Facebook strategy

BABK - http://www.facebook.com/KBankLive - 49,904 fans แนวทางการทำ Social Network : - หาแนวทางของตัวเองให้เจอ ที่ต้องไม่เหมือนใคร - เข้าถึงลูกค้า เป็นเพื่อนลูกค้า พูดเรื่องที่เกี่ยวกับลูกค้า - บอกโปรโมชั่น - เน้นตอบคำถามลูกค้า - ทำกิจกรรมสม่ำเสมอ เช่น Tag รูป ง่ายๆ เน้นสร้างให้คนใน fanpage ให้รู้จักกัน - ตั้งเป้าหมายว่าลูกค้า KBANK มีทั้งหมดกี่คน และตั้ง target x% ของลูกค้าทั้งหมด (เปิดแผยเป้าไม่ได้) - มีการวางแผน ดำเนินตามแผน วัดผล และปรับปรุงอยู่เสมอ =================================================================== DTAC - http://www.facebook.com/dtacinternet - 21,166 fans Concept : - Curator พูดภาษาคนธรรมดา - Underdog สบายๆ เป็นคนธรรมดาติดดิน ไม่ใช่คนรวย - Organic content พูดเรื่องธรรมดาทั่วไป - Content Content Content - เน้น Content อัพเดทบ่อย และเข้าถึงกลุ่มเพื่อน Content : 1. พูดในเรื่องที่คนธรรมดาพูด ไม่จำกัดหัวข้อ     (เวลาเค้าคุยใน facebook เค้าจะคิดว่า Mr.D กำลังจีบผู้หญิงอยู่คนนึง แล้วจะหาคำพูดอะไรมาพูดกับผู้หญิงคนนั้น ให้เค้าสนใจและคุยกับเราทุกวัน) 2. เป็นผู้ฟังที่ดี พูดคุยกับลูกค้า 3. ไปนู่นไปนี่ กิจกรรมอะไรที่ไหน ไปไหนมาก็มาเล่าให้ฟัง อัพเดทนู่นนี่ เช่น งาน commart งานคอนเสิร์ต ฯลฯ 4. คนใน dtac ช่วยขยาย link กันเอง เน้นให้พนักงานเข้ามาช่วยกัน like และ suggest friends 5. กิจกรรมแจกของทุกเดือน ทำ tag เยอะๆ และพา fan ไปเจอกันในกิจกรรม offline ที่ DTAC ไป sponsor Remark : 1. ไม่ตอบคำถามเรื่องปัญหาใน Facebook แต่จะสร้างเว็บเฉพาะที่มีคนมาตอบตลอด เวลาคนถาม ให้ส่งคนไป link นั้น เพื่อใน facebook จะได้มีแต่ content ดีๆ และคนคุณภาพ ไม่มีพูดคุยปัญหา ตอนแรกๆ มีคนพูดปัญหาเยอะ พอแยกเว็บไป คนก็พูดเรื่องปัญหาใน facebook น้อยลง 2. แต่ถ้ามีปัญหา ปัญหาจะถูกส่งให้คนที่เกี่ยวข้องทุกแผนกใน DTAC ให้ช่วยเข้ามาตอบ

สถิติและการจัดอันดับเว็บไซต์ไทยในเชิงรายได้

ผมได้มีการเก็บข้อมูลจากการจัดอันดับเว็บไซต์ของ Truehits.net ณ.วันเสาร์ที่ 25/7/10 โดยนำ 10 อันดับทั้งหมดมาวิเคราะห์ดูรายได้ของเว็บไซต์ที่อยู่ในอันดับทั้งหมดว่ามีรายได้เท่าไร โดยข้อมูลด้านรายได้เป้นของปี 2551 เป็นข้อมูลงบการเงินจาก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (www.DBD.go.th) นำมาจัดอันดับ และนอกจากนี้ยังเป็นเก็บข้อมูล เวลาที่เปิดบริษัทมานานเท่าไร ทุนจดทะเบียน รูปแบบรายได้ขององค์กร รายได้-ค่าใช้จ่าย-กำไรในปี 2551 ของแต่ละบริษัท ลองมาดูละกันครับ

จากข้อมูล อันดับ 1-10 พบว่า บริษัทที่ให้บริการเว็บไซต์เป็นรูปแบบ Corporate = 6 และ รูปแบบ SME = 4 
(Corporate มีพนักงานเกิน 60 คนขึ้น สำหรับ SME มีพนักงานไม่เกิน 60)

คุณหรือธุรกิจคุณจ่ายเงินโฆษณาใน Google Adwords เดือนละประมาณเท่าไร

ชุดลิเกยังขายออนไลน์ได้ แล้วคุณละจะหาอะไรมาขายดี?

การเริ่มต้นเป็นเจ้าของกิจการหรือเจ้าของธุรกิจดูจะเป็นความฝันของหลายๆ คนที่ยังเป็นพนังานประจำ หรือยังไม่มีธุรกิจเป็นของตนเอง แต่การที่จะเป็นเจ้าของธุรกิจ ฟังดูแล้วอาจจะเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่และมีความเสี่ยงมากมายมหาศาล เพราะต้องมีเงินลงทุนเป็นจำนวนมาก และใช้เวลาเพื่อเปิดและจัดตั้งธุรกิจขึ้นมา ดังนั้นสำหรับคนที่เป็นพนักงานประจำ หรืออยากจะมีกิจการเป็นของตนเอง เรื่องนี้อาจจะดูเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้เลย.!

   แต่สำหรับในปัจจุบัน คุณ.. คุณนั้นแหละมีโอกาสดีมากๆ เพราะคุณอยู่ในยุคของอินเทอร์เน็ตและการค้าขายออนไลน์ (E-Commerce) ซึ่งมันเปิดโอกาสอย่างมากที่ "คุณจะสามารถสร้างธุรกิจของคุณเองได้อย่างง่ายๆ ผ่านร้านค้าของคุณบนหน้าเว็บไซต์ และเปิดขายของไปยังคนประเทศและทั่วโลกได้อย่างง่ายๆ โดยที่ไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนเยอะแยะ หรือเวลาในการดูแลอะไรมากมาย" ผมมีตัวอย่าง หลายๆ ตัวอย่างที่เล่าใหัฟังและให้เห็นว่า มีหลายคน ที่ประสบความสำเร็จ และสามารถเป็นเจ้าของกิจการ การค้าขายออนไลน์ได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว และคุณอาจจะแทบไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านอินเทอร์เน็ต หรือเว็บไซต์เลยก็ได้

 

ชุดลิเก-ชุดการแสดงออนไลน์มาแล้วจ้า

   ย้อนกลับไปหลายปีก่อนที่เมืองโคราช ป้าซิ้ม เป็นผู้หญิงคนหนึ่งจบเพียง ป.4 กับสามี ที่มีอาชีพรับตัดชุดการแสดง ชุดนักร้อง ชุดหางเครื่องหรือแม้แต่ชุดลิเก ในเวลานั้นแกมีเพียงจักรเย็บผ้าเพียงตัวเดียว คอยเที่ยวเดินเร่ขายชุดการแสดงตามโรงเรียน ต่างๆ และ รับหางานตัดชุดการแสดงจากร้านค้าต่างๆ อีกที หากร้านเหล่าน้ันมีงานที่ล้นหรือทำไม่ทัน ณ. เวลานั้น แกเช้าบ้านเช่าอยู่ในเมืองโคราช เรียกได้ว่าเป็นอาชีพที่ไม่ได้ทำเงินอะไรมากนัก และหารายได้ไม่พอใช้จ่าย จนกระทั่งเมื่อปี 2550 สามีของป้าซิ้มเริ่มได้มีโอกาสรู้จักกับเว็บไซต์ และได้นำชุดการแสดงของตัวเอง ไปโชว์อยู่ในเว็บไซต์ของตน ที่ http://nauschadaporn.tarad.com โดยเริ่มใส่เข้าชุดไปแสดงบนเว็บไซต์ 9-10 ชุด แต่ช่วงแรกก็ยังไม่ค่อยได้รับผลตอบรับดีเท่าไร แต่หลังจากนั้นไม่นาน อยู่ๆ ก็เริ่มมีคนติดต่อสั่งซื้อ ชุดการแสดงของป้ามาทางเว็บไซต์ โดยเป็นลูกค้ามาจากจังหวัดลำปาง แต่ก็ยังเป็นเพียงการสั่งทีละชุดถึง 2 ชุด ซึ่งตอนนั้น ป้าซิ้มกับสามีก็ดีใจมากๆ


เว็บไซต์ชุดขายการแสดงของป้าซิ้ม
 

เจาะใจลูกค้าให้สุดซึ้ง...ด้วยเว็บบอร์ดผสานโซเชียลมีเดีย

 หลักในการทำการเว็บไซต์ให้ประสบความสำเร็จ ให้มีคนเข้ามาที่เว็บไซต์เราเยอะ จริงๆ แล้วจะประกอบไปด้วย 6C ด้วยกัน แต่ C ที่ผมจะเน้นมากๆ และเป็นพื้นฐานของความสำเร็จคือ 1. C-Content หรือ ข้อมูลต่างๆ ในเว็บไซต์ ซึ่งหากเว็บเรามีข้อมูลเยอะมากพอ ก็จะเป็นตัวที่ดึงดูดให้คนเข้ามาอ่านและเนื้อหาในเว็บไซต์ของเรา จนถึงกับมีบางคนบอกว่า "Content is The King" เลยทีเดียว แต่จริงๆ แล้วอีก C นึงที่สำคัญคือ 2. C-Community หรือสังคม วันนี้ผมมีตัวอย่างของการสร้างสังคมออนไลน์ จากเว็บบอร์ดและต่อยอดไปยัง Social Network ได้อย่างน่าสนใจเลยทีเดียว ลองมาดูกันครับ


หน้าเว็บของ MunkongGadget.com

เทคนิคการเลือกโปรเจ็กจบ คำแนะนำสำหรับน้องๆ ที่กำลังทำโปรเจ็กจบ

ตอนนี้ผมเป็นอาจารย์ที่ดูแลโปรเจ็กนักศึกษาอยู่ และเห็นน้องๆ หลายๆ คนเวลาคิดโครงงาน หรือโปรเจ็กต่างๆ มักคิดอะไรที่มันไม่ค่อยครบถ้วนและสมบูรณ์เท่าไร ในระหว่างที่นั่งๆ อยู่ผมก็นั่งสรุปอะไรขึ้นมาได้ เลยอยากมาสรุปให้กับน้องๆ คนอื่นๆ ได้เข้าใจกัน

แนวทางการคิดโปรเจ็ก เทคนิคการเลือกทำโปรเจ็กจบ

  1. เลือกหัวข้อโปรเจ็ค
    1. เลือกแบบที่จบง่ายๆ ไม่คำนึงถึงอนาคตตัวเอง (แบบนี้ควรหลีกเลี่ยง)
      ผมเห็นหลายๆ คนมักไม่ค่อยอะไรมาก เอาง่ายๆ สบายๆ แต่มักจะพบว่าเด็กที่เลือกงานแบบนี้ เวลาหางาน มักจะหางานลำบาก เพราะงานโปรเจ็กที่ทำ ไม่ได้พิสูจน์ความสามารถของตัวเองได้ชัด ทำให้บริษัทที่รับสมัครงาน ไม่กล้ารับ เพราะเด็กจบใหม่ ยังไม่มีประสบการณ์เท่าไร รเลือกทำโปรเจ็กมีแนวทางอยู่ไม่กี่อย่าง ผมแบ่งไว้เป็น 2 แบบ
    2. เลือกที่ตัวเองอยากทำ เกี่ยวข้องกับอนาคตการทำงานของตน 
      โปรเจ็กที่ทำเลือกในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ และควรมีความต่อเนื่องกับงาน ที่ตัวเองอยากทำในอนาคต เพราะ มันจะเป็นฐานทีอ้างอิง ถึงตัวเราที่บริษัท ที่ในอนาคตเราอยากเข้าทำงาน เค้าจะดูงานชิ้นนี้ เช่น อยากทำงานด้านบริษัท เกมส์ ก็ควรจะเลือกทำงานด้านโปรเจ้กเกมส์ ที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการทำงานด้านเกมส์
  2. ศึกษาตลาด ความต้องการ
    การศึกษาว่าตลาด และกลุ่มเป้าหมายของเรามีความต้องการมากน้อยแค่ ไหนจะดีมากๆ เพราะความต้องการของลูกค้า จะเป็นสิ่งที่งานของเราต้องเข้าไปตอบโจทย์ลูกค้า ดังนั้นการวิเคราะห์ความต้องการลูกค้าจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ รวมถึงต้องรู้วา่กลุ่มเป้่าหมายเราเป็นใคร ลองไป อ่าน 5W1H ดูนะครับ
  3. ศึกษาคู่แข่ง ว่าเราจะทำอะไรที่แตกต่าง และดีกว่าคู่แข่งอย่างไร
  4. ศึกษาตัวเองว่า ตัวเองมีความพร้อมหรือเปล่า
  5. โปรเจ็กที่ทำ ตอบโจทย์ "วัตถุประสงค์ของโครงการหรือเปล่า" 
    เช่นผมจะทำเว็บ "วัดออนไลน์" โจทย์ของผมคือ จะทำยังไงให้คนรู้สึกว่า เค้าได้บุญ และรู้สึกว่าได้รับรู้เกี่ยวกับธรรมะ ดังนั้นการทำเว็บแล้วมีภาพวัด หรือภาพพระ มีการเดินเป็น 3D เข้าไปในวัดได้ ก็ไม่ตอบโจทย์ และวัตถุประสงค์ของโปรเจ็กเลย มันเป็นเพียงแค่การนำเทคโนโลยีไปตอบสนองกับความต้องการของคุณเท่านั้น ดังนั้น เราต้องคิดให้ดีๆ ว่า "อะไรในโปรเจ็กเราหรือโครงการของเรา ไปสร้างหรือทำให้คนที่เข้ามาใช้งาน รูสึกได้บุญและรับรู้เกี่ยวกับธรรมะจริงๆ" จงตอบโจทย์วัตถุประสงค์ของโีครงการ ไม่ใ่ช่แค่ตอบโจทย์ทางด้านเทคโนโลยีว่ามันเจ๋ง และ cool บางครั้งอะไรง่ายๆ simple แต่ตอบโจทย์ ก็สามารถทำได้ดีกว่า งานที่มีเทคโนโลยีเจ๋งๆ แต่ไม่ตอบโจทย์วัตถุประสงค์ของโครงการ

 

รูปแบบของโปรเจ็กที่ควรจะคิดและทำ

เราควรคิดงานและโปรเจ็กที่มีความแตกต่าง ใช้ความคิดสร้างสรรค์ที่แตกต่างจากของเดิมๆ ออกไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ หรือโปรเจ็กที่เกี่ยวกับ internet หรือเว็บไซต์ ผมมักจะบอกกับน้องๆ นักศึกษาที่ทำโปรเจ็กบอกว่า เราแบ่งยุคของ internet เป็น 2 ยุค 

  • ยุคที่ 1 (Web 1.0)  : เว็บรูปแบบเก็บข้อมูล เราทำข้อมูลเอง และบริหารจัดการทุกาอย่างอยู่กับตัวเอง เช่นกันพัฒนาเว็บของตัวเองขึ้นมาโดดๆ หรือการทำพวก E-Learning ง่ายๆ 
     
  • ยุคที่ 2 (Web 2.0)  : เว็บที่พัฒนาโดยมีการเชื่อมโยงกับเว็บอื่นๆ ผ่าน Web Service หรือ API มีการใช้ความสามารถของระบบอื่นๆ ในระบบของตน รวมถึงการคิดและวิเคราะห์ในเชิงลึกมากขึ้น หรือการเชื่อมโยงเข้ากับ Social Network Service

ผมเลยมันจะบอกนักศึกษาว่า หากคุณจะทำโปรเจ็กเว็บ คุณควรจะทำโปรเจ็กเว็บ Web 2.0 เพราะยุคของคุณตอนนี้ อยู่ในยุคนี้แล้ิว อย่างถอยกลับไปในเว็บยุคเก่า เพราะมันไม่สร้างมูลค่าอะไรให้กับตัวคุณเองเลย

เขียนไว้ก่อนแค่นี้ เดียวมีเวลาจะมาเขียนต่อ

 

ปลุกเว็บไซต์องค์กร ผสานโซเชียลมีเดียให้สร้างรายได้ไหลมาเทมา.!

   เมื่อคุณอยากจะซื้อสินค้าหรือบริการอะไรซักอย่าง.! หลายครั้งคุณมักจะเลือกเข้าไปหาข้อมูลจากหลายแหล่งที่มาเพื่อประกอบการตัดสินใจใช่ไหมครับ? และแน่นอนส่วนใหญ่คุณก็มักจะนึกถึง “เว็บไซต์ของเจ้าของสินค้า (Brand Site)” เป็นเว็บไซต์แรกๆ ที่จะเข้าไปค้นหาข้อมูล เช่น ผมอยากซื้อโทรศัพท์มือถือของ HTC ผมก็จะเข้าเว็บของ HTC ก่อนเป็นเว็บแรกๆ  เพราะคาดว่าจะได้รับข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าที่ถูกต้อง เชื่อถือได้ จากผู้ขายโดยตรง ซึ่งส่วนใหญ่ (ส่วนใหญ่น่ะ) เว็บไซต์ของสินค้า-บริการหรือขององค์กรต่างๆ มักให้ความสำคัญกับการให้ข้อมูลสินค้าและบริการเพียงอย่างเดียว แต่ไม่สามารถทำให้ลูกค้าสามารถสั่งซื้อสินค้าได้ทันที พูดง่ายๆ คือเป็นเว็บไซต์ในรูปแบบเว็บแค็ตตาล๊อก (Catalogue) มากกว่าที่จะเป็นขายสินค้าเต็มรูปแบบ (E-Commerce) ด้วยเหตุผลหลายๆ อย่าง เช่น องค์กรยังไม่มีความพร้อมในการขายสินค้าผ่านเว็บไซต์ หรือบางครั้งองค์กรบางแห่งก็ไม่สามารถขายสินค้าได้โดยตรง เพราะอาจจะไปขายแข่งกับตัวแทนจำหน่ายของตัวเอง ที่มีอยู่ทั่วประเทศ แต่คุณเชื่อไหมว่าเรามีหลายวิธีการที่จะสามารถทำให้เว็บไซต์ของเราสามารถขายสินค้าในรูปแบบวิธีต่างๆ เราลองมาดูกัน

 

คลิกเดียว!!! เข้าถึงสินค้านับล้านชิ้น….

วันนี้ผมมีฟีเจอร์เด็ดๆ มาแนะนำทุกคนครับ โดยมันทำงานอยู่บน IE8 หรือเบราว์เซอร์ยอดนิยม Internet Explorer เวอร์ชั่นล่าสุดนั่นเอง หลายๆ คนอาจสงสัยเวลาเข้าใช้งานใน IE8 แล้ว พอเข้าไปบางเว็บไซต์จะเห็นปุ่มสีเขียวๆ โผล่ขึ้นมา (แน่นอนครับว่า มันไม่ใช่ "กบเคโระ" ) แต่มันก็คือฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดที่ชื่อว่า "เว็บสไลซ์ (Web Slices)" นั่นเองครับ โดยเว็บสไลซ์ เป็นบริการใหม่บน IE8 ครับ

ใครที่ใช้เบราว์เซอร์อื่นๆเช่น Mozilla FireFox หรือ Google Chrome งานนี้บอกได้คำเดียวว่า อดนะครับ หมดสิทธิใช้งานแน่นอน

เว็บสไลซ์จะมีลักษณะเป็นเหมือน Widget ขนาดเล็กอยู่บนแถบเครื่องมือบนเบราว์เซอร์ (Common Bar) มันมีประโยชน์ในการช่วยอัพเดทเนื้อหาที่คุณชื่นชอบบน Favorite Bar ของคุณได้ทันทีในแบบเรียลไทม์ โดยคุณสามารถเลือกได้ว่า จะดูข้อมูลของเว็บที่คุณชื่อชอบส่วนไหนเป็นพิเศษ โดยไม่จำเป็นต้องโหลดมาทั้งหน้า ทำให้คุณสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว และตรงกับความต้องการคุณ ที่จะเห็นเฉพาะในส่วนที่คุณต้องการ นับว่าเป็นประโยชน์มากๆ สำหรับการรับข้อมูลข่าวสารที่มีมากมายในปัจจุบัน

เมื่อแบรนด์ และหมาพูดได้ใน Social Media..!

นักการตลาดหลายคนมักจะมองและเปรียบเทียบว่า แบรนด์ หรือยี่ห้อ ของคุณหากเปรียบเป็น "คน" จะเป็นคนลักษณะไหน? เป็นผู้ชายหรือผู้หญิง เป็นเด็กๆ หรือเป็นคนแก่ เป็นคนกระฉับกระเฉง หรือเป็นคนมั่นใจ เป็นคนที่เข้าอกเข้าใจคน หรือเป็นคนที่สนใจสังคม? ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่หลายนักการตลาดพยายามสร้างให้คนที่เป็นลูกค้า รับรู้และรู้สึก ว่าแบรนด์ของสินค้าจะเป็นแบบไหน? ซึ่งส่วนใหญ่ การที่จะทำให้ลูกค้าของคุณรับรู้ หรือ รู้สึกได้ว่า แบรนด์ของคุณ เป็นอย่างที่คุณได้วางแผนเอาไว้ มันต้องอาศัย การสื่อสาร (Communication) และการทำให้ลูกค้ามีส่วนร่วม (Engagment) หรือประสบการณ์ (Experience)  ร่วมกับแบรนด์ของคุณ ซึ่งมีวิธีมากมายหลายวิธีที่จะทำให้ลูกค้ารับรู้ "ตัวตน (identity)" ของแบรนด์ของคุณได้ แต่มันจะดีไหมหนอ? หากแบรนด์ของคุณ วันนี้จะสามารถลุกขึ้นมาพูดคุยกับลูกค้าของคุณได้อย่างตรงไปตรงมา?

เมื่อเราก้าวเข้าสู่โลกของโซเชี่ยลมีเดีย ซึ่งเป็นรูปแบบการสื่อสารที่เปิดกว้างอย่างมาก ทำให้เราและเพื่อนของเราสามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างอิสระเสรี ภายใต้ "ความสัมพันธ์ (Relation)" ที่เชื่อมโยงผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ต และเมื่อมันพัฒนาไปอย่างมาก เริ่มมีนักการตลาดและธุรกิจหลายธุรกิจเริ่มนำ Social Media เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างแบรนด์ โดยเริ่มนำธุรกิจ สินค้า หรือแบรนด์มาสร้างตัวตนอยู่ในโลกของ Social Media และเริ่มการสื่อสารตรงไปยังกลุ่มลูกค้าของตน ด้วยรูปแบบและลักษณะของแบรนด์ของตนเอง ยกตัวอย่างเช่น DTAC เปิดให้บริการ @DTAC_feelgoood ผ่านทาง twitter และพูดคุยสื่อสารกับลูกค้า โดยส่วนตัวที่ผมได้พูดคุยและสัมผัสจากการที่ @DTAC_feelgoood สื่อสารกับลูกค้าผ่านทาง Twitter ทำให้ผมมีความรู้สึกว่า @DTAC_feelgoood เป็นผู้หญิงน่ารักคนหนึ่ง ที่มีความห่วงใย ความจริงใจ ซึ่งมันสอดคล้องกับแบรนด์ของ DTAC แต่มันเจ๋งกว่านั้นคือ ผมสามารถพูดคุยกับ DTAC ได้ง่ายๆ โดยเพียงแค่พิมพ์ข้อความผ่าน Twitter ไปหา @DTAC_feelgoood เพียงซักพักก็จะมีการตอบกลับมา เพียงแค่นี้ผมก็สามารถ "พูดคุยกับแบรนด์ได้แล้ว" นี้คือตัวอย่างหนึ่งที่ ทำให้เราได้เห็นว่า การเข้านำแบรนด์เข้ามาสู่ในโลกของ Social Media เป็นการสื่อสารแบบสองทาง (2 way Communication) ทำให้เราแบรนด์สามารถโต้ตอบ พูดคุยกับคนได้อย่างง่ายๆ ตามรูปแบบและลักษณะตัวตอนของแบรนด์แต่ละแบรนด์

ทางออกประเทศไทยง่ายๆ เมื่อ “เราเอง” คิดบวกบวก (Double Positive Thinking)

 คุณเชื่อไหม! ว่าการข้อความ หรือข้อมูล ที่คนอื่นๆ ส่งต่อๆ กันมาในอินเทอร์เน็ต หรือ Social Network บางครั้งมันสามารถสร้างความแตกแยก ให้กับคนในประเทศได้ โดยที่เราไม่รู้ตัวเลย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อแดง เสื้อเหลือง คนนั้น คนนู้น คนนี้เล่าว่า หรือภาพเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทุกอย่าง ล้วนเกิดผลลัพย์ ตามมาโดยที่เราไม่รู้ตัวว่า เรากำลังปลูกฝั่ง หรือรับข้อมูลเหล่านั้น ซึ่งมันจะทำให้เกิดความแตกแยกระหว่างคนไทยด้วยกันเองไปโดยไม่รู้ตัว เราจะแก้ปัญหานี้อย่างไร?

 

ในสถานะการณ์เช่นนี้ ประเทศไทยไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว นอกจากการที่จะให้คนในชาติกลับมาเป็นปึกแผ่น และ "เลิกมองว่าคนนู้นคือเสื้อแดง เสื้อเหลือง เสื้อหลากสี หรือเสื้อสีอะไรก็ตาม" เราต้องพูดคำว่าเราคือ "คนไทย" ด้วยกัน ซึ่งการแสดงออกง่าย คือการลด ละ เลิก การเขียน หรือส่งต่อข้อมูลที่จะทำให้เกิดความแตกแยกระหว่างเรากับคนอื่นๆ ในสังคมไทยด้วยกัน เพราะบางครั้ง คำพูดบางคำ หรือภาพบางภาพ มันทำให้เกิดความแตกแยก และรวมถึงการสร้าง มุมมองที่ดี มุมมองที่บวกให้กับตัวเอง และกับคนรอบข้าง นี้คือที่มาของการจะทำให้ประเทศไทย สามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้

 

ตอนนี้ก็มีการรวมตัวกันของกลุ่มคน ที่กำลังพลักดันในให้คนไทยมาร่วมกัน "คิดบวกบวก" โดยมีการเริ่มรณรงค์ให้คนไทยทุกคนเริ่มหันมา "พูด-คิด-ทำ แต่เรื่องบวกบวก" และรวมตัวกันโดยใช้ชื่อว่า "พรรคพลังบวก" ต้องบอกก่อนว่านี้ไม่ใช่พรรคการเมืองนะครับ แต่เป็นการรวมตัวของคนที่คิดเรื่องบวกบวก โดยได้มีการสร้าง Facebook ขึ้นมาสำหรับคนที่สนใจจะเข้ามาร่วมสามารถเข้าร่วมได้ที่  http://www.facebook.com/PositiveParty และสามารถร่วมเข้าการคิดบวกบวกๆ ได้โดยการ เปลี่ยนภาพของคุณ หรืออาวาร์ต้า (Avartar) ในเว็บโซเชี่ยลเน็ตเวิรก์ของคุณ ให้มีเครื่องหมาย "บวก บวก" อยู่ในภาพของคุณ เพื่อเป็นการบอกกับตัวเองได้ และกับคนอื่นๆ ว่าเรามีแนวความคิด บวกบวก โดยคุณสามารถไปเข้าร่วมเปลี่ยนภาพของคุณได้ที่ http://bit.ly/thailand2plus และในการพูดหรือสื่อสาร คุณสามารถใส่แท็ก #Thailand++ เป็นการแจ้งให้คนอื่นทราบถึงว่า ข้อความนี้ เป็นข้อความที่ มีความเป็น "บวกบวก"

 

 

โดยหลังจากเปิดกลุ่มนี้ขึ้นมาไม่นาน ก็มีคนในโลกออนไลน์ทั้งใน Facebook และ Twitter ต่างเข้าร่วมโครงการนี้กันอย่างมาก โดยตอนนี้ มีคนเปลี่ยนภาพอาวาร์ต้าของตัวเอง มากกว่า 3 พันคน และ มีผู้เข้าร่วมผ่าน Facebook เกือบ 900 คนแล้วภายในระยะเวลาไม่ถึง 2 วัน ถือว่าเป็นการเติบโตที่รวดเร็วมากๆ ในโลกออนไลน์ นี้คือรูปแบบของการเคลื่อนไหว และการสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ในโลกของ Social Network ที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วมากๆ 

 

หากคุณได้มีโอกาสเข้ามาอยู่ในโลกของโซเชี่ยลเน็ตเวิรก์แล้ว ไม่ว่าจะเป็น Facebook หรือ Twitter แล้ว ผมจึงอยากเชิญชวนคุณ (นั้นแหละ) เข้ามาร่วมในโครงการดีๆ แบบนี้ และเริ่มต้นการสื่อสารในโลกของโซเชี่ยลเน็ตเวิรก์ ที่คุณใช้อยู่ในปัจจุบันอย่างสร้างสรรค์ "คิดบวกบวก" สร้างความเป็น "คนไทย" ร่วมกันผ่านสังคมออนไลน์ที่มีศักยภาพและสามารถเข้าถึงคนไทยได้เป็นจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น การเริ่มต้น การคิดบวกบวก มันเริ่มง่ายๆ จากตัวคุณเอง เอาละเรามาเริ่มต้นกันดีกว่าครับ.! 

 

Syndicate content (C01 _th3me_)