชน์มากๆ สำหรับการรับข้อมูลข่าวสารที่มีมากมายในปัจจุบัน

วิเคราะห์อุตสาหกรรมเว็บไซต์ไทยปี 2009 แบบไม่เกรงใจใคร

ก่อนอื่น ขอบอก่อนครับว่าข้อความที่จะอ่านต่อจากนี้เป็น เกิดขึ้นตอนสติไม่ค่อยดีเท่าไร (มึนๆ นิดๆ) อาจจะมีภาษาอะไรไม่สุภาพบ้าง ก็ต้องขออภัยมา ณ. ที่นี่ด้วยครับ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในคือวันที่ 11 มกราคม 2010 เวลา เทียงคืนนิดๆ เป็นข้อความที่รวมมาจาก Twitter ของผม อาจจะไม่ค่อยต่อเนื่องเท่าไร แต่ก็น่าจะพอได้อะไรบ้างครับ

Pawoot P.

มันเริ่มจาก ฝรั่งเศสเล็งเก็บภาษี เว็บไซต์ยักษ์ใหญ่

    ขอวิเคราะห์ เหตุการณ์ "ฝรั่งเศสเล็งเก็บภาษี เว็บไซต์ยักษ์ใหญ่ Google, Yahoo, Facebook " ผมเองรู้สึกและกำลังจับตามองเรื่องนี้มานานแล้วละครับ อย่างเหตการณ์ในปัจจุบัน เว็บไซต์ยักษ์ใหญ่ในโลกหลายแห่ง กำลังสนุกสนานกับการสร้างรายได้อย่าง "มหาศาล" จากประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้อย่างมากมายในรูปแบบของ Long Tail คือหาโมเดลรายได้เก็บเงินนิดหน่อยๆ แต่เก็บจากคนทั่วโลก ก็สามารถทำให้เกิดรายได้มหาศาล โดยใช้โอกาสให้ผู้ซื้อทั่วโลกสามารถชำระเงินผ่านออนไลน์ ผ่านบัตรเครดิตชำระตรงไปที่ บริษัทเแต่ละแห่งในประเทศนั้นๆ ได้เลย (บริษัทบางแห่งอาจจะมีการวางแผนการรับเงินโดย เปิดบริษัทในประเทศบางประเทศที่มีสิทธิทางด้านภาษี ทำให้เค้าสามารถ ได้ผลประโยชน์ทางด้านภาษีมาก) ทั้งนี้เพื่อให้เกิดกำไรสูงสุด จึงทำให้ปัญหาบางอย่าง เพราะการ "จ่ายเงินตรงและออกไปยังประเทศของบริษัทเว็บไซต์ยักษ์ใหญ่ต่างๆ ผ่านทางอินเทอร์เน็ต"  ทำให้ เว็บไซต์ใหญ่ๆ ไม่ต้อง "เสียภาษี" ให้กับรัฐบาลของหลายๆ ประเทศทั่วโลก เพราะการชำระเงินผ่านสามารถส่งผ่านอินเทอร์เน็ต ข้ามไปยังประเทศของเค้าเลย ซึ่งจะเห็นได้ว่า หลายๆ ประเทศมีการจ่ายเงินผ่านออกช่องทางออนไลน์ ไปยังประเทศที่บริษัทเว็บไซต์ใหญ่ ๆอยู่ อาจจะมีมูลค่าหลายร้อยล้านบาทหรือพันล้านบาทต่อปีเลยทีเดียว นี้คือ "ความเสียเปรียบ ของประเทศที่เว็บไซต์ใหญ่ ๆหลายๆ แห่งไม่ได้มีบริษัทตั้งอยู่" เพราะ "การจ่ายเงินตรงออกไปยังประเทศที่บริษัททเว็บไซต์ใหญ่ๆ อยู่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือประโยชน์อะไรกับภาครัฐหรือประเทศที่เว็บไซต์นั้นไม่ได้ตั้งอยู่เลย" ประเทศเหล่านั้นไม่ได้แม้แต่เงินค่าภาษีการจ้างคน ภาษีธุรกิจ ซักบาท เพราะบริษัทเว็บไซต์ใหญ่ๆ จะจ้างคนประเทศนั้นๆ ไปรวมอยู่ประเทศอื่นๆ ใกล้เคียงเอาไว้รวมกัน เพื่อความสะดวกในการบริหารจัดการ และประหยัดค่าใช้จ่าย นีื้คือความได้ เปรียบของธุรกิจที่อยู่ในโลกออนไลน์ ที่สามารถ "กำหนดเส้นทางการเดินทางของเงินได้" ไม่ยาก โดยไม่ต้องเสียภาษีให้กับแต่ละประเทศ กลับมามองเมืองไทย ธุรกิจต่างๆ ของไทย "ใช้ความได้เปรียบด้านนี้ น้อยมากๆ" มีเพียงน้อยนิดของธุรกิจออนไลน์ที่ใช้ความได้เปรียบนี้ ส่วนใหญ่ เราจะเป็นผู้ "ซื้อ" มากกว่า ดังนั้นการผมเห็นข่าวของ รัฐบาลฝรั่งเศส จะออกมาเก็บภาษีกับเว็บใหญ่ๆ เช่น Google, Yahoo, Facebook ตามข่าวนี่ ผมเห็นด้วย 100%

 

วิธีการแก้ปัญหาของเรื่องนี้

       ทางออกของวิธีการเก็บภาษี นี้ไม่ยากครับ คือ การผลักดันให้เว็บใหญ่ๆ เปิดสาขาในประเทศที่ไปเปิดให้บริการ กำหนดให้เค้ามีการรับรายได้ผ่านสาขาในประเทศ เมื่อมีการกำหนดให้ มีการเกิดรับรายได้ผ่านสาขาในประเทศนั้นๆ ข้อดีคือ ประเทศนั้นๆ สามารถเก็บภาษีและสามารถช่วยเหลือสนับสนุนท้องถิ่นๆนั้นๆ ได้ แต่คำถามคือ เว็บใหญ่ๆ จะยอมหรือเปล่า?? คำตอบคือ "ยอม" หากภาครัฐ ออกกฏและเข้ามาดูตรงนี้อย่างชัดเจนอย่างที่ รัฐบาลฝรั่งเศสกำลังจะทำ (ขอให้ +1 สำหรับเค้า) หากเราไม่ทำวันนี้ ต่อๆไป เราจะเสียเปรียบและสูญเสียรายได้ปีนึงหลายพันล้านบาท จากการซื้อสินค้าหรือบริการผ่านทางออนไลน์ออกไปตรงๆ มีบริษัทเว็บไซต์ ตปท.หลายๆ บริษัทในปัจจุบันที่มีรายได้มหาศาลจากคนไทย แต่ไม่เคยเสียภาษีให้ประเทศไทยเลย เช่น Amazon, Ebay, Google, Yahoo การผลักดันให้บริษัทต่างๆ เหล่านั้นเข้ามา ตั้ง office ในไทยช่วยอะไรได้หลาย ๆ อย่าง เช่น การพัฒนาด้านคน, เทคโนโลยี, การได้ภาษีมาพัฒนาอุตสหกรรมด้านนี้ และอีกมาก ที่่ผ่านมา รัฐบาลจีนยังทำได้.. อย่าไปยอมเค้าสิ โดยวิธีการ Block ปิด หรือหันไปสนับสนุน local web แทนครับ แบบที่หลายปท.ทำ มีคำถามเกิดขึ้นกันว่า หากเราทำแบบนี้แล้ว จะทำให้ผู้บริโภคคือผู้รับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นหรือเปล่า? < ผมเชื่อว่ามันไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้มาก เพราะโครงสร้างด้านราคามันมี Global Standard และ rate คุมเอาไว้อยู่

 

มองด้านดีของเรื่องนี้.!

     แต่อย่ามองแต่ในด้านไม่ดีอย่างเดียวของปัญหานี้ เราก็ต้องมองอีกมุมด้วยว่า การจ่ายเงินออกไปเว็บไซต์ยักษ์ใหญ่ ของต่างประเทศโดยตรง บางครั้งก็นำมาซื้อรายได้ให้กับผู้ประกอบการในประเทศด้วยเหมือนกัน เช่น คนไทยที่ค้าขายใน Ebay อยู่ก็ได้รายเพิ่มมากขึ้น, คนที่ไปลงโฆษณาออนไลน์ในเว็บไซต์ต่างๆ ก็ได้คนเข้ามามากขึ้นเช่นกัน แต่สิ่งที่น่าสนใจ ผู้ประกอบการเหล่านี้ มักจะไม่มีการเสียภาษีให้กับภาครั ซึ่งหากมองมุมมองภาครัฐเราก็คงสูญเสียรายได้ไปบางส่วน ดังนั้นเราคงต้องมา เปรียบเทียบและวิเคราะห์ดูว่า สิ่งเราได้มา กับสิ่งเราเสียไป มันคุ้มกันหรือไม่ นี้คือสิ่งที่ น่าจะพลักดันให้ หน่วยงาน หรือองค์กรไหน หรือใครก็ได้ มาศึกษาและวิเคราะห์ตัวเลขดู น่าทำเน๊อะ

 

วิเคราะห์อุตสาหกรรมเว็บไซต์ไทยอย่างเปิดเผยดีกว่า

      แต่สิ่งทีน่าสนใจที่สุดคือ "การสนับสนุนให้เว็บไซต์ไทย เปิดหูเปิดตา ไปออกตลาดโลกบ้าง" อย่างมัวอยู่แต่ในกะลาแบบนี้ ขอโทษนะ หากจะพูดอะไรแรงๆ ออกไป แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ การรวมตัว พื้นฐานของ ธุรกิจเว็บไซต์ในเมืองไทยอ่อนแอมากๆ เรียกว่า "เหลวเป๋วได้เลย" สิ่งที่หลายๆ คนเคยบอกว่า "ภาษาไทย" จะเป็นตัวกั้นให้ ต่างชาติเข้ามาได้ยาก แต่วันนี้มันไม่ใช่แล้ว.

      ตัวอย่างเจ๋งๆ เช่น Facebook เคสการเข้ามาในเมืองไทยของ Facebook น่าสนใจมาก .. เค้าเข้ามาโดยอาศัย concept ของ "Social Contribution" คือ ให้คนท้องถิ่นช่วยกันแปล Facebook เป็น Version ภาษาท้องถิ่น.. แค่นี้ Facebook ก็สามารถพัฒนา Facebook Version ไทยออกมาได้ดีๆ แล้ว โดยอาศัยคนไทยด้วยกัน "ช่วยกันแปล" เจ๋งมาก +100 สำหรับ Facebook แต่ในมุมกลับกัน คนไทย มั่วแต่พัฒนาเว็บไซต์เพื่อ "ตอบสนองคนไทยอย่างเดียว" มันก็แค่ตลาดเล็กๆ เท่านั้น ผมอยากเปิดตาคนพัฒนาเว็บไซต์ไทย ว่าออกไปสู่ตลาดโลกเหอะ "เมืองไทย เล็กไปสำหรับคนทำเว็บเมืองไทย" มองอะไรกว้างๆ หน่อย… พี่น้อง..!

http://translate.camfrog.com/< ขอบคุณมากครับ นีืคืออีกตัวอย่าง ที่อาศัย "Social Contribution" ที่อาศํยคนในท้องถิ่นที่ช่วยกันของทาง Camfrog

อุตสาหกรรมเว็บไซต์ไทยอ่อนแอมากๆ

     ปัญหามันอยู่ตรง ที่ "ฐานของอุตสาหกรรมเว็บไซต์ไทย มันอ่อนแอมากๆ" – เราเป็นผู้เสพมากว่าผู้สร้าง.! เราต้องการ "ผุ้สร้างใหม่ๆ" มากกว่านี้ ท้าเลย.. หากคุณคิดอะไรเกี่ยวกับเว็บไซต์แบบดีๆ เหี้ยๆ ทำเลยครับ… คิดว่าไม่ไหวใช้วิธี "สร้างทีม" และปรึกษาคนเก่งๆ "ทำให้เป็นจริงๆ ให้ได้" คนไทยเก่งๆ เยอะนะ แบบว่า เยอะฉิบหายเลยละ แต่ส่วนใหญ่ "ไม่กล้า ไม่เอาจริง หรือเอาจริงแล้วชอบลุยเดียว" สรุปสุดท้ายก็คือ.. จอดสนิท ผมไม่โทษใครหรอกแต่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับอุตสหกรรมไทยตอนนี้คือ "เราต้องการตัวอย่างดีๆ ที่สำเร็จ ที่เป็นตัวอย่าให้คนอื่นๆ เดินตาม" หากเรามีกลุ่มคนกลุ่มนี้เยอะๆ ผมว่ามันคือการวางรากฐาน และสร้างตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จให้คนอื่นๆ ได้เห็น และสร้างมุมมองดีๆ ว่าเราเองก็ทำได้เช่นกัน

ทางออกของอุตสาหกรรมเว็บไทย

       ผมแนะนำเลยนะ สำหรับคนทำเว็บไซต์ ไอเดียดี + ทีมงานดี + Vision ดี + execution ดี ผมว่าคุณสำเร็จได้ไม่ยากเลยครับ ขาดอันไหน หาเติมเอาเลย ไม่ยากแล้วเดียวนี้ อยากให้ทุกคนที่ อ่านอยู่ หลับตา แล้วลองคิดเล่นๆ ว่า "กูอยากทำโปรเจ็กอะไร ให้คนทั่วโลก หรือคนทั่วเอเซียใช้ดีวะ?" ทำให้ตัวเองเห็นมุมมองนี้ก่อน คนทำเว็บไทย "ลองเลิกคิด ว่า กูจะทำเว็บให้คนไทยใช้สิ" เปิดมุมมองออกไปกว้างๆ หน่อยสิ.. เสียดาย เรายังขาดตัวอย่างเจ๋งๆ น่ะ ผมว่าเรามีคนทำเว็บ รุ่นใหม่ อยู่ใน Twitter นี้เยอะ จำคำผมเอาไว้ คิดงานอะไร "คิดเพื่อคนทั่วโลก" แล้วผมเชื่อว่าโอกาสคุณจะเปิดกว้างมั่กๆ เลย อย่าอ่าน tweet ผมเพลินครับ ผมว่า "คุณ" เองก็สามารถมีไอเดียดีๆ ที่สามารถทำให้เว็บไทยโตไปในระดับโลกได้ คิดสิ คิดเว้ย.. อย่าเอาแต่อ่าน เป้าผมตอนนี้ ทำให้ E-Commerce ไทยออกไประดับโลก… แต่ผมคนเดียวคงไม่พอ… ผมอยากเห็นคนไทยอีกหลายๆ ทำอะไรที่แตกต่าง ทีมงานดี ๆมีอยู่รอบตัวครับ.! มีหลายเว็บเปิดโอกาสสร้างทีมได้ อย่ามั่วแต่ RT คำพูดผม ผมว่าไอเดียในหัวคุณ จะสามารถสร้างมุมมองให้คนอื่นๆ คิดได้… งัดมันออกมาเว้ย.! ฮ่าๆ ทำยังไงกันดี   อ่าน Tweet ผมแล้ว "คุณมีไฟ" สร้างเป้าหมายของคุณเอาไว้ตอนนี้เลย (ก่อนที่มันจะหายไป) แล้วจับจ้องกับมัน นึกถึงมันในวันต่อๆ ไปแล้วหาทางทำมัน.!

จำคำผมว่า "ถ้าเอาแต่คิด แล้วไม่ได้ทำ ยังไงคุณก็ไม่โตหรอก" คิดแล้วทำ.. พลาดแล้วคือ ประสบการณ์ยังไงคุณก็โต.!

ขอวิเคราะห์ เหตุการณ์ "ฝรั่งเศสเล็งเก็บภาษี เว็บไซต์ยักษ์ใหญ่ Google, Yahoo, Facebook "ผมเองรู้สึกและกำลังจับตามองเรื่องนี้มานานแล้วละครับ อย่างเหตการณ์ใน ปัจจุบัน เว็บไซต์ยักษ์ใหญ่หลายแห่ง สามารถสร้างรายได้ "มหาศาล" จากคนในประเทศ แต่ละประเทศแต่ใช้โอกาส การชำระเงินผ่านออนไลน์ โดย "ผุ้ใช้" สามารถชำระเงินผ่านบัตรเครดิตไปที่ USA หรือประเทศที่ แต่ละเว็บวางแผนเอาไว้ เพื่อให้เกิดกำไรสูงสุด จึงทำให้ปัญหาบางอย่าง เพราะการ "จ่ายเงิน" ตรงและออกไปยังตปท.โดยตรง ทำให้ เว็บไซต์ใหญ่ๆ ไม่ต้อง "เสียภาษี" ให้กับรัฐบาลแต่ละ ประเทศ แต่สามารถดึงเงินหลายร้อยล้านออก นึกคือ "ความเสียเปรียบ" ของประเทศที่เว็บไซ ต์ใหญ่ ๆหลายๆ แห่งไม่ได้มีบริษัทตั้งอยู่ เพราะ "ไม่เกิดรายได้ หรือประโยชน์อะไรกับภาครัฐ หรือประเทศ" เราไม่ได้แม้แต่เงินค่าภาษีการจ้างคน ซักบาท เพราะบริษัทเว็บไซต์ใหญ่ๆ จะจ้าง คนประเทศนั้นๆ ไปรวมอยู่ประเทศอื่นๆ ใกล้เคียง นีื้คือความได้ เปรียบของธุรกิจที่อยู่ในโลกออ นไลน์ ที่สามารถ "กำหนดเส้นทางการเดินทางของเงินได้" ไม่ยาก โดยไม่ต้องเสียภาษีให้กับแต่ ละประเทศ แต่เมืองไทย "เราใช้ความได้เปรียบด้านนี้ น้อยมากๆ" มีเพียงน้อยนิดของธุรกิจออ นไลน์ที่ใช้ความได้เปรียบนี้ ส่วนใหญ่ เราจะเป็นผู้ "ซื้อ" มากกว่า ดังนั้นการผมเห็นข่าวของ รบ.ฝรั่งเศส จะออกมาเก็บภาษีกับเว็บใหญ่ๆ เช่น Google, Yahoo, Facebook ตามข่าว http://bit.ly/4AkeN5 ผมเห็นด้วย 100% ทางออกของวิธีการ นี้ไม่ยากครับ คือการผลักดันให้ เว็บใหญ่ๆ เปิดสาขาในประเทศที่ไปเปิดให้บริการ กำหนดให้เค้ามีการรับรายได้ผ่านสาขาใน ประเทศ เมื่อมีการกำหนดให้ มีการเกิดรับรายได้ผ่านสาขาในประเทศนั้นๆ ข้อดีคือ ประเทศนั้นๆ สามารถเก็บภาษีและสามารถช่วยเหลือสนับสนุนท้องถิ่นๆนั้นๆ ได้ แต่คำถามคือ เว็บใหญ่ๆ จะ ยอมหรือเปล่า?? คำตอบคือ "ยอม" หากภาครัฐ ออกกฏและเข้ามาดูตรงนี้อย่างชัดเจนอย่างที่ รบ.ฝรั่งเศสกำลังจะทำ +1 สำหรับเค้า หากเราไม่ทำวันนี้ ต่อๆไป เราจะเสียเปรียบและสูญเสีย รายได้ปีนึงหลายพันล้านบาท จากการซื้อสินค้าหรือบริการผ่านทางออนไลน์ออกไปตรงๆ มีบริษัท เว็บไซต์ ตปท.หลายๆ บริษัทในปัจจุบันที่มีรายได้มหาศาลจากคนไทย แต่ไม่เคยเสียภาษีให้ ประเทศไทยเลย เช่น Amazon, Ebay, Google, Yahoo การผลักดันให้ บริษัทต่างๆ เหล่านั้น เข้ามา ตั้ง office ในไทยช่วยอะไรได้หลาย ๆอย่าง เช่น การพัฒนาด้าน คน, เทคโนโลยี, Tax และอีกมาก รบ.จีนยังทำได้.. อย่าไปยอมเค้าสิ โดยวิธีการ Block ปิด หรือหันไปสนับสนุน local web แทนครับ แบบที่หลายปท.ทำ แต่ผู้บริโภคคือผู้รับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น? < ผมเชื่อว่ามันไม่ สามารถเพิ่มขึ้นได้มาก เพราะมันมี Global Standard และ rate คุม แต่สิ่งทีน่าสนใจที่สุดคือ "การสนับสนุนให้เว็บไซต์ไทย เปิดหูเปิดตา ไปออกตลาดโลกบ้าง" อย่างมัวอยู่แต่ในกะลาแบบนี้ ขอโทษนะ หากจะพูดอะไรแรงๆ ออกไป "เมา" ครับตอนนี้ ฮ่าๆๆ แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ การรวมตัว พื้นฐานของ ธุรกิจเว็บไซต์ในเมืองไทยอ่อนแอมากๆ เรียกว่า "เหลวเป๋วได้เลย" สิ่งที่หลายๆ คนเคยบอกว่า "ภาษาไทย" จะเป็นตัวกั้นให้ ต่างชาติเข้ามาได้ยาก แต่วันนี้มันไม่ใช่แล้ว. ตัวอย่างเจ๋งๆ เช่น Facebook เคสการเข้ามาในเมืองไทยของ Facebook น่าสนใจมาก .. เค้าเข้ามาโดยอาศัย concept ของ "Social Contribution" คือ คนช่วยกันแปล.. แค่นี้ Facebook ก็สามารถพัฒนา Facebook Version ไทยออกมาได้ดีๆ แล้ว โดยอาศัยคนไทย ด้วยกัน "ช่วยกันแปล" เจ๋งมาก +100 สำหรับ Facebook แต่ในมุมกลับกัน คนไทย มั่วแต่พัฒนา เว็บไซต์เพื่อ "ตอบสนองคนไทยอย่างเดียว" อยากเปิดตาคนพัฒนาเว็บไซต์ไทย ว่าออกไปสู่ ตลาดโลกเหอะ "เมืองไทย เล็กไปสำหรับคนทำเว็บเมืองไทย" มองอะไรกว้างๆ หน่อย… พี่น้อง..! http://bit.ly/5obtL3 < ขอบคุณมากครับ นีืคืออีกตัวอย่าง ที่อาศัย "Social Contribution" ที่อา ศํยคนในท้องถิ่นที่ช่วยกัน ปัญหามันอยู่ตรง ที่ "ฐานของอุตสาหกรรมเว็บไซต์ไทย มันอ่อนแอมากๆ" – เราเป็นผู้เเสพ มากว่าผู้สร้าง.! เราต้องการ "ผุ้สร้างใหม่ๆ" มากกว่านี้ ท้าเลย.. คุณคิดอะไรเกี่ยวกับเว็บไซต์ แบบดีๆ เหี้ยๆ ทำเลยครับ… คิดว่าไม่ไหวใช้วิธี "สร้างทีม" และปรึกษาคนเก่งๆ "ทำให้เป็นจริงๆ ให้ได้" คนไทยเก่งๆ เยอะนะ แบบว่า เยอะฉิบหายเลยละ แต่ส่วนใหญ่ "ไม่กล้า ไม่เอาจริง หรือ เอาจริงแล้วชอบลุยเดียว" สรุปสุดท้ายก็คือ.. จอดสนิท ผมไม่โทษใครหรอกแต่สิ่งที่ดีที่สุดสำ หรับอุตสหกรรมไทยตอนนี้คือ "ตัวอย่างดีๆ ที่สำเร็จ ที่เป็นตัวอย่าให้คนอื่นๆ เดินตาม" เราทำได้ ผมแนะนำเลยนะ สำหรับคนทำเว็บ ไอเดียดี + ทีมงานดี + Vision ดี + execution ดี ผมว่าคุณ สำเร็จได้ไม่ยากเลยครับ ขาดอันไหน หาเติมเอาเลย ไม่ยากแล้ว อยากให้ทุกคนที่ อ่านอยู่ หลับ ตา แล้วลองคิดเล่นๆ ว่า "กูอยากทำโปรเจ็กอะไร ให้คนทั่วโลก หรือคนทั่วเอเซียใช้ดีวะ?" ทำให้ ตัวเองเห็นมุมมองนี้ก่อน คนทำเว็บไทย "ลองเลิกคิด ว่า กูจะทำเว็บให้คนไทยใช้สิ" เปิดมุม มองออกไปกว้างๆ หน่อยสิ.. เสียดาย เรายังขาดตัวอย่างเจ๋งๆ น่ะ ผมว่าเรามีคนทำเว็บ รุ่นใหม่ อยู่ ใน Twitter นี้เยอะ จำคำผมเอาไว้ คิดงานอะไร "คิดเพื่อคนทั่วโลก" แล้วผมเชื่อว่าโอกาสคุณจะ เปิดกว้างมั่กๆ เลย อย่าอ่าน tweet ผมเพลินครับ ผมว่า "คุณ" เองก็สามารถมีไอเดียดีๆ ที่ สามารถทำให้เว็บไทยโตไปในระดับโลกได้ คิดสิ คิดเว้ย.. อย่าเอาแต่อ่าน เป้าผมตอนนี้ ทำให้ E-Commerce ไทยออกไประดับโลก… แต่ผมคนเดียวคงไม่พอ… ผมอยากเห็นคนไทยอีกหลายๆ ทำอะไรที่แตกต่าง ทีมงานดี ๆมีอยู่รอบตัวครับ.! มีหลายเว็บเปิดโอกาสสร้างทีมได้ อย่ามั่วแต่ RT คำพูดผม ผมว่าไอเดียในหัวคุณ จะสามารถสร้างมุมมองให้คนอื่นๆ คิดได้… งัดมันออกมาเว้ย.! ฮ่าๆ ทำยังไงกันดี อ่าน Tweet ผมแล้ว "คุณมีไฟ" สร้างเป้าหมายของคุณเอาไว้ตอนนี้เลย (ก่อน ที่มันจะหายไป) แล้วจับจ้องกับมัน นึกถึงมันในวันต่อๆ ไปแล้วหาทางทำมัน.! จำคำผมว่า "ถ้าเอาแต่คิด แล้วไม่ได้ทำ ยังไงคุณก็ไม่โตหรอก" คิดแล้วทำ.. พลาดแล้วคือ ประสบการณ์ยังไงคุณก็โต.!

อ่านมาถึงตรงนี้ อย่าคาดหวังว่าประเทศเราจะโตได้อย่างไร หากคุณ "ไม่คิดจะเริ่มจากตัวคุณเอง"  คิดแล้วก็ทำ สนุกกับมัน เลิกคิดได้แล้วว่า มันทำไม่ได้ มีอุปสรรคนั้น นู้น เพราะแค่ "คุณคิดว่ามันทำไม่ได้ มันก็ทำไม่ได้ตั้งแต่คุณคิดแล้วละ"  เปลี่ยนความคิดแล้วมาคิดกันว่า "จะทำยังไง เพื่อที่จะทำมัน ให้ได้ดีกว่า"

 

สรุปภาพรวมของ E-Commerce ปี 2009

ทางเดลินิวส์มาสัมภาษณ์ผมครับ ผมเห็นว่าคำตอบน่าสนใจ เลยนำมาสรุปเก็บเอาไว้ เพื่อจะเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นๆ ครับ

  1. การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือการค้าขายผ่านระบบออนไลน์ในรอบปีที่ผ่านมา มีผลสรุปในความเห็นของท่านเป็นอย่างไร (มีสถิติประกอบก็ได้ครับ)
    >> ส่วนตัวผมมองในรอบปีที่ผ่านมา มีการค้าขายที่เติบโตขึ้นอย่างมาก ผู้ประกอบการเพิ่มมากขึ้น ตัวอย่างเช่น มีผู้ประกอบการมาเปิดเว็บไซต์ค้าขายออนไลน์ใน www.TARAD.com เพิ่มมากขึ้นถึง 30% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยตอนนี้มีร้านค้ารวม 167,000 ร้านค้า ยอดการค้าขายก็เพิ่มมากขึ้น และจำนวนผู้ประกอบการก็เริ่มมีการขยายตัวไปยังต่างจังหวัดเพิ่มมากขึ้น

  2. รอบปีที่ผ่านมาได้เห็นการลงทุน การเข้าสู่ระบบของผู้ประกอบดั้งเดิม และรายใหม่ มากราย การเพิ่มขึ้นเช่นนี้ ท่านเห็นว่าดำเนินไปอย่างที่ควรจะเป็นหรือไม่ ควรเพิ่มหรือลดสิ่งใด และมองเห็นว่า ยังมีประเด็นปัญหาใหม่ที่สวนทางขึ้นมา ที่ควรต้องระวัง
    >> ผมว่าที่ผ่านมามีทั้งผู้ประกอบการหน้าใหม่ ที่เพิ่มขึ้นมา และมีบางส่วนทีหายไป แต่ภาพรวมคือมีผู้ประกอบการหน้าใหม่ ที่เข้ามาสู่โลก E-Commerce เพิ่มมากขึ้นทุกวัน ซึ่งผมดูจากปัจจุบันผมว่า มันควร "จะเพิ่มมากขึ้นกว่านี้" สิ่งใหม่ที่มีเพิ่มขึ้นมาคือ การเติบโตของ Social Network ซึ่งการค้าจะเริ่มขับเคลื่อน ผ่านไปยังการบริการเหล่านี้มากขึ้นโดยผมเรียกว่า "Social Commerce" การค้าผ่าน Social Network

  3. ที่ผ่านมา เริ่มมีการนำระบบ หรือการลงทุนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศเข้ามา ท่านเห็นว่า ผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของไทยควรปรับตัวอย่างไร
    >> ผู้ประกอบการไทยควรปรับตัว ให้ออกไปนอกประเทศมากขึ้น เพราะตลาดการค้าของ E-Commerce จะประสบความสำเร็จมากๆ เมื่อเรามองที่ตลาดโลก การเชื่อมโยง (Mashup) กับระบบต่างๆของต่างประเทศเช่น Google, Facebook ก็เป็นแนวทางทีจะทำให้ผู้ประกอบการไทยออกไปยังต่างประเทศได้เร็วมากขึ้น และควรพัฒนาตัวอย่างอยู่ตลอดเวลา คอยจับตาเทคโนโลยีใหม่ๆ และนำมาช่วยในการลดต้นทุน การบริหาร

  4. ภาครัฐได้เข้ามาส่งเสริมบทบาทพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น เช่นการ จัดอบรม การประมูลออนไลน์กับอีเบย์ ท่านเห็นว่า เพียงพอหรือสอดรับกับความเป็นไปของตลาดหรือไม่ ควรเสริมเพิ่มส่วนใดบ้าง
    >> ผมว่าก็ถือเป็นแนวโน้มที่ดี ที่ภาครัฐหันมาให้ความสนใจกับ E-Commerce มากขึ้น แต่สิ่งที่สำคัญตอนนี้คือ การทำงานของภาครัฐยังขาด การมองที่ "ภาพรวม (Frame Work)" ของ E-Commerce ของประเทศ ซึ่งจะเห็นได้จาก ความซ้ำซ้อนการทำงานของภาครัฐหลายๆ หน่วยงาน  ดังน้นการแก้ปัญหา คือการสร้างหน่วยงานกลาง ที่เข้ามารับผิดชอบงานด้านนี้อย่างชัดเจน "สำนักงานพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์"

  5. การแข่งขันรอบปี 2553 น่าจะเป็นไปอย่างไร
    >> น่าจะมันส์ และมีความหลากหลายของผู้ให้บริการหน้าใหม่ เพิ่มมากขึ้น รวมถึงการพัฒนาเพิ่มขึ้นของผู้ให้บริการเดิม ซึ่งอาจจะเห็นการเข้ามาของต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น เพราะด้วยการขยายตัวและการขยายตลาดของผู้ให้บริการต่างประเทศที่จะเริ่มเข้า มามองตลาดในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น

  6. กลุ่มสินค้าหลักที่จำหน่ายระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นอยู่มีอะไรบ้าง  ท่านเห็นว่าสินค้าใดน่าจะมีโอกาสเพิ่มขึ้นอีก
    >> ตอนนี้หากสินค้าหลักของกลุ่ม B2C ยังเป็นกลุ่มสินค้าแฟชั่นเป็นหลัก รองลงมาก็เป็นสินค้าทางด้าน ไอทีและโทรศัพท์มือถือ ส่วนสินค้าประเภท นาฬิกาจิวเวลลี่ และของเล่น รวมถึง ของแต่งบ้าน-เฟอร์นิเจอร์ ก็เป็นหมวดหมู่สินค้าที่มาแรงและน่าสนใจเลยทีเดียว

  7. ในปัจจุบัน มีสถาบันการศึกษาเปิดสอนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น เช่นนี้ จะทำให้ระบบการค้าในประเทศไทยได้ผลดีมากน้อยเพียงใด
    >> ปัจจุบันมีคนเข้าใจด้าน E-Commerce แท้จริง ยังไม่มากเท่าไร ดังนั้นการที่สถาบันต่างๆ เปิดสอนหลักสูตรทางด้าน E-Commerce จะทำให้ ทรัพยากรด้านบุคคลของไทยมีความเข้าใจ และการพัฒนาในด้าน E-Commerce มากขึ้น  ซึ่งหากคนเหล่านี้ เข้าไปอยู่ในองค์กร หรือบริษัทต่างๆ ก็จะมีการนำสิ่งเหล่านี้ไปใช้ ซึ่งจะทำให้เกิดการพัฒนาการค้าในรูปแบบใหม่ๆ ผ่าน E-Commerce เพิ่มมากขึ้น ซึ่งทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศ เติบโตขึ้นได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น

 

เทคนิคการปรับแต่งเว็บไซต์ E-Commerce ให้ประสบความสำเร็จ

    การขายของผ่านเว็บไซต์หรือ E-Commerce สิ่งที่สำคัญอันดับต้นๆ นอกจากการโปรโมตเว็บไซต์นั้นก็คือ "เว็บไซต์" ดังนั้นหากเราสามารถเตรียมเว็บไซต์ ของเราให้ "พร้อมกับการรองรับลูกค้า" ก็จะช่วยทำให้เว็บไซต์ E-Commerce ของคุณสามารถเพิ่มยอดขายได้ แต่คำถามคือ เราจะปรับเว็บไซต์ของเรา "ตรงไหน" และ "อย่างไร" ถึงทำให้เพิ่มประสิทธิภาพของเว็บไซต์เราได้มากขึ้น ซึ่งลองมาดูคำแนะนำและวิธีการ ว่าทำอย่างไร ที่ผมได้วิเคราะห์เอาไว้ครับ  แต่เนื่องจากเป็นสิ่งที่ผมแนะนำสำหรับ ลูกค้าที่ทำ E-Commerce โดยใช้ระบบเว็บไซต์สำเร็จรูป ของ TARADquickweb.com เป็นหลักครับ ซึ่งหากใครสนใจ ก็เข้าไปสมัครและเปิดเว็บไซต์ สำหรับการขายของได้ฟรีๆ เลยครับ [สมัครฟรี.! ที่นี่

เทคนิคการโปรโมทธุรกิจใน Twitter ด้วย HashTag (#)

         ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งเป็นคนที่ใช้ Twitter เป็นประจำอยู่แล้วละก็ อาจจะเห็น คำบางคำใน twitter ที่คนส่งกัน ที่มีสัญลักษณ์ # ด้านหน้า เราเรียกตัวนี้ว่า "แฮชแท็ก (HashTag)" เช่น #WebWedth มันคืออะไร? การใส่ hashtag ไว้ข้างหน้าคำ อะไรลงไปจะเป็นการการบอกตำแหน่งของคำๆ โดยจะสามารถค้นหา ข้อความที่ tweet ไปได้ง่ายมากขึ้น เช่นผม Tweet ว่า "วันนี้ผมไปงาน #WebWedth มา"  การใส่ #WebWedth เอาไว้ก็จะทำให้ บอกว่าข้อความนี้ เกี่ยวกับงาน WebWednesday ซึ่งหากมีคนอื่นๆ ต่างใช้ Tag คำๆ เดียวกัน ก็คำๆ นั้นก็จะกลายเป็นคำที่ขึ้นอยู่ด้านข้าง ของหน้าเว็บ และยังทำให้เราสามารถค้นหา ข้อความจากคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับงาน WebWednesday ง่ายโดยเพียงแค่คลิกไปที่คำ #WebWedth หรือจะค้นหาจากคำๆ นี้ ก็จะพบ "ข้อความที่เกี่ยวข้องกับ งาน ๆนี้ทั้งหมด" ซึ่งหากแปลง่ายๆ มันก็คือการใส่ hashtag เข้าไปในข้อ เป็นการระบุข้อความที่คุณ Tweet ไปว่าเกี่ยวกับเรื่องอะไร  เพื่อช่วยทำให้คนหาง่ายมากขึ้น (ไม่รู้ว่าผมอธิบายเข้าใจหรือเปล่า ยกตัวอย่างลองคลิกที่ #WebWedth  ละกันครับ) คุณจะเข้าใจมากขึ้น

สรุปภาพรวมงาน “ล้วงตับจับกระแส แนวโน้ม E-Commerce 09”

วันที่ 1 สิงหาคม 09 ทาง TARAD.com ได้จัดงานประจำปี TARAD Award โดยจัดเป็นงานสัมมนาใหญ่ชื่อ "ล้วงตับจับกระแส แนวโน้ม E-Commerce 09" ที่ ธนาคารกสิกรไทย สาขา พหลโยธิน มีคนมาลงทะเบียนมากกว่า 1,700 คน แต่สามารถรับเข้าร่วมงานได้เพียงแค่ 350 ท่านเท่านั้น ต้องขออภัยมา ณ.ที่นี้ด้วยครับ ช่วงเช้ามี พี่วรวุฒิ จาก officemate.com คุณพรทิพย์ (อ้อ) จาก Google.com และผม ขึ้นเวที มีถ่ายทอดสดผ่านเว็บไซต์ ด้วยครับ

ช่วงเช้า

ช่วงบ่าย

หากมีเวลา จะมาเขียนเล่าให้ฟังครับ
ดูภาพบรรยกาศในงานไปก่อนนะครับ ขอบคุณทุกท่านมาก ๆครับ ที่มาร่วมงานวันนี้ครับ

IMAGE_453 by you.
ป้าย logo TARAD.com ใหญ่เท่าบ้าน

เปิดเว็บหรือร้านค้าขายซีดีเพลง ซีดีคาราโอเกะ ซีดี DVD หนังของค่ายต่างๆ โปรดระวัง

อยู่วันนี้มีคนถามผมมาว่า "เปิดเว็บขาย CD DVD หนัง เพลง จะต้องขอใบอนุญาติไหม?" เอาละสิ เจอคำถามแบบนี้ ผมก็ต้องค้นหาคำตอบกันหน่อยละครับ เพราะการค้าสินค้าประเภทนี้ เท่าที่ผมรู้มา เค้าก็ขายกันเต็มไปหมดในเว็บไซต์ ยังไม่เคยเจอใคร พูดถึงใบอนุญาติ ประเภทนี้เลย ก็ลองค้นๆ ดูพบว่ามันมี พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดีทัศน์ พ.ศ.2551 ที่เกี่ยวกับ เรื่องสื่อภาพยนต์ และเพลง ซึ่งมันรวมถึงการค้าขายและเผยแพร์ด้วยครับ ลองมาดูกันว่า มันจะเกี่ยวข้องกับการค้าสินค้าประเภทนี้ออนไลน์หรือไม่ครับ

%d bloggers like this: